- หน้าแรก
- ภรรยาข้า แม่ทัพผู้พิชิตหมื่นมาร
- บทที่ 27 ความโกรธแค้นของเหอซุ่ย
บทที่ 27 ความโกรธแค้นของเหอซุ่ย
บทที่ 27 ความโกรธแค้นของเหอซุ่ย
บทที่ 27 ความโกรธแค้นของเหอซุ่ย
บรรยากาศหน้าบอร์ดประกาศราชโองการคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
"ยินดีด้วยพี่หวัง ปีนี้ได้ไปประจำการที่เมืองลี่โจว"
"เช่นกันๆ น้องชายไปอยู่เขตข้างเคียงกันนี่เอง วันหน้าต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ นะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
"เอ๊ะ? นั่นซูอวี่มิใช่หรือ? ได้รับแต่งตั้งเป็นราชเลขาประจำห้องทรงพระอักษร?"
"ชิชะ เทียบกันไม่ได้จริงๆ เทียบไม่ได้เลย เห็นชัดๆ ว่าปูทางไว้หมดแล้ว"
ตำแหน่งราชเลขาประจำห้องทรงพระอักษร แม้จะมิใช่ขุนนางระดับสูง โดยเนื้อแท้ก็คือคนคอยรินน้ำชาและดูแลความเรียบร้อย แต่ทว่าได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดทั้งองค์จักรพรรดิและท่านอัครมหาเสนาบดี ช่วยจัดการเอกสารราชการต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งที่ถูกวางตัวให้เติบโตในสายงานขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างแท้จริง
ผู้คนต่างพากันรุมล้อมแสดงความยินดีกับซูอวี่
ซูอวี่เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
เมื่อเทียบกับการถูกส่งไปประจำการหัวเมืองรอบนอก การได้รับตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนการก้าวขึ้นสวรรค์ในคราเดียว
อนาคตย่อมได้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจแห่งต้าโจว และมีตำแหน่งสำคัญในหกกรมหลักอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นผู้คนหน้าบอร์ดประกาศเริ่มเบาบางลง เหอซุ่ยจึงเดินเข้าไปบ้าง
เขาไล่สายตาอ่านราชโองการ
ในที่สุด เขาก็พบชื่อของตน ทว่าเมื่อเห็นชื่อสถานที่ที่ต้องไปประจำการ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
อำเภอผิงเหลียง เมืองเฉียนโจว!
"เป็นไปได้อย่างไร?! เป็นไปได้อย่างไร!?" เหอซุ่ยพึมพำ
เขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ทันใดนั้น มีคนมาตบไหล่ปลอบใจเขา "พี่เหอ การเดินทางไกลครั้งนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก อำเภอผิงเหลียงขึ้นชื่อเรื่องความยากจนข้นแค้นและชาวบ้านที่ป่าเถื่อน พี่เหอควรหาองครักษ์ฝีมือดีไปด้วยสักสองคนนะ ข้าได้ยินมาว่าการประเมินผลงานที่นั่นผ่านยากมาก นายอำเภอทุกคนติดแหง็กอยู่ที่นั่นอย่างน้อยสิบปี พี่เหอต้องทำใจดีๆ ไว้"
เหอซุ่ยรู้สึกขมปร่าในปาก
ปีนี้เขาอายุยี่สิบเจ็ด กำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น อีกสิบปีข้างหน้าเขาจะอายุสามสิบเจ็ด เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตต้องไปจมปลักอยู่ในดินแดนกันดารเช่นนั้นหรือ?
เหอซุ่ยไม่กล่าวสิ่งใด รีบรุดออกจากหอเหวินยวนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เขาจะไปถามองค์รัชทายาท! ไหนสัญญาว่าจะให้ไปเจียงหนาน ไฉนจึงกลายเป็นเมืองเฉียนโจวอันห่างไกลและกันดารเช่นนี้?
เมื่อมาถึงจวนรัชทายาท เหอซุ่ยขอเข้าเฝ้า
ทว่าได้รับคำตอบว่าองค์รัชทายาทประชวร ไม่สะดวกให้เข้าเฝ้า
เหอซุ่ยรู้ดีว่าองค์รัชทายาทกำลังพยายามตีตัวออกห่าง
"ทำไม? ทำไมกันแน่?" เหอซุ่ยไม่เข้าใจว่าเรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เหอซุ่ยคุกเข่าลงหน้าประตูจวนรัชทายาททันที!
เขาไม่ยอมไปไหน!
คนเฝ้าประตูจนปัญญา จึงต้องเข้าไปรายงาน
สักพัก คนเฝ้าประตูก็ออกมาบอกว่า "องค์รัชทายาทอนุญาตให้ท่านเข้าเฝ้า"
เหอซุ่ยรีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในจวน
เมื่อได้พบหน้า องค์รัชทายาทแย้มสรวลแล้วตรัสว่า "นั่งลงก่อนสิ!"
เหอซุ่ยนั่งลง องค์รัชทายาทถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วตรัสว่า "ข้ารู้ว่าวันนี้เจ้ามาด้วยเหตุใด เดิมทีทุกอย่างราบรื่นดี ข้าจัดแจงให้เจ้าไปประจำการที่อำเภอเล่อหยางในเจียงหนาน ซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ขอเพียงเจ้าตั้งใจทำงานสักสองสามปี ผลงานการประเมินย่อมออกมาดีเยี่ยม แล้วค่อยหาลู่ทางเลื่อนตำแหน่ง แต่ทว่าเมื่อฎีกาไปถึงพระเนตรพระกรรณ กลับถูกตีกลับลงมา"
"เพราะเหตุใดพะยะค่ะ?" เหอซุ่ยถามด้วยความงุนงง เขารู้ดีว่าฎีกาเช่นนี้แทบไม่เคยถูกปฏิเสธ
องค์รัชทายาทตรัสอย่างตรงไปตรงมา "อัครมหาเสนาบดีซูเป็นคนทักท้วงและขอให้ส่งเจ้าไปเฉียนโจว เจ้าก็รู้ ในเรื่องพวกนี้เสด็จพ่อทรงไว้วางพระทัยอัครมหาเสนาบดีซูมากกว่า ข้าเองก็จนปัญญา"
เหอซุ่ยเบิกตากว้าง หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ถามด้วยความสับสน "กระหม่อมไปล่วงเกินซูฉางชิงตอนไหน?"
องค์รัชทายาทถอนหายใจ "วันก่อนที่เจ้าปะทะคารมกับซูเหวินในงานเลี้ยง แม้จะไม่ได้เสียมารยาท แต่อาจถูกอัครมหาเสนาบดีซูมองว่าเป็นการท้าทายตระกูลซู คงเพราะเหตุนี้กระมัง ท่านอัครมหาเสนาบดีจึงจัดการส่งเจ้าไปไกลถึงเฉียนโจว!"
ใบหน้าของเหอซุ่ยซีดเผือด กัดฟันกรอด "เป็นเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ? แค่คำพูดไม่กี่คำ เขาถึงกับจะทำลายชีวิตข้าทั้งชีวิตเลยหรือ?"
องค์รัชทายาทไม่ได้ตอบคำถาม แต่ตรัสต่อว่า "เจ้าไปล่วงเกินอัครมหาเสนาบดีซูเข้า แม้แต่ข้าเองก็ออกหน้าแทนเจ้าไม่ได้ การที่เจ้าต้องระหกระเหินไปไกลถึงเพียงนั้นทำให้ข้ารู้สึกละอายใจนัก จึงไม่อยากสู้หน้าเจ้า นี่คือตั๋วเงินสามพันตำลึง ถือเสียว่าเป็นค่าเดินทางจากข้า หลังจากวันนี้ไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก"
ความจริงแล้ว องค์รัชทายาทเพียงต้องการตัดปัญหาและตีตัวออกห่าง
แต่การที่เหอซุ่ยมาคุกเข่าหน้าประตูจวนมันดูน่าเกลียด จะสั่งคนไปตีก็ไม่ได้ จะไล่ก็ไม่ดี หากข่าวแพร่งพรายออกไป จะทำให้เหล่าลูกน้องเสียกำลังใจ
ดังนั้นพระองค์จึงเรียกเหอซุ่ยเข้ามา เพื่อมอบเงินปิดปากและอธิบายสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เหอซุ่ยมาโกรธแค้นพระองค์ในภายหลัง
อีกทั้งยังทำให้ทุกคนเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่เพราะองค์รัชทายาทไร้เหตุผล แต่เป็นเพราะซูฉางชิงใช้อำนาจแก้แค้นส่วนตัว
เหอซุ่ยอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ในที่สุด เขาก็ประสานมือคารวะ "ขอบพระทัยองค์รัชทายาท เงินจำนวนนี้กระหม่อมไม่ขอรับ วันนี้กระหม่อมจะยอมเสี่ยงตายไปถามซูฉางชิงให้รู้เรื่อง ข้าอยากจะรู้นักว่าต้าโจวแห่งนี้มันมืดมนอนธการและไร้ซึ่งความยุติธรรมจริงหรือ!"
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากจวนไปทันที
ณ หน้าจวนตระกูลซู เหอซุ่ยตะโกนลั่น "ข้าต้องการพบซูฉางชิง!"
"ใครบังอาจเรียกชื่อท่านอัครมหาเสนาบดีห้วนๆ เช่นนั้น?"
ประตูใหญ่เปิดออก องครักษ์ประจำจวนกรูกันออกมาล้อมเหอซุ่ยไว้
เหอซุ่ยซึ่งกำลังเดือดดาลไม่เกรงกลัวสิ่งใด ตวาดกลับเสียงแข็ง "ข้าแค่ต้องการพบซูฉางชิงคนใจแคบนั่น! ถ้าแน่จริงก็ฆ่าข้าเสียตรงนี้! ถ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้าจะเอาหัวโขกประตูจวนตระกูลซูให้ตายกันไปข้าง!"
หัวหน้าองครักษ์แค่นเสียง "เด็กๆ มัดมันไว้! ลากไปหลังบ้าน กรอกอุจจาระปัสสาวะให้มันกิน สั่งสอนให้มันรู้ว่าอย่าได้ปากพล่อย!"
เหอซุ่ยตกใจแทบสิ้นสติ เหล่าองครักษ์ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม เข้ามาล็อคแขนขา คนหนึ่งจับกรามเขาบิดอย่างชำนาญ เสียงดังกร๊อบ กรามของเหอซุ่ยหลุดทันที ทำให้เขาแม้แต่จะด่าทอก็ทำไม่ได้
ขณะที่เหอซุ่ยกำลังจะถูกหามออกไป เสียงตวาดก็ดังขึ้น
"พวกเจ้าทำอะไรกัน?!"
เหล่าองครักษ์ชะงักกึก ไม่กล้ากระทำบุ่มบ่าม
รถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอด ซูเหวินและซูฉางชิงก้าวลงมาพร้อมกัน
หัวหน้าองครักษ์รีบเข้าไปประจบสอพลอ "นายท่าน ไอ้นี่มันมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายหน้าประตู ข้าน้อยกำลังจะสั่งสอนมันขอรับ"
ซูฉางชิงมองเหอซุ่ยแล้วกล่าวว่า "เข้ามาในจวน คุยกันข้างใน"
องครักษ์รีบปล่อยตัวเหอซุ่ยและดึงกรามให้เข้าที่
เหอซุ่ยตะโกนอย่างโกรธแค้น "ข้าไม่เข้า! ข้าจะพูดตรงนี้ กลางวันแสกๆ นี่แหละ! ข้าจะให้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงธาตุแท้จอมปลอมของเจ้า!"
ซูฉางชิงยิ้ม "ข้ามันก็ขุนนางกังฉินอยู่แล้ว จะจอมปลอมบ้างจะเป็นไรไป?"
เหอซุ่ยถึงกับพูดไม่ออก
ซูเหวินยิ้มและกล่าวว่า "เข้าไปคุยข้างในเถอะ ยืนคุยมันเมื่อย อีกอย่าง ลองมองรอบๆ สิ ชาวบ้านร้านตลาดอยู่ที่ไหนกัน? ต่อให้เจ้าเอาหัวโขกประตูตายตรงนี้ ก็ไม่มีใครรู้เห็นหรอก คนไม่รู้ก็จะนึกว่าเจ้าเมาเหล้าแล้วล้มตายไปเอง"
จริงดังว่า รอบๆ จวนตระกูลซูล้วนเป็นบ้านขุนนางใหญ่โต แม้เหอซุ่ยจะตะโกนเสียงดังปานใด ก็ไม่มีไทยมุงแม้แต่คนเดียว
เหอซุ่ยแข็งใจเดินตามสองพ่อลูกตระกูลซูเข้าไป
ภายในห้องรับรอง ทั้งสามนั่งลง ซูฉางชิงมองเหอซุ่ยแล้วถามเสียงเรียบ "เป็นอะไรไป? รับไม่ได้ที่จะต้องไปเฉียนโจวหรือ?"
เหอซุ่ยแค่นเสียง "ข้าต้องยอมรับการแก้แค้นส่วนตัวของท่านด้วยหรือ? โลกนี้ใช้ตรรกะแบบไหนกัน?"
ทันใดนั้น ซูเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "อ๋อ... ทีเจ้าใช้เส้นสายขององค์รัชทายาทเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง เจ้ากลับรับได้ แต่พอคนอื่นใช้เส้นสายส่งเจ้าไปที่กันดาร เจ้ากลับรับไม่ได้? ยามได้ประโยชน์เจ้าทำหน้าชื่นตาบาน ยามเสียประโยชน์เจ้ากลับร้องแรกแหกกระเชอว่าไม่ยุติธรรม?"