เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 48: Went back to tell once nine certainly

Chapter 48: Went back to tell once nine certainly

Chapter 48: Went back to tell once nine certainly


回去告诉曾九绝

จากคำพูดของเจ้าจื่อเห่าหอเทพยุทธ์ได้เอ่ยว่า,นิกายพันปิศาจได้ยอมจำนนต่อวังปิศาจทมิฬแล้ว,เขาได้นำอิทธิพลของวังปิศาจทมิฬออกมาเตือนตัวเอง,หากสังหารนิกายพันปิศาจ,เท่ากับล่วงเกินวิหารปิศาจทมิฬ.

จางจิน,เจ้าเหวินและพวกทั้งสี่ที่เผยยิ้ม.

ลู่อีผิ้งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“นิกายพันปิศาจจำนนต่อวิหารปิศาจทมิฬแล้วนี่เอง,หากเจ้าไม่เอ่ย,ข้าไม่รู้เลยจริง ๆ,..หากเป็นแบบนั้น,ข้ายิ่งต้องฆ่า!”

เจ้าจื่อเห่าที่ใบหน้ากลายเป็นเคร่งขรึม.

ลู่อี้ผิงเอ่ยเพิ่ม“เจ้าเป็นศิษย์หอเทพยุทธ์อย่างงั้นรึ? ว่าแต่,ศิษย์หอเทพยุทธ์กลายเป็นหมารับใช้วิหารปิศาจทมิฬไปแล้วเมื่อไหร่กัน.”

“เจ้า!”เจ้าจื่อเห่าที่ทั้งโกรธและอาย.

เวลานั้น,ลู่เผิงก้าวไปด้านหน้าลี่เฟยแล้ว,มีดคู่ที่ตะวัดเหวี่ยงออกไป.

เจ้าจื่อเห่าที่เห็นลู่เผิงเพียงแค่ระดับโอสถทองคำ เมินเฉยคำพูดตัวเองอย่างคาดไม่ถึง,จึงเอ่ยออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“แส่หาความตาย!”

ในมือของเขา หอกยาวที่พุ่งทะลวงออกไปในทันที.

“เก้ามังกรสะบั้นนภา!”

พลังเทพที่พวยพุ่ง,หมุนวนเป็นริ้วแสงพุ่งตรงไปยังอกของลู่เผิง.

ริ้วแสงเพลิงเก้าเส้นของมังกรเพลิงที่ส่องสว่าง.

แววตาของเจ้าจื่อเห่าที่เต็มไปด้วยความเย็นชา,หอกเก้ามังกรของเขา,นับเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของหอเทพยุทธ์,แม้นว่าเวลานี้เขาจะเป็นเพียงเทพวิญญาณขั้นกลาง,ทว่าด้วยหอกเก้ามังกรนี้,แม้แต่เทพวิญญาณขั้นสุดท้าย,เขาก็สามารถรับมือได้.

เห็นหอกของเจ้าจื่อเห่าที่พุ่งตรงไปยังหน้าอกของลู่เผิง,ในเวลานั้นมือข้างหนึ่งด้านข้างที่ยกขึ้นกันหอกของเจ้าจื่อเห่าเอาไว้อย่างคาดไม่ถึง.

มือเปล่ากุมปลายหอก.

หอกยาวของเจ้าจื่อเห่าที่อยู่ในฝ่ามือของอีกฝ่าย,เสียงที่ดังหวีดหวิวเปลวเพลิงที่ลุกโชนพวยพุ่ง,แต่กับไม่อาจขยับเคลื่อนไปด้านหน้าไปได้แม้แต่นิ้วเดียว,นอกจากนี้ยังไม่ระคายผิวของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ.

เจ้าจื่อเห่าและเข่อเจี่ย เผยความประหลาดใจอย่างหนัก,พบว่า,แท้จริงแล้วเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาด้านหลังของชายชุดน้ำเงินที่ลงมือ.

จางจินนั่นเอง.

Zhang Jin grips Zhao Zihao long spear, the complexion coldly, shakes, pulls out, then saw Zhao Zihao to be shaken to fly, but long spear fell in his hand.

จางจินที่คว้าหอกเจ้าจื่อเห่าเอาไว้นั่นเอง,ใบหน้าของเขาที่มืดครึ้มเย็นชา,ก่อนที่หอกจะสั่นไปมา,เวลาต่อมาร่างของเจ้าจื่อเห่าที่กระเด็นลอยออกไป,หอกยาวที่หล่นออกจากมือของเขาแล้ว.

เจ้าจื่อเห่าที่ลอยกระเด็นออกไป,ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนจากอีกฝั่ง เจ้านิกายพันปิศาจลี่เฟยได้ถูกลู่เผิงกุดหัวไปแล้ว.

เหล่ายอดฝีมือนิกายพันปิศาจคนอื่น ๆ จิตวิญญาณที่สั่นสะท้านเย็นยะเยือบ.

พวกเขาที่จ้องมองไปยังเข่อเจี่ย,ร้องตะโกนเพื่อให้ท่านเข่อเจี่ยช่วยชีวิต.

“เจ้าคืออาวุโสใหญ่สำนักเฟยฮัวเข่อเจี่ย?”ลู่อี้ผิงที่จ้องมองไปยังเข่อเจี่ย“ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่,ก็ดีข้าจะได้ไม่ต้องไปถึงสำนักเฟยฮัว.”

ได้ยินคำพูดที่เจือด้วยจิตสังหารของลู่อี้ผิง,อาวุโสใหญ่สำนักเฟยฮัวเข่อเจี่ยที่ใบหน้าเปลี่ยนสี,เร่งรีบเอ่ยออกมาว่า“ข้าคืออนุของบรรพชนชราหยางซือหยวนวิหารปิศาจทมิฬ.”

ลู่อี้ผิงที่สะบัดมือ ดึงร่างอีกฝ่ายลอยมาอยู่ด้านหน้า.“อนุหยางซือหยวนรึ? แล้วมีปัญหาอะไร?”

“เจ้าเป็นใคร?!”เข่อเจี่ยเอ่ยเสียงสั่น.

“ลู่อี้ผิง.”ลู่อี้ผิงเอ่ยอย่างไม่แยแส.

เข่อเจี่ย,เจ้าจื่อเห่าได้ยิน,เวลานี้ใบหน้ากลายเป็นขาวซีด“เจ้าคือลู่อี้ผิง!”

เรื่องของเจ้านิกายน้อยนิกายภูตหยินเห่าตันได้แพร่กระจายออกไปแล้ว,เหล่ายอดฝีมือทั้งทวีปเทพยุทธ์,ต่างก็ได้ยินชื่อเสียงของลู่อี้ผิงกันหมดแล้ว.

ทั้งสองก่อนหน้านี้คาเดาสถานะของชายชุดน้ำเงินคงจะเป็นใครสักคนของสำนักอาชูร่า,ทว่าไม่คาดคิดแม้แต่น้อย ชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นี้กับเป็นลู่อี้ผิง เซียนกู่ฉินนั่นเอง.

ทว่า,ทั้งสองไม่เข้าใจเลยว่าสำนักอาชูร่าที่เป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลชั้นสองในทวีปเทพยุทธ์,เกี่ยวพันธ์อะไรกันลู่อี้ผิงกัน?

ลู่อี้ผิงไม่ได้สังหารเข่อเจี่ยอาวุโสใหญ่สำนักเฟยฮัวทันที,ทว่าทำการค้นวิญญาณของอีกฝ่าย.

เขาต้องการรับรู้ว่ามีใครคนอื่นสั่งการเข่อเจี่ยให้ทำการสังหารกวาดล้างคนของสำนักอาชูร่าหรือไม่?

เพียงไม่นาน,การค้นวิญญาณก็เสร็จสิ้น.

ใบหน้าของลู่อี้ผิงได้กลายเป็นเย็นชา.

คนที่สั่งเข่อเจี่ยสังหารกวาดล้างสำนักอาชูร่านั้น,ไม่ใช่เจ้านิกายเฟยฮัว,แต่เป็นบรรพชนชราสำนักเฟยฮัว ซุนฟาง!

อย่างไรก็ตามซุนฟางผู้นี้,ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของวังปิศาจทมิฬตั้งแต่แรกแล้ว.

ไม่เพียงซุนฟาง,บรรพชนชราอีกหลายคนในสำนักเฟยฮัวต่างก็ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของวิหารปิศาจทมิฬมานานแล้ว.

หลังจากค้นวิญญาณเสร็จ,เปลวเพลิงที่ลุกโชนล่วงหล่นบนร่างของอาวุโสใหญ่เข่อเจี่ย,จากนั้นอีกฝ่ายก็ถูกเพลิงกลืนกินสลายหายไปในอากาศ,แม้แต่ขี้เถ้าก็ไม่เหลือ,ทั้งแก่นหยวน,ดวงวิญญาณยังสลายหายไปด้วย.

เจ้าจื่อเห่าที่จ้องมองลู่อี้ผิง,แววตาที่ตื่นตระหนก.

เกี่ยวกับเรื่องของลู่อี้ผิง,เป็นที่โจษจันไปทั้งทวีปเทพยุทธ์,กล่าวว่าลู่อี้ผิงนั้นบ้าคลั่ง,กระทำอะไรตามใจไม่สนผู้ใด,ตอนนี้เห็นกับตา,แม้แต่สนมของบรรพชนชราวังปิศาจทมิฬ,ยังถูกเขาสังหารโดยไม่สนใจด้วยซ้ำ.

เสียงโหยหวนโอดโอยดังขึ้นไม่หยุด.

เขาที่เห็นเหล่ายอดฝีมือนิกายพันปิศาจที่ถูกลู่เผิงสังหารทีละคน ๆ.

พื้นที่แห่งนี้อยู่บนเกาะกลางทะเลทมิฬ,เหล่ายอดฝีมือนิกายพันปิศาจถูกผนึกพลังไม่อาจบินหนีได้จึงไม่มีทางให้หนีนั่นเอง.

เพียงไม่นาน,เสียงร้องโอดโอยก็หยุดลง.

เวลานี้บนลานยอดเขา,มีศพของนิกายพันปิศาจมากมายกองทับถมกันอยู่.

กลิ่นโลหิตที่แสบคาวจมูกฟุ้งกระจายไปทั่ว.

จางจินและคนอื่น ๆ ที่ก้าวออกไปช่วยลู่เผิงเก็บกวาดพื้นที่.

เจ้าจื่อเห่าที่ยืนขึ้น,ต้องการจากไป,แต่กับไม่กล้า.

ลู่อี้ผิงที่จ้องมองเขา,เมื่อสายตาของลู่อี้ผิงที่จ้องมองมา,ทำให้หัวใจของเจ้าจื่อเห่าหัวใจเต้นสั่นไหวโครมคราม,ก้มหน้างุด ๆ,ไม่กล้าสบตาลู่อี้ผิงแม้แต่น้อย.

“หอกเก้ามังกร,เป็นเซิ่งจิ่วเจี่ยมอบให้เจ้าอย่างงั้นรึ?”ลู่อี้ผิงเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส.

เซิ่งจิ่วเจี่ย?

เจ้าจื่อเห่าที่ดวงตาเบิกกว้าง,จับจ้องมองลู่อี้ผิงนี่เขารู้จักบรรพชนชราจิ่วเจี่ยหอเทพยุทธ์ด้วยอย่างงั้นรึ?

เทพยุทธ์จิ่วเจี่ย,นี่คือบรรพชนที่ทรงพลังที่สุดในยุคโบราณ,ทว่าชื่อที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็คือ เซิ่งจิ่วเจี่ย,ผ่านมานานหลายปีแล้ว,ไม่มีใครกล้าเอ่ยนามจริงของอีกฝ่ายตรง ๆ ทุกคนต่างก็เรียกเขาว่าเทพยุทธ์

หอกเก้ามังกรนั้น,ไม่ใช่เทพยุทธ์จิ่วเจี่ยมอบให้เขา,แต่เป็นเทพยุทธ์อีกคนของหอเทพยุทธ์,ซึ่งเทพยุทธ์ผู้นี้ก็คือศิษย์สายตรงของเทพยุทธ์จิ่วเจี่ยนั่นเอง.

ได้ยินลู่อี้ผิงเอ่ยนามจริงของบรรพชนชราเทพยุทธ์จิ่วเจี่ย,เจ้าจื่อเห่าที่ใบหน้ากลายเป็นมืดครึ้ม,ถึงแม้นจะเป็นเจียวยวีสำนักไท่อี้,เมื่ออยู่ต่อหน้าบรรพชรา,ยังต้องเรียกว่า อาวุโสจิ่วเจี่ย

“ลู่อี้ผิง,เจ้าคงไม่คิดว่า เจ้าได้สังหารเห่าตัน,สวีซิวแล้วรู้สึกตัวเองไร้เทียมทาน,เจ้ากล้าเรียกชื่อบรรพชนชราเทพยุทธ์จิ่วเจี่ยด้วยชื่อตรง ๆ,มาดูว่าหากอยู่ต่อหน้าบรรพชราจิ่วเจี่ยแล้ว,เจ้ายังกล้าเรียกชื่อตรง ๆอีกใหม!”เจ้าจื่อเห่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา.

“ใช่.”ลู่อี้ผิงเอ่ยอย่างไม่แยแส“ต่อให้จิ่วเจี่ยมาอยู่ต่อหน้าข้า,ข้าก็จะเอ่ยเช่นนั้น.”เวลานั้นเขาได้ยิงบอลพลังปะทะร่างเจ้าจื่อเห่าลอยกระเด็นออกไปทันที.

“กลับไปบอกเจ้าหนูจิ่วเจี่ยซะ,ให้เขาดูแลหอเทพยุทธ์ดี ๆ หน่อย,หากหอเทพยุทธ์เกี่ยวข้องอะไรกับวังปิศาจทมิฬอีกล่ะก็,เมื่อถึงเวลานั้นอย่าได้โอดครวญก็แล้วกัน.”ลู่อี้ผิงเอ่ยกล่าวดังไล่หลัง.

บรรพชนชราหอเทพพยุทธ์หลายคน,หลายรุ่นที่ใกล้ชิดกับวังปิศาจทมิฬเป็นอย่างมาก.

กล่าวได้ว่ามีแม้แต่ยอดฝีมือของหอเทพยุทธ์ที่แต่งงานกับสตรีวังปิศาจทมิฬอีกด้วย.

เจ้าจื่อเห่าที่ลอยกระเด็นออกจากเทือกเขาทะเลทมิฬ,ก่อนที่จะล่วงหล่นลงบนทะเลทมิฬ,ได้ยินเสียงของลู่อีผิ้ง,ทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว.

เขาที่ตะเกียกตะกายฉุดร่างที่ไม่อยู่ในสภาพดีนักขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก,ขณะมองย้อนไปยังเทือกเขาทะเลทมิฬ,ดวงตาที่เผยความเย็นชา,จากนั้นก็บินแหวกอากาศจากไป.

ไม่นานหลังจากนั้น,ลู่เผิงและพวกจางจินก็เก็บกวาดทุกอย่างเสร็จสิ้น.

ลู่อี้ผิงที่เข้ามาในห้องโถงอาชูร่า.

แม้นว่าห้องโถงอาชูร่าจะถูกเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ด้วยฝีมือของคนนิกายพันปิศาจ,ทว่าสิ่งก่อสร้างหลายอย่างก็ยังคงอยู่,ลู่อี้ผิงที่เดินไปรอบ ๆ,ไม่รู้ว่ามาถึงดินแดนบรรพชนอาชูร่าตั้งแต่เมื่อไหร่.

จบบทที่ Chapter 48: Went back to tell once nine certainly

คัดลอกลิงก์แล้ว