- หน้าแรก
- ทางเซียนของข้า ฝากไว้กับนาง
- บทที่ 66 จักรพรรดินีลงมือ รนหาที่ตาย
บทที่ 66 จักรพรรดินีลงมือ รนหาที่ตาย
บทที่ 66 จักรพรรดินีลงมือ รนหาที่ตาย
บทที่ 66 จักรพรรดินีลงมือ รนหาที่ตาย
เพลิงแท้เทพฟีนิกซ์!
นี่คือสิ่งที่มีบันทึกอยู่ในคัมภีร์โบราณเท่านั้น เสิ่นลี่ไม่นึกเลยว่าตนเองจะได้เห็นกับตาในวันนี้ วินาทีนั้นในใจของเขาเกิดความตื่นตระหนกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ภูมิหลังของสตรีนางนี้... ดูท่าจะน่าหวาดหวั่นกว่าที่คิดไว้มาก
ทว่าในไม่ช้า เสิ่นลี่ก็ดึงสติกลับมาได้ เมื่อเห็นสมุนของตนถูกรัศมีพลังสยบจนขวัญหนีดีฝ่อ เขาก็แผดตะโกนลั่น: “นางมีตบะเพียงระดับสร้างฐานเท่านั้น ไม่ต้องกลัว!”
ต่อให้นางจะมีวิชาความรู้อะไรพิสดารเพียงใด สุดท้ายก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานคนหนึ่ง จะไปพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อย่างไร?
บรรดาผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ เมื่อได้สติก็รีบจัดค่ายกลอย่างรวดเร็ว พลังปราณเชื่อมต่อกันเป็นม่านแสงขนาดใหญ่ เข้าต้านทานการโจมตีของนางไว้อย่างสุดกำลัง
ดวงตาเย่ชิงเซียนมีเพลิงทองเต้นเร้า นางยกมือเรียวงามขึ้นเบาะๆ โซ่ตรวนสีทองชาดห้าสายพลันควบแน่นออกมาจากความว่างเปล่า
ผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานที่อยู่ด้านหน้าพลันชะงักงัน อาวุธวิญญาณประจำกายของพวกเขาจู่ๆ ก็หมุนเปลี่ยนทิศทาง และพุ่งย้อนกลับมาแทงเข้าที่ลำคอของตนเอง! ทั้งห้าคนหน้าซีดเผือด พยายามดิ้นรนต้านทานพลังปราณที่คุคลั่งอยู่ภายในร่างอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ถอยไป” เย่ชิงเซียนดีดนิ้วเบาๆ อาวุธวิญญาณทั้งห้าชิ้นระเบิดออกพร้อมกัน
เศษซากที่กระเด็นมา เมื่อเข้าใกล้ตัวนางในระยะสามฟุตกลับหยุดนิ่งสนิทกลางอากาศ ก่อนจะหลอมละลายกลายเป็นไอเหล็กระเหยไป
รูม่านตาของเสิ่นลี่หดตัวลงอย่างรุนแรง นี่ไม่ใช่การควบคุมวัตถุ... แต่นางแทรกแซงและแก้ไขโครงสร้างพลังปราณภายในอาวุธโดยตรง!
สตรีนางนี้... ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
“หลีกไปให้หมด!” เสิ่นลี่คำรามลั่น หยกนำทางไท่ซวีระเบิดแสงสีเงินเจิดจ้า
พื้นที่ว่างพลันบิดเบี้ยวเสียรูป โซ่อักขระเงินเก้าสายพุ่งเข้าพันธนาการเย่ชิงเซียนจากมุมต่างๆ แววตานางเป็นเพลิงทองพุ่งสูง เตรียมจะยกมือขึ้นทำลายทิ้ง ทว่าจู่ๆ อักขระฟีนิกซ์ที่กลางหน้าผากกลับเกิดความเจ็บปวดแปลบขึ้นมา
เพลิงแท้เทพฟีนิกซ์ในร่างเกิดการติดขัดชั่วขณะ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
“ของที่พี่ใหญ่มอบให้ ได้ผลจริงๆ ด้วย!” เสิ่นลี่หัวเราะเหี้ยม สบโอกาสกัดปลายลิ้นพ่นเลือดบริสุทธิ์ลงบนหยกนำทางทันที
บนผิวโซ่ตรวนพลันปรากฏอักขระสีเลือดขึ้นมา เข้าปิดกั้นพื้นที่รัศมีสามจางรอบกายเย่ชิงเซียนไว้โดยสมบูรณ์
“ค่ายกลสะกดเทพไท่ซวีงั้นรึ?” เย่ชิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย พบว่ากระแสจิตของตนเดินได้ช้าลงไปถึงสามส่วน ร่างกายที่จุติมาใหม่นี้สุดท้ายก็ยังไม่อาจปรับตัวเข้ากับสายเลือดเทพฟีนิกซ์ได้สมบูรณ์ จึงเกิดช่องโหว่เมื่อเผชิญกับค่ายกลเฉพาะทางเช่นนี้
บรรดาผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานที่เหลือเมื่อเห็นโอกาสก็รีบประสานค่ายกลทันที พวกเขาใช้เลือดบริสุทธิ์เป็นสื่อ วาดอักขระสีเลือดลงบนพื้น อักขระเหล่านั้นสอดประสานกับโซ่เงินจนกลายเป็นกรงขังสีเลือดล้อมรอบเย่ชิงเซียนไว้!
“ขังนางไว้ครึ่งเค่อ (7-8 นาที)!” เสิ่นลี่ตะคอกสั่งการ: “รีบไปจัดการไอ้ขยะนั่นซะ!”
เสิ่นเฉวียนนำคนสนิทอีกหลายคนปลีกตัวออกมาทันทีและพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังบันไดสู่สวรรค์ด้วยความเร็วสูงสุด
เย่ชิงเซียนมองตามพวกเขาไปและพยายามจะขัดขวาง ทว่าถูกหยกนำทางไท่ซวีสอดประสานกับค่ายกลจำกัดพลังไว้ ทำให้นางไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ในทันที
นางฉายสีหน้าโกรธเกรี้ยวออกมา พลังปราณในร่างคำรามกึกก้องอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าไปไหนไม่ได้หรอก” เสิ่นลี่แผดตะโกน ระเบิดพลังทั้งหมดในร่างออกมาเพื่อสะกดนางไว้ ผู้บำเพ็ญที่เหลือต่างก็งัดท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาใช้เพียงเพื่อให้สตรีนางนี้อยู่กับที่
...
เสิ่นเสียนเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นแรก พื้นที่ว่างพลันปริแตกออกเป็นรอยแยกเล็กๆ นับไม่ถ้วน ลมกรดไร้รูปนับพันสายหวีดร้องพุ่งออกมาห่อหุ้มร่างเขาไว้ในทันที
ชุดยาวพริ้วสะบัดตามแรงลมกรด เพียงพริบตาผ้าก็ถูกฉีกขาดเป็นรอยแยกหลายสิบแห่ง เผยให้เห็นผิวพรรณที่ทอประกายสีทองจางๆ อยู่ข้างใต้
ฉวะ—
ลมกรดระลอกแรกพาดผ่าน ทิ้งรอยสีขาวนับสิบจุดไว้บนแขนของเขา เสิ่นเสียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ร่างกายที่ผ่านการหลอมด้วยเพลิงหลีไฟมาแล้วยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดแปลบ
ทว่าในวินาทีถัดมา ตราประทับเพลิงแท้ที่กลางหน้าผากก็สว่างขึ้นเอง รอยสีขาวเหล่านั้นพลันมลายหายไปดุจน้ำค้างยามต้องแสงตะวัน ลมกรดระลอกที่สองพุ่งเข้าใส่ติดๆ กัน
ครั้งนี้เสิ่นเสียนไม่หลบเลี่ยง กลับอ้าแขนออกรับ ลมกรดฟาดลงบนผิวหนังก่อให้เกิดประกายไฟกระเด็นออกมา ทว่ากลับไม่อาจทิ้งรอยแผลไว้ได้อีก
เขาพลันหัวเราะเบาๆ ยื่นมือออกไปคว้าลมกรดสายที่คมที่สุดไว้ ลมกรดที่รุนแรงขนาดตัดเหล็กกล้าได้ กลับนิ่งสงบดุจผ้าไหมเมื่ออยู่ในอุ้งมือเขา มันถูกบดขยี้เล่นๆ จนกลายเป็นผลึกหยกเขียวชิ้นหนึ่ง
“ก็แค่เนี้ย” เสิ่นเสียนบดผลึกนั้นจนแหลกละเอียดและก้าวยาวไปข้างหน้า ลมกรดที่พุ่งเข้ามาถัดจากนั้นกลับถูกกลิ่นอายเพลิงหลีไฟที่แผ่ออกมาโดยธรรมชาติผลักดันให้ถอยห่างไปถึงสามฟุต
จนกระทั่งถึงสิบขั้นสุดท้าย ลมกรดที่บ้าคลั่งเหล่านั้นถึงขั้นหลีกทางให้เขาเอง ราวกับเปิดทางให้เดินไปได้อย่างสะดวกสบาย หลังจากผ่านการหลอมกายมา ความแข็งแกร่งของร่างกายเขานั้นก้าวข้ามขีดจำกัดปกติไปไกลแล้ว
เสิ่นเสียนเหลียวกลับไปมองเบื้องล่าง ภาพด้านล่างเริ่มถูกม่านหมอกปกคลุม ทว่ายังพอเห็นเย่ชิงเซียนกำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับอีกฝ่าย ดูท่าทางแล้วนางคงไม่ได้รับอันตรายอะไร
เขาจึงวางใจและมุ่งหน้าสู่ด่านถัดไป
และที่แห่งนี้... คือแดนเพลิงกัลป์
บันไดสีแดงฉานประดุจแผ่นเหล็กที่เผาจนแดงจัด คลื่นความร้อนในอากาศบิดเบี้ยว ทุกลมหายใจพัดพาเอาความแสบร้อนเข้าไปทำลายปอด เสิ่นเสียนเพิ่งจะเหยียบเท้าลงไป เสียง "ซู่ๆ" ก็ดังขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า รองเท้าผ้าไหมชั้นดีไหม้เกรียมและหดตัวลงในพริบตา
“น่าสนใจดีนิ” เขาถอดรองเท้าทิ้งไปเสียเลยและเดินเท้าเปล่าเหยียบลงบนหินที่ร้อนระอุ
พริบตาที่ฝ่าเท้าสัมผัสกับหินร้อนจัด ลวดลายสีทองละเอียดก็ผุดขึ้นบนผิวหนัง นั่นคือสัญญาณของตราประทับเพลิงแท้ที่ออกมาคุ้มครองเจ้านายโดยอัตโนมัติ
ทันใดนั้น งูเพลิงหลายสิบตัวก็พุ่งออกมาจากรอยแยกบันได เปลวไฟสีแดงเกือบขาวเหล่านี้มาพร้อมอุณหภูมิที่น่าหวาดหวั่น เผาผลาญอากาศจนบิดเบี้ยว
งูเพลิงตัวหนึ่งพันรอบข้อเท้าของเสิ่นเสียน เผาขากางเกงจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันที เผยให้เห็นผิวสีทองที่อยู่ด้านล่าง
“อุณหภูมิพอได้อยู่นะ” เสิ่นเสียนปล่อยให้งูเพลิงเกาะกุมไป บนผิวหนังปรากฏลวดลายคล้ายเกล็ดเล็กๆ ขึ้นมา ความร้อนที่หลอมละลายเหล็กได้ในยามนี้กลับกลายเป็นเหมือนการช่วยหลอมกายให้เขาเป็นครั้งที่สอง จุดที่งูเพลิงแผดเผา ลวดลายสีทองกลับยิ่งแจ่มชัดและสว่างไสวขึ้น
ช่วงกลางบันไดพลันระเบิดออก เสือโคร่งที่สร้างจากเปลวเพลิงล้วนๆ พุ่งทะยานออกมา มันตะปบกรงเล็บสร้างรังสีอัคคีสามสายฟันเข้ามาเป็นรูปพัด เสิ่นเสียนไม่หลบหลีก รับการโจมตีนี้ด้วยหน้าอกตรงๆ
เคร้ง! เสียงโลหะปะทะกันดังขึ้น รังสีอัคคีแตกกระจายกลายเป็นเศษไฟอยู่หน้าอกของเขา
“มีดีแค่เปลือก” เขาเอื่นมือออกไปบีบคอเสือเพลิง นิ้วทั้งห้าฝังลึกลงไปในเปลวไฟ
วินาทีถัดมา เพลิงกัลป์นั้นก็มลายหายสิ้นไป
เมื่อเสิ่นเสียนก้าวขึ้นสู่บันไดเพลิงขั้นสุดท้าย เปลวไฟทั่วทั้งบริเวณพลันสงบนิ่ง งูเพลิงและเสือเพลิงต่างหมอบกายลงดุจขุนนางที่น้อมส่งราชาของพวกมัน
จนกระทั่งเขามาถึงช่วงที่สาม รอบกายถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาจนมองเห็นเพียงทางข้างหน้าเท่านั้น
เมื่อฝ่าเท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนบันไดชั้นที่สาม เสิ่นเสียนพลันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแฉะและเย็นเยียบที่ฝ่าเท้า
เขาก้มมองลงไป พบว่ามอสสีเขียวเข้มกำลังเลื้อยพันรอบข้อเท้าของเขาดุจสิ่งมีชีวิต ผิวสีทองจางๆ ที่ผ่านการหลอมจากเพลิงหลีไฟมาแล้ว กลับปรากฏรอยเน่าเปื่อยเป็นจุดสีเขียวขึ้นมาในระดับที่มองเห็นด้วยตาเปล่า!
ขนาดกายเพลิงแท้ยังถูกกัดกร่อนได้งั้นรึ? เสิ่นเสียนตราประทับที่หน้าผากสว่างจ้า พ่นเพลิงทองชาดไหลลงไปตามขา มอสเหล่านั้นส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กทว่ากลับไม่ยอมหลุดออก กลับพ่นหมอกพิษเข้มข้นออกมาแทน ท่ามกลางหมอกปรากฏแสงสีเขียวละเอียดดุจเส้นผม พุ่งสวนกระแสไฟขึ้นมาหมายจะโจมตีตราประทับที่หน้าผากโดยตรง
เสิ่นเสียนจำต้องถอยหลังไปสามก้าว ที่ข้อเท้าปรากฏรอยแผลเน่าเปื่อยเป็นวงกลมทิ้งไว้ เขาจ้องมองมอสที่กำลังไหวตัวอยู่บนบันไดพลางขบคิดหาวิธีผ่านไป
ทว่าในขณะที่เขากำลังขบคิดอยู่นั้น ที่บันไดด้านล่าง เสิ่นเฉวียนพร้อมด้วยผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานหลายคน ในที่สุดก็ดิ้นรนฝ่าฟันบททดสอบลมกรดและเพลิงกัลป์มาได้อย่างยากลำบาก จนมองเห็นเงาร่างที่พวกมันตามหามานาน
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมไอ้หมอนั่นถึงมาโผล่ตรงนี้ได้เร็วขนาดนี้ ทว่าในยามนี้ ในดวงตาเสิ่นเฉวียนมีเพียงจิตสังหารเต็มเปี่ยม มันแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม:
“มาได้แค่นี้แหละแก!”