- หน้าแรก
- พลิกกระดานเวลา
- บทที่ 14 รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
บทที่ 14 รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
บทที่ 14 รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
หลังจากเสร็จสิ้นงานพิมพ์จำนวน 50 หน้า หน้าละ 2,000 ชุด ทางร้านหนังสือก็เพียงแค่ติติงเรื่องคุณภาพการพิมพ์เล็กน้อยแต่ก็ยอมรับงานไป จากนั้นจึงมอบหมายงานจ้างผลิตล็อตใหม่มาให้อีก 100 หน้า หน้าละ 2,000 ชุด
ต้นฉบับที่พิมพ์เสร็จในล็อตแรกนั้น นอกจากร่องรอยการจัดเรียงตัวอักษรเพียงเล็กน้อยแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้แทบไม่ต่างจากการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์แกะสลักเลย โดยเฉพาะในช่วงหลังที่เริ่มชำนาญแล้ว จูเหวินเทียนเคยนำมาเทียบกับงานแม่พิมพ์แกะสลักดู ก็แทบจะหาความแตกต่างไม่เจอ
เวลานี้ทางร้านหนังสือไม่ได้นึกสงสัยสิ่งใด เนื่องจากก่อนหน้านี้พี่ใหญ่ทำงานล่าช้าไปมาก ทางร้านจึงรีบเร่งงาน ทำให้จูเหวินเทียนมีเวลาและโอกาสมากพอในการปรับปรุงแก้ไข
เมื่อร้านหนังสือมอบโอกาสจ้างงานให้อีกครั้ง จูเหวินเทียนก็ยิ่งชำนาญการพิมพ์ด้วยตัวเรียงพิมพ์มากขึ้น ในระหว่างนั้นเขายังได้เพิ่มเติมและปรับปรุงแม่พิมพ์ตัวอักษรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น งานล็อตนี้ใช้เวลาเพียง 15 วันเท่านั้น
ในกระบวนการนี้ ขั้นตอนการพิมพ์ยังคงกินเวลามากที่สุด พี่สะใภ้จึงตัดสินใจเรียกน้องชายในตระกูลฝั่งบ้านเดิมสองคนมาช่วยงาน
ขั้นตอนการพิมพ์ในตอนนี้เป็นเพียงงานใช้แรงงานทั่วไป ลูกพี่ลูกน้องของพี่สะใภ้ทั้งสองคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงเรียนรู้งานได้ไวมาก การเข้าร่วมของพวกเขาทำให้เวลาที่ใช้ในการพิมพ์ล็อตที่สองลดลงฮวบฮาบ
สาเหตุที่พี่สะใภ้เลือกใช้น้องชายจากบ้านเดิม ก็เพราะหวาดกลัวคำพูดก่อนหน้านี้ของจูเหวินเทียน แม้จะเป็นญาติสนิท นางก็ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปในกระท่อมไม้เพื่อสัมผัสขั้นตอนการเรียงพิมพ์ แม้แต่ตอนเก็บตัวอักษรหลังพิมพ์เสร็จก็ไม่ให้ยุ่งเกี่ยว ราวกับว่าหากความลับรั่วไหลออกไป พี่ใหญ่จะตกงานและครอบครัวจะอดตายกันหมด
อย่างไรก็ตาม ค่าตอบแทนที่พี่สะใภ้มอบให้พวกเขาก็ไม่น้อยเลย ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของจูเหวินเทียนเพื่อสร้างความสามัคคี เผื่อว่าในอนาคตมีโอกาสขยายกิจการ ลูกพี่ลูกน้องสองคนนี้จะได้กลายเป็นแกนหลักสำคัญ
ต่อมางานรับจ้างพิมพ์ล็อตที่สาม สี่ และห้า ก็ตามมาติดๆ ปริมาณการพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพของจูเหวินเทียนก็สูงขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเวลาที่ใช้ในงานล็อตหลังๆ สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
ครั้งล่าสุดจูเหวินเทียนใช้เวลาเพียง 6 วัน ในการพิมพ์งาน 500 หน้า จำนวน 2,000 ชุด กวาดงานพิมพ์ของร้านหนังสือต้นสังกัดพี่ใหญ่จนเกลี้ยง ทำให้ไม่มีงานล็อตที่หกเข้ามาอีกในระยะสั้น
ค่าตอบแทนจากงานพิมพ์ทั้งห้าล็อตทยอยส่งมาถึงมือ คิดเป็นเงินเดือนกว่าครึ่งปีของพี่ใหญ่ ทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นทันตาเห็น สีหน้าและสุขภาพของพี่สะใภ้ดูสดใสขึ้น ครอบครัวเริ่มก้าวเข้าสู่ฐานะที่มั่นคง
มีเพียงจูเหวินเทียนเท่านั้นที่กลับยิ้มไม่ออก เมื่อมาถึงจุดนี้เขารู้สึกเหมือนคนสิ้นหวังที่ร้องเรียกฟ้าดินก็ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่ว่าจะพยายามเรียกหาระบบอย่างไร ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมา
"ตอนนี้มาลองคิดดู สิ่งที่เสี่ยวหลุนพูดก็มีเหตุผลจริงๆ ช่วงนี้ร้านหนังสือไม่มีงานพิมพ์เลย ข้าแกะสลักแม่พิมพ์ไม่มีงานก็ไม่เป็นไร เถ้าแก่ยังจ่ายเงินตามปกติ แต่พวกช่างพิมพ์ไม่ได้โชคดีแบบนั้น ทำงานวันหนึ่งได้เงินวันหนึ่ง ไม่ทำก็ไม่ได้เงิน หากตอนนั้นเราเผยแพร่การพิมพ์แบบตัวเรียงพิมพ์ออกไปทันที ไม่ว่าเขาจะยอมรับหรือไม่ แต่ถ้าเขานำไปใช้ คนทั้งเฉียนเจียง (หางโจว) จะตกงานกันกี่คน ทั้งต้าซ่งจะมีคนอดตายอีกเท่าไหร่"
ระหว่างมื้อเย็นวันนี้ คงเป็นเพราะผ่านช่วงงานยุ่งมาแล้ว ทุกคนจึงผ่อนคลาย พี่ใหญ่ดื่มสุราไปสองจอกก็เริ่มพูดคุยมากขึ้น เอ่ยปากชม "เสี่ยวหลุน" หรือจูเหวินเทียนเป็นการใหญ่ พี่สะใภ้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"พี่ใหญ่ ฮ่าๆ อย่าพูดเช่นนั้นเลย ข้าก็แค่รู้แบบงูๆ ปลาๆ เท่านั้น แต่ในเมื่อพี่ใหญ่คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมาเพื่อปรับปรุงการพิมพ์ ข้าคิดว่าเราควรทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดจะดีกว่า"
จูเหวินเทียนเองก็ดื่มไปหลายจอก เป็นการดื่มย้อมใจเสียมากกว่า การยอมรับของพี่ใหญ่ทำให้เขานึกถึงแผนการดั้งเดิม การขยายงานและเปิดโรงพิมพ์ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว ในเมื่อระบบบังคับให้เขาติดอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องอยู่อย่างยิ่งใหญ่เสียหน่อย
"โอ้? เสี่ยวหลุนมีอะไรจะชี้แนะพี่อย่างนั้นรึ?"
พี่ใหญ่มองจูเหวินเทียนด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความไว้วางใจ
"เสี่ยวหลุนมิกล้า ข้าเพียงแค่อยากถามว่า ในเฉียนเจียงมีร้านหนังสือที่ต้องการพิมพ์หนังสือกี่แห่ง? พี่ใหญ่ลองไปสอบถามร้านที่คุ้นเคยดู หากร้านไหนมีงานพิมพ์คั่งค้าง เราก็รับมาพิมพ์แทนให้ก็ได้นี่นา"
เมื่อจูเหวินเทียนพูดจบ ดวงตาของพี่ใหญ่ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที หลังจากดื่มกับเสี่ยวหลุนต่ออีกสามจอก การสนทนาก็ยุติลง
วันรุ่งขึ้นพี่ใหญ่ก็นำคำแนะนำของจูเหวินเทียนไปปฏิบัติ และก็ได้งานมาสามเจ้าจริงๆ แม้จะแค่สามเจ้า แต่ยอดพิมพ์ไม่น้อยเลย รวมกันกว่า 500 หน้า แต่ละหน้ามียอดพิมพ์มากถึงสองถึงสามพันชุด
หลังจากผ่านงานห้าล็อตแรกมาได้ พี่ใหญ่ก็มีความมั่นใจในระบบตัวเรียงพิมพ์เต็มเปี่ยม จึงกล้ารับงานมามากขนาดนี้ อีกทั้งครั้งนี้พอมีทุนรอนอยู่บ้าง จึงจัดหาซื้อกระดาษเองบางส่วน ทำให้ต้นทุนลดต่ำลงไปอีก
ครั้งนี้ใช้เวลาเพียงห้าถึงหกวัน ภายใต้การเร่งมืออย่างเต็มที่ของพวกจูเหวินเทียน แม้แต่พี่ใหญ่ที่ว่างงานอยู่ก็ลงมาช่วยบ่อยครั้ง จนงานทั้งสามเจ้าเสร็จสิ้นลง
หลังจากพี่ใหญ่ตระเวนส่งสินค้าจนครบ เงินรายได้เทียบเท่าค่าจ้างหลายเดือนก็ตกถึงมือ ทำเอาทุกคนในครอบครัวดีใจจนเนื้อเต้น
ร้านหนังสือในเฉียนเจียงมีมากมายนับไม่ถ้วน ร้านขนาดใหญ่มีนับสิบแห่ง แต่ละแห่งมีขนาดใหญ่กว่าร้านที่พี่ใหญ่ทำงานอยู่มาก ปริมาณงานพิมพ์จึงมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อมาพี่ใหญ่จึงใช้เวลาว่างตระเวนรับงานจากร้านหนังสือทั้งเล็กและใหญ่ ฐานะทางการเงินของทางบ้านค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ธุรกิจผูกขาดแบบนี้ จะไม่ให้กำไรก็คงยาก
เมื่อชื่อเสียงของพี่ใหญ่เริ่มขจรขจาย ก็มีร้านหนังสือเดินทางมาหาถึงที่ เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น ตัวเรียงพิมพ์ที่สะสมไว้ในช่วงแรกเริ่มไม่เพียงพอ กำลังคนชุดเดิมก็ไม่พอรองรับความต้องการ
ภายใต้คำแนะนำของจูเหวินเทียน พี่ใหญ่จึงไปลงทะเบียนกับทางการ จ่ายภาษี และเช่าตึกแถวริมถนนเปิด "ร้านรับพิมพ์หนังสือ" อย่างเป็นทางการ เพื่อรับงานพิมพ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ พี่ใหญ่จึงลาออกจากงานช่างที่ร้านหนังสือเดิม หันมาทุ่มเทให้กับการเพิ่มจำนวนตัวเรียงพิมพ์ และจ้างช่างพิมพ์เพิ่มอีกหลายคน ซึ่งรวมถึงคนคุ้นเคยจากร้านหนังสือเดิมด้วย เพียงแต่ขั้นตอนสำคัญที่สุดอย่างการเรียงพิมพ์ยังคงไม่ให้พวกเขาแตะต้อง
คนที่ยุ่งที่สุดเห็นจะเป็นจูเหวินเทียน งานจัดหมวดหมู่ตัวอักษรและงานเรียงพิมพ์ตกเป็นหน้าที่ของเขาเป็นหลัก พี่ใหญ่เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้งานสองส่วนนี้ เพราะต้องคอยรับหน้าเสื่อติดต่อลูกค้าภายนอก
พร้อมกับการเปิดตัวของร้านรับพิมพ์หนังสือ ผลกำไรมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่สะใภ้มีให้เห็นมากขึ้นทุกวัน นางเป็นคนมีเหตุผลและรักษาคำพูดที่เคยให้ไว้ว่าไม่ว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ ครึ่งหนึ่งจะเป็นของ "เสี่ยวหลุน" หรือจูเหวินเทียน แถมยังเริ่มมองหาแม่นางดีๆ มาเป็นคู่ครองให้เขาอีกด้วย
ท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายแต่เติมเต็ม จูเหวินเทียนยังคงไม่ลืมที่จะเรียกหาระบบเป็นระยะ แต่เขาก็เริ่มชินชากับความเงียบงันที่ได้รับกลับมาเสียแล้ว