เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 เพลย์เซฟ

บทที่ 26 เพลย์เซฟ

บทที่ 26 เพลย์เซฟ


บทที่ 26 เพลย์เซฟ

หลังจากฟังรายงานจากขุนนางฝ่ายตรวจสอบ จักรพรรดิโจวหรี่พระเนตรลงเล็กน้อยก่อนตรัสว่า "นำฎีกามาดู!"

ขันทีรีบเดินลงไปรับฎีกาขึ้นมาถวายทันที

เหวินจิ้นหมิงทุ่มเทกับฎีกาฉบับนี้อย่างมาก เขียนบรรยายรายละเอียดเหตุการณ์อย่างยืดยาว ดูเป็นกลางปราศจากอคติ ราวกับนำเสนอข้อเท็จจริงในมุมมองของผู้สังเกตการณ์

แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

จากมุมมองปัจจุบัน การกระทำหลายอย่างของเหยียนลั่วอิงดูไม่เหมาะสมอย่างชัดเจน

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จักรพรรดิโจวก็ตรัสขึ้น "เรียกตัวเหยียนลั่วอิงและเหวินจิ้นหมิงเข้ามาในท้องพระโรง!"

"พะยะค่ะ ฝ่าบาท!"

ไม่นานนัก เหยียนลั่วอิงและเหวินจิ้นหมิงก็เดินเข้ามาในท้องพระโรงพร้อมกัน

สีหน้าของทั้งสองเคร่งขรึม

จักรพรรดิโจวสั่งให้คนนำฎีกาไปให้เหยียนลั่วอิงดู แล้วตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เหยียนลั่วอิง เรื่องราวที่ระบุในฎีกาฉบับนี้เป็นความจริงหรือไม่?"

เหยียนลั่วอิงเปิดอ่านฎีกาหนึ่งรอบ แล้วตอบ "เป็นความจริงเพคะ!"

"ทหารองครักษ์แปดส่วนในสำนักตรวจการร่วมลงนามร้องเรียนให้ย้ายเจ้าไปที่อื่น เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?"

เหยียนลั่วอิงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน "หม่อมฉันคิดว่าตัวเลขน้อยไปหน่อยเพคะ แม้จะเป็นเก้าส่วนหรือสิบส่วนก็ถือเป็นเรื่องปกติ ดูเหมือนว่าในสำนักตรวจการจะยังมีคนที่มีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง"

จักรพรรดิโจวแสดงพระพักตร์ขึงขัง ตรัสถามเสียงเข้ม "เหยียนลั่วอิง เจ้าเพิ่งเข้าไปทำงานในสำนักตรวจการก็เสียใจคนไปหมดแล้ว เหตุใดจึงยังกล้าพูดจาเช่นนี้?"

เหยียนลั่วอิงโค้งคำนับแล้วทูลว่า "ฝ่าบาท เป็นเพราะหม่อมฉันไปขัดผลประโยชน์อันมิชอบของขุนนางและองครักษ์ในสำนักตรวจการเพคะ!"

จากนั้นนางก็เล่าเรื่องราวการปฏิเสธสินบนให้ฟัง

ทันทีที่นางพูดจบ เหวินจิ้นหมิงก็คุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ร้องคร่ำครวญ "ฝ่าบาท เหยียนลั่วอิงใส่ร้ายกระหม่อมพะยะค่ะ! คนในสำนักตรวจการเคยรับสินบนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? นี่เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ! กระหม่อมไม่เคยส่งมอบเงินใดๆ ให้เหยียนลั่วอิง นางกำลังแว้งกัดกระหม่อมพะยะค่ะ!"

จักรพรรดิโจวมองเหยียนลั่วอิงแล้วยิ้ม "พูดปากเปล่าไร้หลักฐาน เจ้ามีพยานหรือหลักฐานหรือไม่?"

เหยียนลั่วอิงตอบ "รองผู้บัญชาการซูเหวินเข้ารับตำแหน่งพร้อมกับหม่อมฉัน และเขาก็ปฏิเสธสินบนเช่นกัน ฝ่าบาท หากทรงเรียกตัวเขามาสอบถามก็จะทราบความจริงเพคะ"

"เรียกตัวซูเหวินเข้าเฝ้า!"

ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ก็รีบออกไปตามตัวซูเหวิน

ผิดคาด เมื่อเทียบกับการเรียกตัวเหยียนลั่วอิงและเหวินจิ้นหมิง คนที่ไปตามซูเหวินกลับหายไปนานสองนาน

ในที่สุด เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็พาซูเหวินมาถึง

จักรพรรดิโจวขมวดคิ้วถาม "เหตุใดจึงใช้เวลานานนักกว่าจะตามตัวซูเหวินมาได้?"

เจ้าหน้าที่เหลือบมองซูเหวินอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ความจริงคือ การไปตามเหยียนลั่วอิงและเหวินจิ้นหมิงนั้นตรงดิ่งไปที่สำนักตรวจการได้เลย แต่คราวนี้พอไปที่สำนักตรวจการ กลับได้รับแจ้งว่าซูเหวินยังไม่โผล่หัวมาเลย

เขาจึงต้องบากหน้าไปที่จวนอัครมหาเสนาบดี ซึ่งคุณชายซูก็ยังนอนหลับอุตุอยู่ กว่าจะปลุก กว่าจะอาบน้ำแต่งตัว ก็กินเวลาไปโข

ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงฟ้องไปแล้ว แต่ซูเหวินเป็นถึงลูกชายของซูฉางชิง เขาจะกล้าปากโป้งได้อย่างไร?

โชคดีที่ซูเหวินรู้หลบเป็นปีก เขาโค้งคำนับแล้วทูลว่า "ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ค่อยสบาย จึงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่หาตัวไม่พบ จึงมาช้าพะยะค่ะ"

จักรพรรดิโจวมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วแค่นเสียง "เจ้าเด็กเหลือขอ ข้าได้ยินชื่อเสียงความขี้โรคของเจ้ามานานแล้ว ถ้าป่วยจริงก็ดูแลตัวเองให้ดี เพลาๆ การเที่ยวเตร่ตามสถานที่อโคจรลงบ้างเถอะ!"

หลังจากนั้น จักรพรรดิโจวก็ไม่อยากจะซักไซ้ต่อ จึงถามเข้าประเด็น "วันที่เจ้าเข้ารับตำแหน่งที่สำนักตรวจการ เหวินจิ้นหมิงได้เสนอสินบนให้เจ้าหรือไม่?"

ซูเหวินตอบหน้าตาเฉย "ให้พะยะค่ะ เขาบอกว่าเป็นเงินสองพันห้าร้อยตำลึง แต่กระหม่อมเห็นว่ามันน้อยเกินไป เลยไม่ได้รับไว้"

ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างอ้าปากค้าง นี่มันคำตอบบ้าบออะไรกัน?

เห็นว่าน้อยไปเลยไม่รับ? ถ้ามากกว่านี้ก็จะรับงั้นสิ?

ทว่าจักรพรรดิโจวดูจะคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับซูเหวิน พระองค์กริ้วจัด ลุกขึ้นยืนชี้หน้าเหวินจิ้นหมิง ตวาดลั่น "เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีก?"

เหวินจิ้นหมิงตัวสั่นงันงก โขกหัวกับพื้นรัวๆ ร้องขอความเมตตา "กระหม่อมถูกใส่ร้ายพะยะบาท! ซูเหวินกับเหยียนลั่วอิงมีสัญญาหมั้นหมายกัน คำให้การของซูเหวินจะเชื่อถือได้อย่างไรพะยะค่ะ?"

ผิดคาด จักรพรรดิโจวกลับนั่งลงแล้วตรัสเรียบๆ "ฟังดูมีเหตุผล สองคนนี้จะเป็นพยานให้กันไม่ได้!"

จากนั้นพระองค์หันไปถามเหยียนลั่วอิง "ยังมีพยานอื่นอีกหรือไม่?"

"ไม่มีเพคะ" เหยียนลั่วอิงจำต้องตอบตามความจริง

จักรพรรดิโจวสรุป "ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้ให้ระงับไว้ก่อน มอบหมายให้สำนักตรวจการแผ่นดินตรวจสอบอย่างละเอียด กลับมาที่เรื่องเจ้ากดขี่ผู้ใต้บังคับบัญชา เจ้ามีคำอธิบายหรือไม่?"

เหยียนลั่วอิงทูลตอบ "หม่อมฉันไม่ได้กดขี่ องครักษ์ทำงานบกพร่องจริง และเส้นตายที่หม่อมฉันให้เถียนข่าย ก็เพื่อเร่งให้เขารีบจับคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุดเพคะ"

จักรพรรดิโจวยิ้มมุมปาก "ก็ฟังดูสมเหตุสมผล แล้วเรื่องตู้ผิงล่ะ?"

"การสอบสวนด้วยการทรมานเป็นวิธีที่มีมาแต่โบราณเพคะ"

"นั่นก็ฟังขึ้นอีก" สายพระเนตรของจักรพรรดิโจวกวาดมองเหยียนลั่วอิงและเหวินจิ้นหมิงสลับกัน แล้วตรัสว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ยุติเรื่องไว้เพียงเท่านี้ เหยียนลั่วอิงให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฝั่งตะวันออกต่อไป! พวกเจ้าออกไปได้!"

ผิดคาดที่จักรพรรดิโจวไม่ได้ลงโทษเหวินจิ้นหมิง และไม่ได้สั่งย้ายเหยียนลั่วอิง

ดูเหมือนเป็นการตัดสินใจที่คลุมเครือชอบกล

ขุนนางทั้งหลายต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าจักรพรรดิโจวทรงคิดอ่านประการใด

...

อีกด้านหนึ่ง ณ สำนักบัณฑิต บรรยากาศดูตึงเครียดเล็กน้อย

วันนี้เป็นวันประกาศรายชื่อขุนนางจากสำนักบัณฑิตที่จะถูกส่งไปรับตำแหน่งนอกเมืองหลวงประจำปี ทุกคนต่างหวังว่าจะได้ตำแหน่งในสถานที่ดีๆ

เหล่าบัณฑิตและผู้เรียบเรียงตำราในสำนักบัณฑิตต่างไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน พากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ เพราะหากถูกส่งไปไกลปืนเที่ยง ก็ไม่รู้จะได้กลับมาเจอกันอีกเมื่อไหร่

มีเพียงซูอวี่เท่านั้นที่ดูไม่ยี่หระ ยังคงนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ

"ดูเขาสิ ช่างวางมาดเหลือเกิน!"

"เหอะๆ ถ้าข้ามีพ่อเป็นอัครมหาเสนาบดี ข้าก็วางมาดได้เหมือนกันแหละ"

"เขาคงรู้ผลล่วงหน้าแล้วมั้ง?"

"เส้นทางของเขาปูด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่เกิด จะเรียนหรือไม่เรียนก็มีค่าเท่ากัน ไม่เหมือนพวกเราที่ต้องร่ำเรียนมาเป็นสิบปี สอบจอหงวนแทบตาย ยังต้องมาสั่งสมประสบการณ์กว่าจะได้ตำแหน่ง ถ้าเขาอยากเป็นขุนนาง ป่านนี้คงได้เป็นไปนานแล้ว ไม่เคยได้ยินเรื่องซูเหวินจอมเสเพลนั่นรึ? จู่ๆ ฝ่าบาทก็พระราชทานสมรสให้ แล้วก็ได้เข้าทำงานในสำนักตรวจการเป็นขุนนางระดับห้าหน้าตาเฉย ดีกว่าพวกเราไม่รู้กี่เท่า"

เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยเข้าหูซูอวี่ มือที่ถือหนังสือเกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย

"แต่พวกเจ้ารู้เรื่องบทกวีของท่านอัครมหาเสนาบดีซูไหม?"

"ฮ่าๆ ใครจะไม่รู้ล่ะ? ดังไปทั่วเมืองหลวงแล้ว"

"หากแม้นชีวิตเป็นดั่งเช่นการพบพานครั้งแรก ไฉนเลยสายลมแห่งเหมันต์จักพัดพาพัดใบไม้ร่วงให้โศกศัลย์? ได้ยินไหม? เดี๋ยวนี้ตามโรงน้ำชาโรงเตี๊ยมมีนิทานเล่ากันให้แซ่ด"

"นิทานอะไร?"

"เขาเล่ากันว่า สมัยท่านอัครมหาเสนาบดีซูยังหนุ่มและยากจน ท่านขยันหมั่นเพียรจนสอบได้จอหงวน แต่โชคร้ายที่คนรักซึ่งเป็นคุณหนูตระกูลเศรษฐีถูกจับแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว ท่านอัครมหาเสนาบดีเสียใจมาก ถึงได้แต่งกลอนที่เศร้าสร้อยกินใจขนาดนี้ออกมา"

ข่าวซุบซิบในเมืองหลวงแพร่สะพัดรวดเร็วปานสายลม แถมยังใส่สีตีไข่จนน่าขัน ไม่รู้ว่าถ้าซูฉางชิงมาได้ยินจะทำหน้าอย่างไร

'เหอซุ่ย' ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าดูแคลน ในความคิดของเขา บทกวีท่อนนี้ยอดเยี่ยมก็จริง แต่มีแค่ครึ่งเดียว แม้ต้องยอมรับในพรสวรรค์ของซูฉางชิง แต่เขาก็อดดูถูกไม่ได้ที่อีกฝ่ายแต่งให้จบไม่ได้

ทันใดนั้น ขันทีผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในสำนักบัณฑิตพร้อมราชโองการ!

ราชโองการถูกติดประกาศที่หน้าสำนักบัณฑิต รายชื่อผู้ที่จะถูกส่งไปรับตำแหน่งในปีนี้ปรากฏหรา

เหอซุ่ยไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เขาได้รับข่าววงในมาแล้วว่าองค์รัชทายาทได้จัดการให้เขาเรียบร้อย ปีนี้เขาจะได้ไปรับตำแหน่งในพื้นที่เจริญรุ่งเรืองแถบเจียงหนาน ขอเพียงทำงานให้ราบรื่นสักสองสามปี ก็จะได้เลื่อนขั้นกลับมา

นี่คือผลพลอยได้จากการเลือกข้างองค์รัชทายาท!

จบบทที่ บทที่ 26 เพลย์เซฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว