- หน้าแรก
- ทะลุมิติระหว่างสองโลก ผมมีภรรยาและเหล่านางสนม ณ ต้าหมิง
- บทที่ 9 คิมหันต์ในห้องหอ วสันต์ใต้แสงเทียน
บทที่ 9 คิมหันต์ในห้องหอ วสันต์ใต้แสงเทียน
บทที่ 9 คิมหันต์ในห้องหอ วสันต์ใต้แสงเทียน
“สามีเจ้าคะ อวี้อวี้เองเจ้าค่ะ ขอเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เสียงของเฉินอวี้อวดังขึ้นที่หน้าห้อง
หลี่เฟิงลงกลอนประตูไว้จากด้านใน คนข้างนอกจึงมิอาจเปิดเข้ามาได้ เมื่อได้ยินเสียงนาง เขาจึงเดินไปดึงกลอนออก ทันทีที่เฉินอวี้อวี้ก้าวเข้ามา สายตาของหลี่เฟิงก็พลันเปลี่ยนไป
ยามนี้เฉินอวี้อวี้สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงมงคล ดูรื่นเริงราวกับชุดเจ้าสาว ใบหน้าของนางแต่งแต้มเครื่องสำอางจนดูเย้ายวนใจยิ่งกว่ายามปกติ นางเหลือบมองหลี่เฟิงด้วยความเขินอายก่อนจะก้มหน้าลงพลางกระซิบ “ท่านป้าบอกว่า... ให้มาปรนนิบัติสามีเจ้าค่ะ”
“ดี...”
หลี่เฟิงขานรับพลางจ้องมองนางตาไม่กะพริบ เดิมทีเขารู้สึกว่าเฉินอวี้อวี้ยังเด็กเกินไปและร่างกายยังเติบโตมิเต็มที่ ทว่าในชั่วขณะนี้ เขากลับถูกความงามของนางสะกดจนลืมเรื่องอายุไปสิ้น กลับรู้สึกว่าความเยาว์วัยนี้แหละที่ช่างพอดิบพอดีนัก
“เข้ามาเถิด เรามาสนทนากันเสียหน่อย” หลี่เฟิงเอ่ย
เขากุมมือนางไว้แล้วพาเดินเข้าไปในห้อง ทันทีที่สัมผัส หลี่เฟิงจึงประจักษ์แจ้งถึงคำว่า ‘นุ่มนวลไร้กระดูก’ มือน้อยๆ ของนางช่างนุ่มจนเขามิอาจห้ามใจให้บีบเล่นเบาๆ ได้ ซึ่งยิ่งบีบก็ยิ่งรู้สึกดีจนถอนตัวมิขึ้น
ใบหน้าของเฉินอวี้อวี้แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม นางมิเคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อน อย่าว่าแต่ถูกบุรุษเกาะกุมมือเลย แม้แต่การอยู่กับบุรุษสองต่อสองในห้องก็มิเคยมี หลี่เฟิงเห็นท่าทางเอียงอายนั้นก็นึกเอ็นดูจนต้องยื่นมือไปหยิกแก้มนาวเบาๆ ผิวสัมผัสนั้นช่างเนียนละเอียดและนุ่มนิ่มเหลือเกิน
จากเดิมที่ตั้งใจจะชวนคุยอย่างจริงจัง ทว่าโฉมงามเบื้องหน้านั้นเย้ายวนเกินห้ามใจ ใบหน้าแรกรุ่นที่แฝงความเสน่หาของนางทำให้หลี่เฟิงใจสั่นสะท้าน หากเปรียบกับอดีตคนรักแล้ว เฉินอวี้อวี้คือความงามที่แท้จริง ยามนี้เขารู้ซึ้งถึงคำว่า ‘พึงใจในโฉมงามจนมิอยากออกว่าราชการ’ แล้ว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องปรนนิบัติข้าอย่างไร?” หลี่เฟิงถามยิ้มๆ
เฉินอวี้อวี้ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ท่านป้าบอกว่า... ให้เชื่อฟังท่าน ท่านสั่งให้ทำสิ่งใดข้าย่อมทำสิ่งนั้นเจ้าค่ะ”
หลี่เฟิงลอบทอดถอนใจอีกครา สตรีในยุคนี้ช่างดีนัก ทั้งว่าง่ายและบริสุทธิ์ ช่างเป็นคู่ครองที่สมบูรณ์แบบโดยแท้
“เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าเอง เรามาเริ่มจากการจุมพิตก่อน เพราะนี่คือสิ่งที่สามีภรรยาพึงกระทำต่อกัน”
หลี่เฟิงกระซิบเสียงแผ่ว ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ถัดจากนั้นจะกลายเป็นเรื่องลึกลับที่มิอาจบรรยายได้...
ภายใต้การสั่งสอนของหลี่เฟิง ในที่สุดเฉินอวี้อวี้ก็ได้เรียนรู้ว่าความสุขระหว่างสามีภรรยาคือสิ่งใด และความสุขของสตรีนั้นเป็นเช่นไร หลี่เฟิงในยามปกตินั้นก็เป็นเพียงชายหนุ่มที่แข็งแรงคนหนึ่ง ทว่าวันนี้แตกต่างออกไป เพราะเขาได้รับพลังของวูล์ฟเวอรีนที่มีขีดความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายขั้นสูงสุด
สมรรถภาพทางกายของเขาถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล พลังการฟื้นฟูนี้มิได้มีประโยชน์เพียงแค่ในสนามรบ ทว่าในบทรักบนเตียงมันกลับทรงพลานุภาพยิ่งนัก เพราะเขาสามารถฟื้นคืนกำลังได้อย่างรวดเร็ว!
จวบจนเฉินอวี้อวี้สลบไสลไปด้วยความเหนื่อยอ่อนผสมความสุข หลี่เฟิงจึงตระหนักได้ถึงความแข็งแกร่งของตนเอง เขาจึงรีบเก็บงำพลังไว้เพื่อมิให้ทำร้ายนางจนเกินไป เพราะนี่คือครั้งแรกของนาง และนางก็เป็นเพียงสตรีธรรมดา มิอาจทานทนต่อพลังการรบอันมหาศาลของเขาได้
หลี่เฟิงมองดูเฉินอวี้อวี้ที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนพลางเผยรอยยิ้มอย่างพึงใจ นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต... เขาโอบกอดนางไว้แล้วจมเข้าสู่ห้วงนิทราตามไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เฟิงถูกปลุกโดยเฉินอวี้อวี้
“สามีเจ้าคะ ฟ้าสางแล้ว ถึงเวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินอวี้อวี้ที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเขากระซิบเรียก ปกตินางต้องตื่นมาทำงานบ้านแต่เช้าตรู่ แต่วันนี้ถูกหลี่เฟิงกอดไว้จึงได้นอนต่อนานขึ้นอีกหน่อย ทว่าเมื่อเห็นแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามานางจึงจำเป็นต้องปลุกเขา
“นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย ทำไมต้องรีบตื่นด้วย ยังไงก็ไม่ต้องไปทำงานอยู่แล้ว ขอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ” หลี่เฟิงพึมพำอย่างงัวเงีย
“กี่โมง? ทำงาน? สามีท่านกล่าวสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” เฉินอวี้อวี้ถามด้วยความงุนงง
หลี่เฟิงตื่นเต็มตาในทันที เขาตระหนักได้ว่าตนเองเผลอหลุดปากพูดเรื่องในโลกปัจจุบันออกมา ยามที่คนเราเพิ่งตื่นมักจะสติไม่ครบถ้วนและพูดผิดพูดถูกได้ง่าย โชคดีที่สิ่งที่เขาพูดมิได้ฟังดูพิลึกพิลั่นเกินไปนัก และมีเพียงเฉินอวี้อวี้ที่ได้ยิน
เขาจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “ข้าแค่ละเมอน่ะ ข้าเองก็มิรู้ว่าพูดสิ่งใดออกไป”
เฉินอวี้อวี้มิได้สงสัยนางพยักหน้าพลางถาม “อ๋อ... เช่นนั้นสามีจะลุกเลยไหมเจ้าคะ?”
“ได้ เราลุกกันเถิด” หลี่เฟิงยิ้ม
“สามีลุกไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ผู้น้อยจะตามไปทีหลัง”
เฉินอวี้อวี้ที่กำลังจะลุกกลับมุดตัวลงไปในผ้าห่มตามเดิม เพราะนางเพิ่งนึกได้ว่าตนเองมิได้สวมอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อคืนนางเหนื่อยจนสลบไปโดยมิทันได้สวมชุด แม้จะตกเป็นภรรยาของเขาแล้วแต่การที่เพิ่งรู้จักกันเพียงวันเดียวแล้วต้องมาประจันหน้ากันในสภาพเปลือยเปล่าก็ทำให้นางเขินอายมิน้อย
“ได้ๆ ข้าจะลุกก่อน” หลี่เฟิงหัวเราะ
ทว่าในตอนนั้นเอง เฉินอวี้อวี้กลับอุทานด้วยความตกใจ “อ๊ะ! สามี... ผมของท่าน!”
หลี่เฟิงชะงักกึก เขานึกขึ้นได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับผมของเขาแน่ๆ และเมื่อเขายื่นมือไปลูบศีรษะดู ก็พบว่า ‘วิกผมปลอม’ ที่เขาสวมไว้นั้นมันเบี้ยวจนผิดรูป
หลี่เฟิงตัวแข็งทื่อ สมองหมุนติ้วเพื่อหาข้ออ้างมาอธิบายเรื่องนี้ โชคดีที่เขายังมีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้างจึงคิดแผนการรับมือได้ทันท่วงที
เขาทอดถอนใจแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เรื่องนี้เดิมทีข้ามิควรบอกเจ้า ทว่าในเมื่อเจ้าล่วงรู้แล้ว ข้าก็จะบอกความจริง... ก่อนหน้านี้ท่านแม่ของข้าสุขภาพมิสู้ดี เพื่อเป็นการขอพรให้ท่านแม่ ข้าจึงได้ไปที่อารามและออกบวชเป็นพระเพื่อสร้างกุศล”
“จนกระทั่งท่านแม่อาการดีขึ้น ข้าจึงได้สึกออกมา แต่ผมของข้ายังมิทันยาวพอ จึงจำเป็นต้องสวมวิกผมปลอมไว้ หวังว่าเจ้าคงมิได้ตกใจจนหวาดกลัวข้าหรอกนะ”
เมื่อเฉินอวี้อวี้ได้ฟังเรื่องราวเช่นนั้น นางกลับมิมีความสงสัยแม้แต่น้อย ทว่ากลับรู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง นางคิดว่าการที่หลี่เฟิงยอมออกบวชเพื่อมารดานั้น ช่างเป็นกตัญญูที่น่านับถือยิ่งนัก ตัวนางเองก็กำพร้าพ่อแม่มาแต่เด็ก หากการออกบวชชีจะช่วยให้พ่อแม่กลับมามีชีวิตได้นางก็ย่อมเต็มใจ ด้วยเหตุนี้เฉินอวี้อวี้จึงเชื่อคำลวงของหลี่เฟิงอย่างสนิทใจ
นางยิ่งมั่นใจว่าหลี่เฟิงคือบุรุษที่ดีพอที่จะฝากฝังชีวิตไว้ได้
“เรื่องนี้ ข้ามิอยากให้คนนอกล่วงรู้ เจ้าอย่าไปบอกผู้อื่นเล่า” หลี่เฟิงกำชับอย่างจริงจัง
เฉินอวี้อวี้รีบรับคำหนักแน่น “สามีโปรดวางใจ เรื่องนี้ผู้น้อยจะมิยอมแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาดเจ้าค่ะ”
นางมิรู้ว่าเหตุใดเขาจึงมิอยากให้คนอื่นรู้ แต่ในเมื่อสามีสั่งมา ต่อให้นางต้องตาย นางก็จักมิเอ่ยปากบอกใครอย่างแน่นอน