เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 เล่ห์เหลี่ยม

บทที่ 19 เล่ห์เหลี่ยม

บทที่ 19 เล่ห์เหลี่ยม


บทที่ 19 เล่ห์เหลี่ยม

แบบแปลนที่ซูเหวินนำออกมาแสดงคือสิ่งใดกัน?

มันคือรถสปอร์ต!

มิใช่ว่าต้องการอวดความมั่งคั่งด้วยของหายากหรอกหรือ?

หากเขาสามารถสร้างรถสปอร์ตคันนี้ขึ้นมาได้ ซูเหวินแทบจะมองเห็นชัยชนะในการประชันความมั่งคั่งอยู่รำไร!

โม่ซินรีบระดมพลผู้ใช้อาคมทั้งหมดจากสี่ทิศมารวมตัวกัน

ทุกคนต่างจดจ้องไปยังวัตถุที่ซูเหวินวาดขึ้นและเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือด

"หากใช้หินอัคคีเป็นตัวขับเคลื่อนภายใน แล้วใช้วงเวทควบคุมความแรงของแรงส่ง โดยให้เปลวเพลิงพ่นออกมาจากด้านท้ายเพื่อสร้างแรงผลัก เช่นนั้นการเคลื่อนที่ก็ดูจะเป็นไปได้"

"แต่หินอัคคีมีราคาสูงลิ่ว แถมความทนทานก็ไม่มาก ความเสถียรก็ยังไม่ดีพอ หากจะใช้เพื่อการขับเคลื่อน ผลึกวายุที่มีราคาแพงกว่าดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ากระมัง"

"แล้วเรื่องการบังคับเลี้ยวเล่า? พวงมาลัยนี่จะควบคุมล้อได้อย่างไร?"

"ทำไมไม่ขี่ม้าเอาล่ะ?"

"ทำไมประตูต้องเปิดยกขึ้นด้านบนเยี่ยงนั้น?"

"ภายในคับแคบเพียงนี้ นั่งได้แค่สองคน แต่กลับต้องใช้วัสดุและแรงงานมหาศาล ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย"

เมื่อเผชิญกับคำถามรัวเป็นชุดจากเหล่าผู้ใช้อาคม ซูเหวินทำได้เพียงพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่

เพราะมีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นที่ถูกกำหนดไว้ ส่วนกลไกภายในทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้ใช้อาคมที่ต้องขบคิดหาทางทำให้มันใช้งานได้จริง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า 'รถสปอร์ต' ที่ซูเหวินนำเสนอ ได้เปิดโลกทัศน์ของเหล่าผู้ใช้อาคมเหล่านี้อย่างแท้จริง

มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน

บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปทีละน้อย

"หากสร้างด้วยเหล็กกล้าทั้งคัน ดูท่าจะเหมาะแก่การใช้พุ่งชนทะลวงค่ายกลข้าศึกยิ่งนัก"

"แต่ถ้าเช่นนั้น ช่วงล่างจะต่ำเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นคงยากที่จะผ่านภูมิประเทศที่ขรุขระ"

"ด้านนอกของล้อทำจากยางงั้นรึ? มันจะไม่เสียหายง่ายไปหน่อยหรือ? เปลี่ยนเป็นเหล็กน่าจะดีกว่า"

"ถ้าทำแบบนั้น นั่งข้างในตอนวิ่งบนทางขรุขระมิต้องกระดูกหลุดเป็นชิ้นๆ รึ?"

"จะบุกทะลวงค่ายกลต้องการความสบายไปไย? หรือเจ้าคิดว่าคุณชายซูจะเอาไปขับโชว์รวยเฉยๆ?"

โม่ซินมองดูเหล่าผู้ใช้อาคมใต้บังคับบัญชาที่กำลังถกเถียงกันอย่างออกรส แล้วหันมายิ้มให้ซูเหวิน "คุณชายซู พวกเขาก็เป็นเช่นนี้แล ยามเจอของแปลกใหม่ก็มักจะตื่นเต้นจนลืมตัว แต่โปรดวางใจ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คุณชายซูต้องการภายในเก้าวัน"

ซูเหวินพยักหน้า "ดี แต่จงจำไว้ รูปลักษณ์ภายนอกต้องเหมือนกับที่ข้าวาดไว้ทุกกระเบียดนิ้ว หากทำออกมาแล้วดูไม่สง่างาม เจ้าคงรู้นะว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร?"

"คุณชายซู โปรดวางใจ! พวกเราจะไม่มีทางทำให้คุณชายซูต้องขายหน้าเด็ดขาด"

ซูเหวินไม่ต้องการพ่ายแพ้แก่เซวียเหมิง

เมื่อมองส่งซูเหวินเดินจากไป เหล่าผู้ใช้อาคมต่างอดถอนหายใจออกมามิได้

"คุณชายซูผู้นี้ช่างมีความคิดบรรเจิดนัก คนเช่นนี้น่าจะเข้ามาอยู่สำนักผู้ใช้อาคมของเรา"

"จริงแท้ การออกแบบนี้ช่างเหนือจินตนาการ ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ในโลก"

"ทว่า 'รถสปอร์ต' ที่คุณชายซูวาดมา ตอนแรกมองดูแปลกตานัก แต่ยิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกน่าสนใจ ข้าชักอยากเห็นของจริงตอนสร้างเสร็จเสียแล้วสิ"

...

หลังจากออกจากสำนักผู้ใช้อาคม ซูเหวินก็มุ่งตรงกลับจวน ทันทีที่ก้าวเข้าประตู บ่าวรับใช้ก็เข้ารายงาน

"คุณชายขอรับ องค์รัชทายาทส่งคนนำเทียบเชิญมา แจ้งว่าทรงประสงค์เชิญคุณชายไปร่วมงานเลี้ยงที่ตำหนักบูรพาในค่ำคืนนี้ เพื่อฉลองที่ท่านได้รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการสำนักตรวจการฝั่งตะวันออกขอรับ"

ซูเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อกลับมาหรือยัง?"

"นายท่านอยู่ในห้องหนังสือขอรับ"

ซูเหวินเดินตรงไปยังห้องหนังสือ เคาะประตูแล้วผลักเข้าไป

เมื่อเห็นซูฉางชิง ซูเหวินก็เข้าประเด็นทันที "ท่านพ่อ องค์รัชทายาทส่งเทียบเชิญมา บอกว่าจะเชิญลูกไปงานเลี้ยง"

ซูฉางชิงยิ้มเรียบๆ "ก็ไปสิ"

ซูเหวินขมวดคิ้วแย้ง "แต่ถ้าองค์รัชทายาทเชิญแล้วลูกไป คนจะไม่มองว่าลูกเป็นคนของฝั่งองค์รัชทายาทหรือขอรับ? หากลูกเลือกข้างเช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงคิดอย่างไร?"

ซูฉางชิงมองบุตรชายแล้วยิ้มสอน "ลูกพ่อ เจ้าลองตรองดูให้ดี เจ้าเคยไปเที่ยวหอร้อยบุปผากับองค์ชายรองมาแล้ว หากคราวนี้องค์รัชทายาทเชิญแล้วเจ้าไม่ไป นั่นมิยิ่งทำให้คนเข้าใจว่าเจ้าเป็นคนของฝั่งองค์ชายรองหรอกหรือ?"

ซูเหวินชะงัก เขาคิดไม่ถึงจุดนี้จริงๆ

ซูฉางชิงกล่าวต่อ "ส่วนฝ่าบาทนั้น พระองค์ไม่ทรงคิดมากหรอก ตราบใดที่เจ้าไม่แสดงตัวสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างออกหน้าออกตาในราชสำนัก ก็จะไม่มีใครเหมาว่าเจ้าเป็นพรรคพวกขององค์รัชทายาท พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ องค์รัชทายาทอย่างไรเสียก็คือว่าที่กษัตริย์ ขุนนางทั้งราชสำนักล้วนต้องไว้หน้าเขาบ้าง หากเขาเชิญแล้วเจ้าไม่ไป เกียรติของราชวงศ์จะเอาไปไว้ที่ไหน? ดังนั้น บทจะไปก็ต้องไป บทจะกินก็ต้องกิน องค์รัชทายาทตรัสอะไรมาก็เออออไปก่อน อย่างไรเสียพอก้าวพ้นตำหนักบูรพามาแล้ว เจ้าจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของเจ้า"

เมื่อซูฉางชิงอธิบายเช่นนี้ ซูเหวินก็กระจ่างแจ้ง

เขาจำเป็นต้องไว้หน้าองค์รัชทายาท

จากนั้นเขาก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ซูฉางชิงฟัง เมื่อเล่าจบ ซูเหวินก็กล่าวว่า "ท่านพ่อ ลูกกับเหยียนลั่วอิงจับมือเป็นพันธมิตรกัน แต่นางกลับสั่งยกเลิกส่วยซึ่งเป็นรายได้มืดก้อนใหญ่ที่สุดของสำนักตรวจการ สำนักตรวจการย่อมต้องเสียขวัญกำลังใจ ตอนนี้ความได้เปรียบมาอยู่ในมือลูกทั้งหมด ทางเลือกหนึ่งคือร่วมมือกับเหยียนลั่วอิงอย่างจริงใจ ล้างบางสำนักตรวจการ และบริหารเขตตะวันออกให้ดี อีกทางเลือกหนึ่งคือฉวยโอกาสที่จิตใจคนในสำนักตรวจการกำลังสั่นคลอน ซื้อใจคน แล้วบีบเหยียนลั่วอิงให้ออกไปจากสำนักตรวจการ"

ซูฉางชิงลูบเคราครุ่นคิด "หากเจ้าคิดจะร่วมมือกับเหยียนลั่วอิง เกรงว่าสำนักตรวจการคงต้องวุ่นวายไปอีกพักใหญ่ และเขตตะวันออกก็จะพลอยวุ่นวายไปด้วย แต่หากเจ้าคิดจะฉวยโอกาสเขี่ยเหยียนลั่วอิงทิ้ง ก็เกรงว่าจะเปล่าประโยชน์ เหยียนลั่วอิงมีฝ่าบาทหนุนหลังอยู่ พูดตรงๆ ก็คือ ต่อให้เหยียนลั่วอิงทำงานในเขตตะวันออกได้ย่ำแย่เพียงใด ฝ่าบาทก็จะไม่ทรงตำหนินางมากนัก เพราะพระองค์ยังต้องรักษาความรู้สึกของแม่ทัพเหยียนเจ๋อเอาไว้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เหยียนลั่วอิงกล้าแตะต้องผลประโยชน์ก้อนใหญ่ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อเทียบกันแล้ว การร่วมมือกับนางดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า"

มาถึงตรงนี้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏบนใบหน้าของซูฉางชิง "นังหนูเหยียนลั่วอิงผู้นี้น่าสนใจนัก การที่นางยอมแสดงท่าทีอ่อนข้อและจับมือกับเจ้า คงมิใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่เห็น นางต้องการยืมมือเจ้าเพื่อขอยืมบารมีของข้า ด้วยการสนับสนุนจากข้า เรื่องราวในสำนักตรวจการของพวกเจ้าก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน นางก็กำลังขุดหลุมฝังเจ้าไปด้วย เจ้าดูออกหรือไม่?"

ซูเหวินยิ้มตอบ "ลูกดูออกแน่นอนขอรับ นางจงใจบอกให้ลูกทำตัวเป็นคุณชายเสเพลต่อไป ส่วนนางจะรับบทเป็นคนขัดพระทัยฝ่าบาท ดูเผินๆ เหมือนนางยอมรับหน้าที่เสี่ยงภัยที่อาจทำให้ฝ่าบาทกริ้ว แต่หากลูกทำตัวเหลวไหลต่อไปจริงๆ คนที่ฝ่าบาทจะไม่พอพระทัยที่สุดเกรงว่าจะเป็นลูกเสียมากกว่า ดังนั้นเรื่องอย่างแม่นางอวี่เหมียน ทำแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ หากทำมากไปร่องรอยจะชัดเจนเกิน ลูกย่อมรู้ความพอดีในเรื่องนี้"

พันธมิตรของทั้งสองที่ดูเหมือนเพื่อลดความขัดแย้ง แท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างซ่อนคมมีดและแผนการเอาไว้

ซูฉางชิงพยักหน้าด้วยความพอใจ ดูเหมือนว่าซูเหวินจะเหมาะสมกับเกมการเมืองในราชสำนักที่สุด

"ดูท่าเหยียนลั่วอิงจะคำนวณพลาดไปเสียแล้ว ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในสำนักตรวจการ พวกเจ้าสองคนต้องจัดการกันเอง" ซูฉางชิงอธิบาย "แท้จริงแล้วสำนักตรวจการคือบททดสอบที่ฝ่าบาทมอบให้เจ้า พระองค์กำลังจับตามองนิสัยและความประพฤติของเจ้า โดยเฉพาะเหยียนลั่วอิง สตรีผู้นี้มีพรสวรรค์ในการเป็นแม่ทัพ ฝ่าบาทต้องการใช้งานนาง จึงต้องรู้จิตใจและเข้าใจการกระทำของนาง หากข้าเข้าไปแทรกแซง ฝ่าบาทจะไม่พอพระทัย ดังนั้น พ่อช่วยเจ้าเรื่องสำนักตรวจการไม่ได้"

ซูเหวินจับใจความสำคัญบางอย่างในถ้อยคำนั้นได้ เขาถามด้วยความสงสัย "ฝ่าบาททรงทราบเรื่องการรับส่วยของสำนักตรวจการด้วยหรือขอรับ?"

จบบทที่ บทที่ 19 เล่ห์เหลี่ยม

คัดลอกลิงก์แล้ว