บทที่ 24 - ฆ่า!
บทที่ 24 - ฆ่า!
บทที่ 24 - ฆ่า!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉิวถูก็ปิดสมุดเล่มเล็กลงพลางเคาะมันเบาๆ กับฝ่ามือ พร้อมกับเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเงียบเชียบ
หากข้อหาที่บันทึกอยู่ในสมุดเล่มนี้เป็นความจริงทั้งหมด ต่อให้ตระกูลฉินจะไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ฉินเจิ้งกวางก็ต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้น เท่ากับว่าเขาเป็นคนตัดแขนขาขั้วอำนาจทางการเมืองของตระกูลฉินทิ้งไปข้างหนึ่ง แล้วตระกูลฉินจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ หรือ?
ส่วนความคิดที่ว่าจะใช้หลักฐานเหล่านี้ลากคนทั้งตระกูลฉินให้พินาศไปด้วยกันนั้น เฉิวถูไม่เคยแม้แต่จะคิด เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย
นี่คือข้อมูลที่สายที่สี่เป็นคนรวบรวมมาเอง พวกเขาไม่มีทางที่จะชักศึกเข้าบ้านจนทำให้ตระกูลของตนเองต้องล่มสลายแน่
หากเฉิวถูเดาไม่ผิด ข้อกล่าวหาในสมุดเล่มนี้ต้องมีทั้งส่วนที่เป็นจริงและเท็จปะปนกัน และแม้แต่ในส่วนที่เป็นความจริง คุณสี่ฉินก็ต้องเตรียมการตัดตอนเพื่อไม่ให้ไฟลามมาถึงตัวตระกูลฉินไว้ล่วงหน้าแล้ว
สรุปคือ พวกเขากำลังใช้เขาเป็นเครื่องมือในการแก่งแย่งชิงดีกันภายในพี่น้องอย่างนั้นหรือ?
แต่การโค่นฉินเจิ้งกวางลงได้ คุณสี่ฉินจะได้ประโยชน์อะไรจริงๆ หรือเปล่านะ?
หรือว่านี่จะเป็นกับดัก?
เฉิวถูเคาะสมุดเล่มเล็กในมือพลางใช้ความคิดอย่างหนัก
ในขณะที่เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ทันใดนั้นหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคนตะคุ่มๆ อยู่ที่นอกหน้าต่าง
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป แล้วตะโกนเสียงเข้ม “ใครอยู่ข้างนอก!” พร้อมกับสาวเท้าก้าวยาวๆ ออกไปทันที
เฉิวถูก้าวเดินได้รวดเร็วมาก ดังนั้นเพียงแค่ก้าวพ้นประตู เขาก็สามารถคว้าตัวชุ่ยหลันที่กำลังเตรียมจะหลบหนีเอาไว้ได้ทันควัน
เมื่อเห็นว่าถูกเฉิวถูจับได้ ชุ่ยหลันจึงไม่กล้าหนีต่อ เธอหันกลับมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนพลางย่อกายทำความเคารพเล็กน้อย “เจ้าหน้าที่เฉิว”
เมื่อเห็นหญิงรับใช้ร่างดำท้วมของฉินซูม่านคนนี้อีกครั้ง เฉิวถูก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที ‘ทำไมต้องเป็นนางอีกแล้ว?’
เฉิวถูถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำไมเจ้าไม่อยู่ดูแลคุณหนูซูม่าน มาทำอะไรแถวหน้าห้องของข้า?”
ชุ่ยหลันก้มหน้าตอบด้วยท่าทางมีพิรุธ “เพียงแค่เดินผ่านทางนี้เจ้าค่ะ”
ใบหน้าของเฉิวถูเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม “เดินผ่าน? ห้องพักของคุณหนูซูม่านอยู่ที่เรือนหลัก ซึ่งห่างจากที่นี่อย่างน้อยหนึ่งนาที เหตุผลของเจ้านี่มันฟังดูเบาปัญญาไปหน่อยไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชุ่ยหลันก็รีบแก้ตัว “ข้าเพิ่งเคยมาบ้านตระกูลฉินครั้งแรก ไม่ชำนาญเส้นทาง เดินวนไปวนมาเลยมาโผล่ที่นี่เจ้าค่ะ”
เฉิวถูมองดูท่าทางไม่สะทกสะท้านของเธอด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจที่เริ่มก่อตัวขึ้น
เขาจึงตัดสินใจพูดเปิดอกไปตรงๆ “เจ้ามาที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว? ได้ยินอะไรหรือเห็นอะไรบ้าง?”
ดูเหมือนหัวข้อนี้จะทำให้ชุ่ยหลันกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นจ้องตาเฉิวถูพลางเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา “สิบกว่านาทีเห็นจะได้เจ้าค่ะ ส่วนจะได้ยินอะไรหรือเห็นอะไรนั้น... ข้าไม่กล้าพูดหรอก”
“อย่างไรก็ตาม ข้าเห็นเพียงคุณสี่ฉินสนทนากับท่านอย่างออกรสออกชาติ ข้าจึงได้แต่รออยู่ด้านนอกไม่กล้าเข้าไปรบกวนเจ้าค่ะ”
ดวงตาของเฉิวถูพลันแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง...
สิบกว่านาที นี่หรือคือการเดินผ่าน?
เขาจ้องมองชุ่ยหลันเขม็ง ก่อนจะเตรียมเอ่ยคำบางคำออกมา
ทว่าชุ่ยหลันกลับเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นก่อน “เจ้าหน้าที่เฉิวไม่ต้องมาให้ความสนใจข้ามากนักหรอก ถึงข้าจะเป็นผู้ติดตามมาด้วย แต่ข้าก็ไม่ได้สังกัดหน่วยคุ้มกันของท่าน”
“ข้าคือหญิงรับใช้ของท่านหัวหน้ากรม ข้าขึ้นตรงต่อท่านหัวหน้ากรมโดยตรง บางครั้งท่านหัวหน้ากรมอาจจะมอบหมายภารกิจอื่นให้ข้าทำ ซึ่งข้าก็ต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...”
“ขอเพียงท่านมีความจงรักภักดีต่อท่านหัวหน้ากรม ท่านก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวนี่ จริงไหม?”
พูดจบ เธอก็เงยหน้ามองเฉิวถูด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยการท้าทายเล็กน้อย
เฉิวถูจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
ชั่วครู่ต่อมา เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ เข้าใจแล้ว ชุ่ยหลันเอ๋ย เจ้าเป็นคนสนิทของท่านหัวหน้ากรมนี่นะ มีภารกิจพิเศษก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
พูดจบ เขาก็ผายมือเชิญ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่รบกวนเจ้าแล้ว เชิญตามสบายเถอะ”
เมื่อเห็นเฉิวถูยอมโอนอ่อนให้ ชุ่ยหลันก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความลำพองใจ ก่อนจะย่อกายให้เฉิวถูอย่างลวกๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างเย่อหยิ่ง
ทว่าในวินาทีที่เธอก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือใหญ่ที่พุ่งเข้ามาปิดปากเธอไว้อย่างแรง ก่อนจะถูกกดร่างเข้าไปในอ้อมกอดที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ
วินาทีต่อมา เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง วัตถุที่แหลมคมและเย็นเฉียบถูกจ้วงแทงเข้าที่บั้นเอวของเธออย่างรุนแรง
ท่ามกลางความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูก ในใจของชุ่ยหลันมีความคิดเพียงหนึ่งเดียวคือ ‘เฉิวถูเสียสติไปแล้วหรือ! เขากล้าได้อย่างไร!’
เธอเป็นถึงหญิงรับใช้ของเหยียนเชิน! อีกทั้งยังได้รับคำสั่งจากเหยียนเชินให้มาคอยเฝ้าจับตาดูเขา!
เขาไม่เกรงกลัวต่อโทสะของเหยียนเชินเลยหรืออย่างไร!
เธอพยายามจะหันหน้ากลับไปมองสีหน้าของเฉิวถู แต่ฝ่ามือใหญ่นั้นกลับกดใบหน้าของเธอไว้แน่นจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
เธอพยายามดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นจากการพันธนาการนี้ แต่ทุกการขยับตัวกลับยิ่งสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้ทวีคูณขึ้นไปอีก
ในตอนนั้นเอง ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงการขัดขืนของเธอ เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของเฉิวถูก็ดังกังวานขึ้นที่ข้างหูของเธออย่างพอเหมาะพอเจาะ “หายใจลึกๆ ไม่เป็นไรหรอก อีกประเดี๋ยวทุกอย่างก็จบลงแล้ว”
สิ่งที่ตามมาพร้อมกับคำกระซิบนั้น คือการบิดด้ามมีดอย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง ซึ่งนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่รุนแรงยิ่งขึ้น...
ความรู้สึกอ่อนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ชีวิตกำลังค่อยๆ หลั่งไหลออกจากกาย หยาดน้ำตาไหลพรากออกมาจากหางตาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามส่ายหน้าและร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งชีวิตของตนเองที่กำลังเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังได้เลย...
ในห้วงคำนึงสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจะปลิดปลิว ภาพเหตุการณ์เมื่อวานซืนก็ผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่เธอกำลังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเฉิวถูและฉินซูม่านต่อหน้าเหยียนเชินด้วยน้ำเสียงที่ออกรสออกชาติ...
ภาพตอนที่เธอส่งสายตาเยาะเย้ยใส่เฉิวถูในขณะที่นำทางให้เขาเมื่อคืนก่อน...
ภาพในตอนสายของวันนี้ที่เธอแอบซ่อนตัวอยู่ที่หน้าประตูเพื่อลอบฟังบทสนทนาระหว่างเฉิวถูกับฉินซูม่าน...
และภาพตอนที่เหยียนเชินเรียกเธอเข้าไปในห้องหนังสือที่มืดสลัว พร้อมกับมอบเงินหยวนเงินให้เธอหนึ่งเหรียญเพื่อสั่งให้คอยจับตาดูเฉิวถู ในตอนนั้นเธอช่างรู้สึกยินดีและตื่นเต้นเหลือเกิน
หากรู้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์จะลงเอยเช่นนี้ เธอไม่มีวันที่จะยอมเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวของพวกผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้อย่างเด็ดขาด
สติของชุ่ยหลันเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งดับวูบไปในที่สุด...
เมื่อสัมผัสได้ว่าชุ่ยหลันหยุดดิ้นรนแล้ว เฉิวถูก็ปล่อยมือออกด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
เขาจ้องมองร่างไร้วิญญาณของชุ่ยหลันด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะลากร่างของเธอเข้าไปในห้องอย่างชำนาญ จากนั้นจึงเดินกลับออกมาที่ลานบ้านเพื่อจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบพลางเช็ดคราบเลือดบนพื้นออกอย่างสงบนิ่ง
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉิวถูก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วกดโทรศัพท์โทรออกหาหมายเลขหนึ่ง
ไม่นานนัก เหล่าอิงและอาคุนก็เดินทางมาถึงท่ามกลางความมืดมิด เมื่อเห็นศพของชุ่ยหลัน ทั้งสองก็ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่หยิบกระสอบป่านขึ้นมาบรรจุร่างนั้นลงไป แล้วช่วยกันลบเล่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่อีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าให้เฉิวถูแล้วแบกศพจากไป
เฉิวถูมองตามหลังทั้งสองคนที่หายไปในเงามืด ดวงตาของเขาฉายแววความมืดมนที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
ชั่วครู่หนึ่ง เขาพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “รายแรก...”
กลางดึก ณ เรือนพักหลังหนึ่งของตระกูลฉิน จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ไม่นานนัก ก็มีเสียงถามไถ่ของผู้หญิงวัยกลางคนดังมาจากด้านใน “ใครน่ะ?”
ผู้ที่มาถึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “คุณผู้หญิง ข้าคืออาฟู มีเรื่องสำคัญจะรายงานตระกูลเจ้าค่ะ”
ครู่ต่อมา ภายในห้องก็มีเสียง “สวบสาบ” ของการสวมใส่เสื้อผ้า
ในไม่ช้า ฉินเหิง ผู้นำตระกูลฉินก็สวมเสื้อคลุมเดินออกมาจากห้อง
หน้าตาของเขาคล้ายคลึงกับคุณสี่ฉินอยู่ราวห้าถึงหกส่วน แต่รูปร่างกลับผอมบางและดูทรุดโทรม ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วย
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องและสัมผัสกับลมหนาว เขาก็ยกมือขึ้นปิดปากไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะหันไปมองอาฟูแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?”
(จบแล้ว)