เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 95 พายุข่าวลือ ปฏิกิริยาของเสิ่นเสียน

บทที่ 95 พายุข่าวลือ ปฏิกิริยาของเสิ่นเสียน

บทที่ 95 พายุข่าวลือ ปฏิกิริยาของเสิ่นเสียน


บทที่ 95 พายุข่าวลือ ปฏิกิริยาของเสิ่นเสียน

นับตั้งแต่เสิ่นเสียนปฏิเสธคำท้าของหลิวซวี่ ข่าวลือในสำนักพฤกษาเทพก็แพร่สะพัดราวกับไฟลามทุ่ง

เริ่มแรกเป็นเพียงเสียงซุบซิบในหมู่ศิษย์สายนอก

“ได้ยินหรือยัง? บุตรสายตรงตระกูลเสิ่นคนนั้น แม้แต่คำท้าของศิษย์สายนอกยังไม่กล้ารับเลย” ในโรงทาน ศิษย์สองสามคนนั่งล้อมวงคุยกันพลางลดเสียงต่ำ

“เหอะ อาศัยบารมีตระกูลมุดเข้าสายในมาได้ แต่สุดท้ายกลับไม่มีแม้แต่ความกล้าจะชักกระบี่” อีกคนแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

“ข้าได้ยินว่า แม้แต่เคล็ดกระบี่พื้นฐานเขาก็ยังฝึกไม่ได้ ที่มีตบะถึงระดับนี้ก็เพราะใช้โอสถกองเท่าภูเขาถมเข้าไปทั้งนั้น”

“มิน่าล่ะศิษย์พี่เจาหลีถึงยอมหมั้นด้วย คงเป็นเพราะตระกูลเสิ่นใช้อำนาจกดดันสินะ?”

คำพูดเหล่านั้นประดุจงูพิษที่เลื้อยไปอย่างเงียบ ไม่นานก็ลามจากสายนอกเข้าสู่สายใน

หน้าหอสอนธรรม ศิษย์สายในหลายคนยืนพิงเสาระเบียง สายตาคอยชำเลืองไปยังที่นั่งประจำของเสิ่นเสียน

“พวกเจ้าว่า เขาเอาอะไรมาคู่ควร?” ศิษย์สะพายกระบี่คนหนึ่งหัวเราะเยาะ “ขนาดหลิวซวี่กระจอกแบบนั้นยังไม่กล้าสู้ มีหน้าอะไรมาอยู่สายใน?”

“บางทีเขาอาจจะมี ‘ความสามารถ’ อย่างอื่นก็ได้นะ?” อีกคนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ถึงขนาด ‘เชิญ’ ศิษย์พี่เจาหลีมาหาได้ถึงที่...”

“หึ ข้าได้ยินว่า ในเรือนเขาเลี้ยงเต่าไว้ตัวหนึ่งด้วยนะ” ใครบางคนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “วันๆ เอาแต่หดหัวอยู่ในกระดองอาบแดด ช่างเข้ากับเจ้าของมันจริงๆ”

ทุกคนพากันหัวเราะร่า แววตาเต็มไปด้วยการถากถาง

ไม่นานนัก หัวข้อนี้ก็กลายเป็นเรื่องคุยที่ร้อนแรงที่สุดในสำนัก ภายในหอจัดการธุรการ ศิษย์ที่เข้าเวรจดบันทึกรายชื่อก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกัน

“เสิ่นเสียน? คนที่แม้แต่คำท้าสายนอกยังไม่กล้ารับน่ะหรือ?”

“ก็ใช่น่ะสิ ได้ยินว่าเต่าที่เขาเลี้ยงยังมีกระดูกสันหลังมากกว่าเขาเลย”

“เต่า?”

“ใช่ เต่าน้ำเขียวขนาดเท่าโม่หิน วันๆ เอาแต่นอนนิ่ง แม้แต่ข้าวจิตวิญญาณยังขี้เกียจจะกิน”

“จึ๊ๆ สัตว์เลี้ยงสะท้อนนิสัยเจ้าของจริงๆ...”

ข่าวลือยิ่งถูกส่งต่อก็ยิ่งบิดเบือน จาก “ไม่กล้ารับคำท้า” กลายเป็น “ตบะพิการ” ไปจนถึง “เกาะผู้หญิงกิน” ทุกคนที่เล่าต่างพากันเติมสีใส่ไข่ จนภาพลักษณ์ของเสิ่นเสียนในใจทุกคนตกต่ำลงเรื่อยๆ

ถึงขั้นมีบางคนจงใจเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นยามเดินผ่านที่พักของเสิ่นเสียน...

“คนบางคนนะ แย่ยิ่งกว่าเต่าเสียอีก อย่างน้อยเต่ายังกล้ายื่นหัวออกมางับคนบ้าง!”

“นั่นสิ หดหัวอยู่ได้ทั้งวัน เป็นผู้บำเพ็ญภาษาอะไร?”

“เหอะ บางทีเขาอาจจะชอบเป็น 'เต่าหดหัว' (สำนวนจีนหมายถึงคนขี้ฃลาด) ก็ได้นะ?”

คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงมา ทว่าเสิ่นเสียนกลับยังมีสีหน้าปกติราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ทว่ายิ่งเขาทำเช่นนี้ บรรดาศิษย์เหล่านั้นก็ยิ่งได้ใจและไม่เกรงใจมากขึ้น

“ดูสิ เขาไม่กล้าแม้แต่จะโต้ตอบ นี่มันยอมรับชัดๆ!”

“ขยะก็คือขยะ ไม่มีแม้แต่ความกล้าจะโต้แย้ง”

“ศิษย์พี่เจาหลีช่างตาถั่วนัก...”

นานวันเข้า แม้แต่ศิษย์สายในที่เดิมทีไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสิ่นเสียน ก็เริ่มมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เพราะในโลกผู้บำเพ็ญ ความอ่อนแอขี้ขลาดคือคุณสมบัติที่น่ารังเกียจที่สุด และเสิ่นเสียนก็กลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบในสายตาพวกเขา

คนขี้ขลาดที่อาศัยตระกูลไต่เต้า แต่ไม่กล้าสู้แม้แต่ศิษย์สายนอก เจ้าของสัตว์อสูรที่เกียจคร้านไร้ประโยชน์ประดุจ “เต่าหดหัว” ลูกหลานตระกูลใหญ่จอมเสเพลที่ใช้บารมีตระกูลเข้าครอบครองเทพธิดาของสำนัก

ป้ายเหล่านี้เมื่อถูกแปะลงไปแล้ว ก็ยากที่จะแกะออก ทุกหนแห่งในสำนักเต็มไปด้วยสายตาเย้ยหยัน

คำนินทาที่จงใจให้ได้ยินและรอยยิ้มดูแคลน... ทั้งหมดนี้ราวกับตาข่ายที่ไร้รูปซึ่งกักขังเสิ่นเสียนไว้ข้างใน เพียงเพราะเขาปฏิเสธการท้าประลองที่ไร้สาระ และ... เลี้ยงเต่าไว้ตัวหนึ่ง

...

ที่พักของเสิ่นเสียน

หวังอวี่ที่เพิ่งกลับมาจากหอหลอมอาวุธก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันนี้ เขาจัดการสั่งสอนศิษย์ที่ปากเสียแบบลับๆ ไปหลายคนก่อนจะรีบมาหาเสิ่นเสียน

หวังอวี่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเคาะประตู ประตูเปิดออกอย่างไร้เสียง

ที่สวนหลังบ้าน เสิ่นเสียนกำลังให้อาหารเต่าวิญญาณ เจ้าเต่าขนาดเท่าโม่หินค่อยๆ แทะกินหญ้าวิญญาณอย่างเชื่องช้า ไม่แม้แต่จะเหลือบมองแขกผู้มาเยือน

“คุณชาย...” หวังอวี่ลำคอแห้งผาก น้ำเสียงทุ้มต่ำกว่าปกติ “ข้าทำงานพลาดเองขอรับ” เขาขยำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

“ถ้ารู้ว่าจะบานปลายขนาดนี้ วันนั้นข้าควรจะลอบจัดการไอ้หลิวซวี่นั่นให้พิการไปเสีย”

เสิ่นเสียนโยนผลึกหยกไขกระดูกให้หนึ่งชิ้น เจ้าเต่างับไว้อย่างแม่นยำ ลายบนกระดองทอแสงวูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกต เขาถึงค่อยเงยหน้ามองหวังอวี่: “เกี่ยวอะไรกับเจ้า?”

“แต่ข่าวลือพวกนั้น...” หวังอวี่กัดฟัน หยิบผ้าผืนหนึ่งที่มีรอยเลือดออกมาจากอกเสื้อ: “ข้าจัดการไอ้พวกที่ปากเสียที่สุดไปบ้างแล้ว แต่...” เขาส่ายหน้าอย่างท้อแท้ เพราะรู้ดีว่าลำพังกำลังของเขาคนเดียวหยุดปากคนทั้งสำนักไม่ได้

เสิ่นเสียนพลันหัวเราะออกมาเบาๆ พลางใช้นิ้วเคาะกระดองเต่า: “เจ้าดูมันสิ มันเคยสนใจเสียงมดปลวกที่น่ารำคาญพวกนั้นบ้างไหม?”

เจ้าเต่าให้ความร่วมมือด้วยการหดคอเข้าเล็กน้อย นัยน์ตาเล็กจิ๋วฉายแววดูแคลนประหนึ่งมนุษย์

หวังอวี่อึ้งไป เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะหินในลานบ้านไม่ได้มีตำราเคล็ดวิชาใดๆ วางอยู่เลย ทว่ากลับเป็นหนังสือ 《บันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดริมเหว》 เสิ่นเสียนยังมีถ้วยชาอุ่นๆ วางอยู่ข้างกาย

เห็นชัดว่าเขากำลังอ่านหนังสือพักผ่อนอย่างสำราญใจ

อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

ไหล่ของหวังอวี่พลันผ่อนคลายลง ทว่าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกระซิบเสียงเบา: “แต่ว่าทางศิษย์พี่เจาหลี...”

เสิ่นเสียนแววตาไหววูบ สองวันนี้เป็นวันหยุด ไม่ต้องเข้าคาบเช้า ทว่านางกลับไม่ได้ปรากฏตัวเลย หรือว่าจะมีธุระอะไรติดพัน? เสิ่นเสียนเห็นว่าระบบคูลดาวน์รถึงเวลาแล้ว เขาตั้งใจจะมอบของขวัญให้นางอีกสักชิ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น

“ไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้ เจ้าไม่ใช่ต้องเตรียมตัวประลองย่อยของสำนักหรอกรึ? กลับไปตั้งใจฝึกตนเถอะ” เสิ่นเสียนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้าอย่างนั้น... ผู้น้อยขอตัวขอรับ” หวังอวี่จำต้องถอยกลับไป

...

เช้าวันถัดมา เสิ่นเสียนเดินทางไปเข้าคาบเช้าตามปกติ ตลอดทางบรรดาศิษย์ต่างพากันชายตามอง แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน

“ดูสิ นั่นไง ‘เต่าหดหัว’ แห่งตระกูลเสิ่น” ศิษย์ชุดฟ้าคนหนึ่งใช้ศอกสะกิดเพื่อน เสียงดังพอที่จะให้เสิ่นเสียนได้ยิน

“ชู่ว เบาๆ หน่อย” เพื่อนทำท่าทีแสร้งเป็นตกใจ แต่กลับเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “เขามีท่านเซิ่งจื่อหนุนหลังนะ”

กลุ่มศิษย์สาวใช้มือปิดปากหัวเราะคิกคัก สายตากวาดมองเสิ่นเสียนแวบหนึ่งก่อนจะเมินหน้าหนีด้วยความรังเกียจ เสิ่นเสียนยังมีสีหน้าปกติ ฝีเท้าไม่ได้หยุดชะงักเลยแม้แต่นิดเดียว

เหง่ง— เหง่ง—

เสียงระฆังเช้าแห่งเรือนใบไม้แดงยังคงก้องกังวาน เมื่อเสิ่นเสียนก้าวเข้าสู่หอสอนธรรม ศิษย์สายในหลายคนกำลังถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าที่สามของ 《เคล็ดกระบี่ชิงเซียว》

“ท่านี้เน้นเจตจำนงกระบี่ดุจรุ้งกินน้ำ ต้องใช้ปราณควบคุมกระบี่...” โจวหมิงที่เป็นผู้นำวงสนทนาพลันเปลี่ยนน้ำเสียง สายตาเหลือบมองเสิ่นเสียนอย่างจงใจ “แต่บางคนนะ แค่จะส่งพลังกระบี่ออกนอกร่างยังทำไม่ได้เลย จะไปพูดถึงเจตจำนงกระบี่ได้อย่างไร?”

คนข้างๆ รีบรับลูกทันที: “ศิษย์พี่โจวพูดผิดแล้ว ลูกหลานตระกูลใหญ่ย่อมมีความรู้สืบทอดมาลึกซึ้งนะ”

“งั้นรึ? ข้ากลับได้ยินว่าบางคนแม้แต่คำท้าของศิษย์สายนอกยังไม่กล้ารับเลยไม่ใช่รึไง?” โจวหมิงแค่นยิ้มเยาะ

“เฮ้อ น่าเสียดายชื่อเสียงศิษย์สายในของเราจริงๆ” คำพูดนี้เรียกเสียงถอนหายใจเยาะจากคนรอบข้าง

เสิ่นเสียนทำเป็นหูทวนลม เดินตรงไปยังที่นั่งของตนเอง กลุ่มศิษย์พากันแค่นยิ้มหยัน สมกับเป็น ‘นักพรตเต่า’ จริงๆ!

ทว่าในวินาทีนั้นเอง เงาร่างอันเย็นสง่างามสายหนึ่งก็ก้าวเดินท่ามกลางแสงตะวันยามเช้าเข้ามา...

จบบทที่ บทที่ 95 พายุข่าวลือ ปฏิกิริยาของเสิ่นเสียน

คัดลอกลิงก์แล้ว