- หน้าแรก
- ทางเซียนของข้า ฝากไว้กับนาง
- บทที่ 71 ประวัติของตระกูลเสิ่น ออกจากดินแดนบรรพบุรุษ
บทที่ 71 ประวัติของตระกูลเสิ่น ออกจากดินแดนบรรพบุรุษ
บทที่ 71 ประวัติของตระกูลเสิ่น ออกจากดินแดนบรรพบุรุษ
บทที่ 71 ประวัติของตระกูลเสิ่น ออกจากดินแดนบรรพบุรุษ
น้ำเสียงของเสิ่นฉางเซิงนั้นเบาหวิวราวกับลมกรดบนชั้นฟ้า ทว่าทุกลูกคำกลับดังกึกก้องประดุจเสียงอสนีบาต
ไม่รอให้เสิ่นเสียนได้ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แปดทิศรวมหนึ่ง มรรคาอนุพัทธ์สี่ลักษณ์”
น้ำเสียงของเสิ่นฉางเซิงดูเหมือนจะดังมาจากยุคบรรพกาล แผนภูมิดาราจักรบนเพดานพลันหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สัญลักษณ์ทั้งสี่อันเจิดจ้าทอดตัวลงมาจากสรวงสวรรค์
เฉียนดุจแผ่นฟ้า แบกรับอาณัติแห่งสวรรค์อันรุ่งโรจน์ คุนดุจผืนดิน แฝงไว้ด้วยมรรคาอันหนาแน่นหนักแน่น เจิ้นดุจสายฟ้า เปี่ยมด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้าง ซวิ่นดุจสายลม ซ่อนเร้นเจตจำนงอันเลือนลางพลิ้วไหว
ทั้งสี่สัญลักษณ์ถักทอเป็นเสาแสงอันลี้ลับ พุ่งตรงเข้าสู่ระหว่างคิ้วของเสิ่นเสียนทันที
พริบตานั้น ห้วงสำนึกของเขาปั่นป่วน คัมภีร์มรรคาโบราณสีทองอร่ามเล่มหนึ่งค่อยๆ คลี่ออกท่ามกลางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์...
《คัมภีร์มรรคาแปดทิศรวมศูนย์》 ฉบับเศษเสี้ยว!
วินาทีที่คัมภีร์ถูกคลี่ออก รูขุมขนทั่วร่างของเสิ่นเสียนก็พ่นรัศมีวิญญาณเจิดจ้าออกมา
แสงแต่ละสายมีอักขระรูนแปดทิศไหลเวียนและควบแน่นเป็นลวดลายมรรคาอันลี้ลับบนผิวหนังของเขา
ที่หน้าผากปรากฏภาพเสมือนของผังแปดทิศที่สมบูรณ์ บางคราแปรเปลี่ยนเป็นลายสวรรค์แห่งเฉียน บางครากลายเป็นพลังปฐพีแห่งคุน ล้ำลึกจนยากจะพรรณนา
“ครอบครองคัมภีร์นี้ ย่อมครองศาลบรรพบุรุษ!”
เสียงของบรรพบุรุษรุ่นแรกดังกัมปนาทจนวิญญาณของเสิ่นเสียนสั่นไหว
เขาเริ่มสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตนเองมีความเชื่อมโยงอันลี้ลับกับศาลเจ้าที่ดำรงอยู่มานับหมื่นปีแห่งนี้
ทุกก้อนอิฐ ทุกแผ่นหินหรือแม้แต่อักขระค่ายกลทุกตัว ดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนต่อขยายของร่างกายเขาไปเสียแล้ว
ค่ายกลระดับเจ็ดในดินแดนบรรพบุรุษมีสี่พื้นที่หลัก ขอเพียงเขาสามารถควบคุมเคล็ดวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็จะมีอำนาจสั่งการในพื้นที่ศาลบรรพบุรุษโดยเด็ดขาด เมื่อรวมกับหอหมื่นวิถีก่อนหน้านี้ เท่ากับว่าเสิ่นเสียนได้ครองอำนาจควบคุมไปแล้วถึงกึ่งหนึ่งของค่ายกลทั้งหมด
“ขอบพระคุณท่านบรรพบุรุษ!” เสิ่นเสียนประสานมือทำความเคารพ
รัศมีวิญญาณที่ห่อหุ้มรอบกายเสิ่นฉางเซิงพลันควบแน่น กลายเป็นโซ่ตรวนนับหมื่นสายวนเวียนอยู่รอบตัว เขาค่อยๆ ส่ายหน้า น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ้างว้างจากกาลเวลา: “ข้า... หาใช่บรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นไม่”
เสิ่นเสียนใจสะท้านวาบ เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาประหลาดใจสุดขีด
เสิ่นฉางเซิงทอดสายตามองไปไกลแสนไกล ราวกับมองทะลุกำแพงแห่งกาลเวลาและมิติ
เขาพริ้วแขนเสื้อกว้าง เปลวไฟจากตะกียงโชติช่วงในศาลเจ้าพลันบิดเบี้ยวแปรสภาพ สะท้อนให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตอันไกลโพ้น...
“เจ้าล่วงรู้หรือไม่... ตระกูลเสิ่นเคยเป็นยักษ์ใหญ่ที่ค้ำจุนมหาปฐพีแห่งนี้?”
น้ำเสียงของเขาต่ำลึกดุจหุบเหว: “สิบสามโจวแห่งแดนเหนือ หมื่นเผ่าพันธุ์ล้วนสยบศิโรราบ เพียงตระกูลเสิ่นออกคำสั่งหนึ่งเดียว ย่อมตัดสินความเป็นตายของสรรพชีวิตนับล้านล้านได้”
เสิ่นเสียนลมหายใจติดขัด ภาพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ปรากฏในเปลวไฟสั่นสะเทือนจิตใจเขายิ่งนัก
วังเซียนอันโอ่อ่าที่ทอดยาวนับหมื่นลี้ เรือรบที่บดบังแผ่นฟ้าจัดกระบวนทัพเหนือหมู่เมฆ ทุกภาพเหตุการณ์ล้วนเหนือกว่าขอบเขตของโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่เขารู้จักไปไกลโข...
“จนกระทั่งมหาสงคราม ณ กำแพงเซียนร่วงโรย...” น้ำเสียงเสิ่นฉางเซิงเปลี่ยนไปทันควัน
ภาพในเปลวไฟพลันถูกย้อมด้วยสีเลือด: “บรรพชนระดับมหาปรินิพพาน (ข้ามผ่านด่านเคราะห์) แปดท่านใช้โลหิตเซ่นไหว้มรรคาฟ้า ลูกหลานสายตรงหลายหมื่นคนต้องทิ้งกระดูกไว้ต่างแดน ผู้ที่รอดชีวิตมาได้
มีเพียงพวกเราที่เป็นเพียงทหารพ่ายแพ้และขุนพลที่เหลือรอดเท่านั้น...”
เสิ่นเสียนเบิกตากว้าง จิตใจสั่นคลอนอย่างรุนแรง ตระกูลของเขามีอดีตที่ยิ่งใหญ่และน่าเศร้าปานนี้เชียวรึ
“คัมภีร์มรรคานี้คือวิชาประจำตระกูลเสิ่น น่าเสียดายที่หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวนี้ หากในภายภาคหน้า... เจ้ามีโอกาสไปเยือนแดนเหนือ บางทีอาจจะทำให้มันกลับมาสมบูรณ์ได้” เสิ่นฉางเซิงเอ่ยอย่างมี
ความหมาย
เหตุผลที่เขาเลือกส่งต่อคัมภีร์นี้ ก็เพื่อฝากความหวังในการฟื้นฟูตระกูลไว้ในมือของอีกฝ่าย ทว่าแน่นอนว่าตัวเลือกของเขานั้นไม่ได้มีเพียงเสิ่นเสียนแค่คนเดียว
ยามนี้เสิ่นเสียนเริ่มตระหนักถึงแรงกดดันจากคัมภีร์มรรคาในห้วงสำนึก
ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะเขามั่นใจว่าวันหนึ่งเขาจะก้าวสู่จุดสูงสุดของโลกเซียน แรงกดดันเพียงเท่านี้ย่อมนับเป็นอะไรไม่ได้ น่าเสียดายเพียงแค่ว่า... คัมภีร์นี้มันไม่สมบูรณ์
“ผู้น้อยจะพยายามอย่างสุดความสามารถขอรับ” เสิ่นเสียนตอบรับเสียงกังวาน
เสิ่นฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาฉายความคาดหวัง: “แม้พรสวรรค์และรากฐานของเจ้าจะธรรมดา
ทว่าดวงวาสนากลับเหนือกว่าคนทั่วไป อีกทั้งมีวาสนาปาฏิหาริย์ห้อมล้อมกาย ในภายหน้าย่อมอาจจะเปิดเส้นทางใหม่ขึ้นมาได้”
“นอกจากคัมภีร์มรรคานี้ ข้าจะมอบ 'สมบัติบรรพชน' ให้เจ้าอีกชิ้นหนึ่ง”
เขายกมือขึ้นกวักเรียก ทันใดนั้น แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งออกมาจากส่วนลึกของศาลเจ้า มันคือเชือกยาวสามจางที่มีสีขาวนวลประดุจแสงจันทร์ควบแน่น
พื้นผิวแผ่กลิ่นอายโกลาหลแบบเดียวกับหยกนำทางของเสิ่นสิง เชือกนั้นเลื้อยประดุจงูวิญญาณเข้าพันรอบแขนซ้ายของเสิ่นเสียน และเชื่อมต่อหัวท้ายกลายเป็นรอยสักสีเงิน
เสิ่นเสียนมองลวดลายบนแขนด้วยความตกใจ ข้อมูลของสมบัติชิ้นนี้พลันผุดขึ้นในสมองทันที สิ่งนี้มีชื่อว่า 'เชือกไท่ซวี' เป็นสมบัติบรรพชนที่มีต้นกำเนิดเดียวกับหยกนำทางของพี่ใหญ่!
“สิ่งนี้ข้าสร้างขึ้นตามส่วนที่ขาดหายไปของสมบัติบรรพชน 'ไม้บรรทัดวัดนภาไท่ซวี' ซึ่งมีทั้งหมดสามส่วน และนี่คือส่วนสุดท้าย ข้ามอบมันให้แก่เจ้า...” เสิ่นฉางเซิงอธิบาย
ในมหาสงครามกำแพงเซียนร่วงโรย ยอดคนระดับเซียนของตระกูลเสิ่นถูกลอบจู่โจม สมบัติบรรพชนจึงแตกหัก ส่วนแรกตกลงสู่เหวมาร ส่วนที่สองถูกผู้ทรยศชิงไป
ส่วนสุดท้าย... ตกมาอยู่ในมือของบรรพบุรุษรุ่นแรก เมื่อเขามาถึงแดนใต้จึงได้ใช้เศษเสี้ยวที่เหลือสร้างสมบัติล้ำค่าขึ้นมาสามชิ้น คือ หยกนำทางไท่ซวี, เชือกไท่ซวี และจิตวิญญาณไท่ซวี ยามนี้ทั้งสามชิ้นถูกมอบให้แก่ผู้ที่ตระกูลเสิ่นหวังว่าจะกู้คืนไม้บรรทัดวัดนภาไท่ซวีได้อีกครั้ง
เสิ่นเสียนมองรอยประทับบนแขนพลางครุ่นคิด หากเขามอบเชือกไท่ซวีนี้ให้เย่ชิงเซียน ระบบจะส่งคืน 'ไม้บรรทัดวัดนภาไท่ซวี' ที่สมบูรณ์กลับมาให้เขาหรือไม่นะ? ทว่า... ต่อให้ฟลุคส่งคืนแบบสมบูรณ์มาจริงๆ ก็คงต้องใช้ตัวคูณที่สูงมาก อย่างน้อยต้องร้อยเท่าขึ้นไปล่ะมั้ง?
“ไปเถอะ อนาคตของตระกูลเสิ่น ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว!” ยามนั้นเอง เสียงของเสิ่นฉางเซิงเริ่มแผ่วเบาเลือนลาง ร่างเสมือนก็ค่อยๆ พร่ามัวลง การประทานพรสิ้นสุดลงแล้ว
“น้อมส่งท่านบรรพบุรุษ!” เสิ่นเสียนทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ครืนนน—
ทันใดนั้น ศาลบรรพบุรุษทั้งหลังสั่นสะเทือนรุนแรง พื้นดินใต้เท้าเสิ่นเสียนปริแตกออก รัศมีดาราเจิดจ้าพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยก กลายเป็นเสาแสงขนาดใหญ่ห่อหุ้มร่างเขาไว้
เสิ่นเสียนก้มมองแขนซ้าย รอยสักเชือกไท่ซวีกำลังแผ่ความร้อนจัดออกมา
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่ารากฐานวิญญาณระดับสองที่เพิ่งเกิดใหม่กำลังสอดประสานกับศาลเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกลมหายใจเข้าออกทำให้ค่ายกลสีทองรอบกายส่องสว่างตามไปด้วย
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งที่สุดเกิดขึ้นในส่วนลึกของห้วงสำนึก
สัญลักษณ์ทั้งสี่ในคัมภีร์มรรคาเริ่มโคจรเองและฉายภาพแผนผังดาราจักรที่ขาดหายออกมา เสิ่นเสียนใช้สัญชาตญาณกัดปลายนิ้วหยดเลือดลงบนเชือกไท่ซวี
เคร้ง— เสียงกังวานใสสะเทือนถึงชั้นฟ้า ลวดลายดาราบนเส้นเชือกสว่างวาบ ลวดลายนั้นมีความเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับลวดลายบนหยกของเสิ่นสิง!
“เมื่อสามดาราบรรจบ คือยามไท่ซวีคืนกลับ...”
ท่ามกลางเสียงสะท้อนอันกว้างไกล ร่างของเสิ่นเสียนก็ถูกแสงสีขาวเจิดจ้ากลืนกินไป
...
เสาแสงเจิดจ้าพุ่งทะยานสู่ชั้นเมฆ ทำให้ทุกคนบนลานกว้างต่างพากันถอยกรูด เมื่อแสงจางลง ร่างของเสิ่นเสียนก็ยืนตระหง่านอยู่หน้ากระถางทองแดงยักษ์ แสงจากเชือกไท่ซวีบนแขนซ้ายแวววับเลือนลาง
“คุณชายสามผ่านด่านที่สี่ได้จริงๆ!” ผู้ดูแลคนหนึ่งร้องอุทานเสียงหลง
ทุกคนในที่นั้นต่างเดือดพล่าน ท่ามกลางม่านแสงสีทองเหนือกระถางยักษ์ หลังชื่อ 'เสิ่นเสียน' ปรากฏอักษรสีทองคำว่า 'ประทานพร' ส่องสว่างโดดเด่น ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บนผิวของกระถางปรากฏลวดลาย
สัญลักษณ์แปดทิศสี่ตัวขึ้นมา—นี่คือสัญลักษณ์ของผู้ที่ได้รับการยอมรับจากบรรพบุรุษรุ่นแรก!
ผู้อาวุโสห้าเซถอยหลัง: “เป็นไปไม่ได้...” เสิ่นลี่หน้าซีดเผือด ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด: “ไอ้ขยะนั่นมันทำได้ยังไง...”
เขาจ้องเขม็งไปที่รอยสักสีเงินบนแขนซ้ายของเสิ่นเสียน ก่อนจะตะคอกลั่นอย่างเสียสติ: “แกขโมยสมบัติบรรพชนรึไง?!”
เขาคำรามอย่างคุคลั่ง สิ้นท่าทางสุขุมนิ่งลึกที่เคยมีมาโดยสิ้นเชิง ทำไมล่ะ! ทั้งที่ข้าคือว่าที่ประมุขตระกูลแท้ๆ! พลังปราณในร่างเขาระเบิดออก เตรียมจะลงมือทันที
“น้องรอง!” เสิ่นสิงตวาดขัดเสียงเย็น สะบัดมือปล่อยพลังปราณเข้าไประงับสภาวะจิตใจของอีกฝ่ายไว้ ไม่ให้เขาถึงขั้นธาตุไฟเข้าแทรก
จากนั้น ว่าที่เซียนผู้มีกายมรรคาโดยกำเนิดผู้นี้ ก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียดเป็นครั้งแรก ดวงตาใสกระจ่างจ้องเขม็งไปที่แขนซ้ายของเสิ่นเสียนพลางครุ่นคิดอย่างหนัก