- หน้าแรก
- รวยฟ้าผ่าด้วยตาคู่เดียว
- บทที่ 13 - ลงมือแล้วต้องทำให้เด็ดขาด
บทที่ 13 - ลงมือแล้วต้องทำให้เด็ดขาด
บทที่ 13 - ลงมือแล้วต้องทำให้เด็ดขาด
บทที่ 13 - ลงมือแล้วต้องทำให้เด็ดขาด
พวกที่จินหู่เรียกมาล้วนแต่เป็นขาโหดที่มีชื่อเสียงในโลกใต้ดินของเมืองไห่เฉิง ประวัติโชกโชนถึงขั้นเคยฆ่าแกงคนมาแล้วทั้งนั้น
ปกติพวกมันหกคนต่อให้ต้องปะทะกับคนสิบคนก็ยังเอาอยู่สบายๆ แต่วันนี้เกิดอาเพศอะไรขึ้น ทำไมพอมาเจอไอ้หนุ่มที่ชื่อเฉินหลินคนนี้ ถึงได้กลายเป็นกระสอบทรายให้เขาอัดเล่นฝ่ายเดียวเสียอย่างนั้น
แม้แต่เจ้าหน้าม้าชุดจงซานที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ ก็ยังพลอยขวัญผวาไปด้วย
ในขณะที่เฉินหลินกำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้รถขึ้นเรื่อยๆ!
"บัดซบเอ๊ย! เป็นไงเป็นกัน!"
จินหู่กัดฟันกรอด ตัดสินใจคว้าปืนพกสีดำมะเมื่อมออกมาจากกระเป๋า
ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางเร็วกว่าลูกปืนไปได้หรอก
จัดการเก็บไอ้เด็กนี่กับนังผู้หญิงในรถซะ เอาของมา แล้วให้พรรคพวกช่วยกันอำพรางศพเฉินหลิน ส่วนนังผู้หญิงก็จัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุรถชน เท่านี้ก็รอดตัวไปได้แบบเนียนๆ
คนพวกนี้ทำงานพวกนี้จนชินมือ รับรองว่าไม่มีทางพลาด
ทันทีที่จินหู่ตัดสินใจเด็ดขาด จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มก็ดังแว่วเข้ามา ถนนสายเปลี่ยวที่แทบจะไม่มีรถผ่าน กลับมีขบวนรถหรูหลายคันพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง
และดูท่าทางเป้าหมายของพวกมันก็คือตรงนี้!
จินหู่สะดุ้งเฮือก รีบยัดปืนกลับเข้าที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว
ในประเทศเหยียนเซี่ย การครอบครองอาวุธปืนถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษหนักหนาสาหัส
จังหวะที่เฉินหลินเดินมาถึงข้างรถออฟโรด ขบวนรถปริศนาก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบพอดี
ประตูรถเปิดออกผัวะ ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำทรมะขามข้อเดียวจำนวนมากกระโดดลงมาจากรถ พวกเขาวิ่งตรงไปยังรถปอร์เช่ของซูเยว่ทันที พอเห็นว่าหญิงสาวปลอดภัยดี ทีมหนึ่งก็ยืนล้อมรถคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา ส่วนอีกทีมก็พุ่งเข้าล้อมรถออฟโรดของจินหู่ไว้ทุกทิศทาง รวมไปถึงเฉินหลินที่พลอยโดนกักบริเวณอยู่ในวงล้อมนั้นด้วย
จากนั้นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถคันสุดท้าย เดินจ้ำอ้าวตรงมาที่รถปอร์เช่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"พี่! ในที่สุดพี่ก็มา..."
ซูเยว่เปิดประตูรถวิ่งถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มคนนั้นไว้แน่น
"ยัยตัวแสบ ออกมาข้างนอกไม่รู้จักพกบอดี้การ์ดมาด้วย ทีนี้รู้รสหรือยัง"
ชายหนุ่มเอ็ดเสียงดุ แต่แววตากลับฉายแววห่วงใยเปี่ยมล้น
เขาลูบหัวน้องสาวเบาๆ ก่อนจะปรายตามองไปยังรถออฟโรดของจินหู่
"พวกคนร้ายที่โทรบอกพี่ คือพวกมันสินะ"
"จัดการพวกม..."
"เดี๋ยวก่อน!"
ชายหนุ่มกำลังจะออกคำสั่ง แต่ซูเยว่รีบรั้งแขนเขาไว้ "พี่คะ ผู้ชายคนที่ยืนอยู่นั่นไม่ใช่คนร้ายนะ เขามากับหนู ถ้าไม่ได้เขาช่วยจัดการพวกนักเลงป่านนี้หนูโดนพวกมันลากไปทำมิดีมิร้ายแล้ว!"
"หืม?"
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
บนพื้นมีชายฉกรรจ์หกคนนอนร้องครวญครางหมดสภาพ แต่ละคนหน้าตาเหี้ยมเกรียมดูไม่ใช่คนดี
ตัดภาพมาที่เฉินหลินซึ่งยืนนิ่งสงบ บุคลิกดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนบัณฑิตคงแก่เรียน
คนเดียวเนี่ยนะคว่ำนักเลงหกคน?
ดูไม่ออกเลยจริงๆ
แต่ในเมื่อน้องสาวออกปากยืนยัน ชายหนุ่มจึงคลายความระแวงลงเปราะหนึ่งและมองเฉินหลินในฐานะผู้มีพระคุณ แต่ถึงกระนั้นการที่เห็นน้องสาวสุดที่รักอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าสองต่อสอง สัญชาตญาณความเป็นพี่ชายผู้หวงน้องก็ยังทำให้เขารักษาระยะห่างไว้พอสมควร
เขาพยักหน้าให้เฉินหลินเล็กน้อยเป็นการทักทาย แล้วหันมาถามซูเยว่
"สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในโทรศัพท์พูดจาไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วจับต้นชนปลายไม่ถูก"
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ..."
ซูเยว่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งฟังสีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งบึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ
"นึกไม่ถึงเลยว่าวงการของเก่าเมืองไห่เฉิงจะมีพวกทำนาบนหลังคนแบบนี้อยู่ด้วย"
เขาเดินดุ่มๆ ไปที่รถออฟโรด ตะคอกสั่งเสียงเฉียบขาด
"เปิดประตูรถ! ลากหัวพวกมันลงมาให้ฉันดูหน้าหน่อย!"
ประตูรถถูกกระชากออก บอดี้การ์ดลากตัวจินหู่กับหน้าม้าชุดจงซานลงมากองกับพื้นอย่างไม่ปรานี
"คะ... คุณซู? ทะ... ทำไมเป็นคุณไปได้"
จินหู่เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนตาถลน
ซูเยว่นั้นเขาไม่รู้จัก
แต่ชายหนุ่มตรงหน้านี้ เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าชื่อพ่อตัวเองเสียอีก!
[จบแล้ว]