- หน้าแรก
- ทางเซียนของข้า ฝากไว้กับนาง
- บทที่ 65 บันไดสู่สวรรค์ การลงมือที่รุนแรง
บทที่ 65 บันไดสู่สวรรค์ การลงมือที่รุนแรง
บทที่ 65 บันไดสู่สวรรค์ การลงมือที่รุนแรง
บทที่ 65 บันไดสู่สวรรค์ การลงมือที่รุนแรง
ด้านนอกเขาวงกต คือความว่างเปล่าอันไพศาล
ทว่าท่ามกลางความว่างเปล่านั้น กลับมีบันไดสู่สวรรค์ทอดตัวอยู่อย่างเลือนราง ถูกห่อหุ้มด้วยม่านหมอกจนมองเห็นไม่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าต้องรอจนกว่าจะครบหนึ่งวัน บททดสอบในขั้นถัดไปจึงจะเริ่มต้นขึ้น
เสิ่นเสียนทอดสายตาล้ำลึกไปยังบันไดสู่สวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกนั้น ปลายทางของบันไดแห่งนี้คือ ศาลบรรพบุรุษที่แท้จริงและที่นั่นเองคือสถานที่สถิตมรดกที่ประมุขรุ่นแรกทิ้งเอาไว้
มีเพียงผู้ที่ได้รับพรจากบรรพบุรุษเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ครอบครองตำแหน่งประมุขตระกูลเสิ่น!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพี่รองผู้กระหายในอำนาจ แววตาของเสิ่นเสียนส่องประกายพาดผ่านพร้อมความทะเยอทะยานที่ผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง
ตำแหน่งประมุขนี้... ใครบอกว่าต้องเป็นของท่านคนเดียวกันล่ะ?
...
เวลาหนึ่งวันผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา
สุดท้าย มีเพียงสามสิบคนเท่านั้นที่สามารถมาถึงที่แห่งนี้ได้ ซึ่งในจำนวนนี้กว่าสองในสามล้วนเป็นคนสนิทของเสิ่นลี่ เพื่อพิธีเซ่นไหว้ในครั้งนี้เขาวางหมากมาเนิ่นนาน คนสนิทที่เขาคัดเลือกมาจึงล้วนเป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่ง
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า บันไดสู่สวรรค์ก็ปรากฏกายออกมาอย่างสมบูรณ์ ประดุจปราการธรรมชาติที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าทุกคน ขั้นบันไดหยกเขียวทอดยาวคดเคี้ยวพุ่งทะยานสู่ชั้นเมฆ
หินแต่ละก้อนทอแสงวาววับจากการขัดเกลาของกาลเวลา ม่านหมอกขุ่นมัววนเวียนอยู่ตามขั้นบันได บางคราควบแน่นเป็นเมฆ บางคราสลายตัวเป็นผ้าคลุมบางเบา ปกคลุมบันไดทั้งสายไว้ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับยากหยั่งถึง
หากสังเกตให้ดี บันไดสู่สวรรค์แห่งนี้แฝงไว้ด้วยกลไกอันน่าหวาดหวั่น
ช่วงสามสิบสามขั้นแรกสุด ผิวหน้าหินเต็มไปด้วยรอยปริแตกละเอียด ซึ่งรอยแตกเหล่านั้นไม่ได้เรียงตัวอย่างไร้ระเบียบ
ทว่ากลับนำเสนอเป็นลวดลายมรรคาอันลี้ลับ ทุกครั้งที่ลมเขาพัดผ่าน รอยแยกเหล่านั้นจะส่งเสียงหวีดแหลมราวกับมีใบมีดนับหมื่นกรีดฝ่าช่องว่างหิน
บางครั้งลมกรดไร้รูปที่พัดผ่าน ถึงขั้นทิ้งรอยแผลใหม่ไว้บนหินเขียวอันแข็งแกร่ง
สูงขึ้นไปประมาณร้อยขั้น สีของบันไดค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงฉาน หินในส่วนนั้นมีสีแดงประหลาดราวกับถูกแผดเผาด้วยเพลิงกัลป์มานับหมื่นปี
เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นวิถีพลังที่ไหลเวียนดุจลาวาอยู่ภายในหิน ทอแสงสีแดงหม่นออกมาเป็นระยะ อากาศรอบบริเวณอบอวลไปด้วยความร้อนจัดจนม่านหมอกบิดเบี้ยวพร่าเลือน
สูงขึ้นไปอีกประมาณหนึ่งในสามของระยะทางทั้งหมด ผิวหน้าบันไดถูกปกคลุมด้วยสารประหลาดสีเขียวเข้มคล้ายมอส
สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับสิ่งมีชีวิต แผ่กลิ่นคาวคละคลุ้งชวนสะอิฐสะเอียน บางครั้งมีฟองอากาศปูดขึ้นมาจากใต้ชั้นมอส เมื่อมันแตกออกจะพ่นหมอกสีเขียวเข้มออกมา กัดกร่อนหินบริเวณนั้นจนกลายเป็นรูพรุนดุจรวงผึ้ง
และในส่วนที่ใกล้ถึงจุดสูงสุด บันไดถูกปกคลุมด้วยสายฟ้าสีม่วงจนหมดสิ้น ยามนี้มองไม่เห็นสีเดิมของขั้นบันไดอีกต่อไป เห็นเพียงประจุไฟฟ้าที่เต้นเร้าอยู่รอบบริเวณ
ทันใดนั้นอสนีบาตขนาดเท่าชามข้าวก็ฟาดลงมาจากม่านเมฆ ระเบิดเป็นแสงไฟฟ้าเจิดจ้าบนขั้นบันได
แม้จะอยู่ห่างไกล ทว่าทุกคนยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกชาหนึบบนผิวหนัง
บันไดทั้งสายแผ่รังสีอำนาจที่ทำให้หายใจติดขัดจนน่าสั่นสะท้าน
ตูม!
ในวินาทีต่อมา เสียงดังกัมปนาทเลื่อนลั่นฟากฟ้า ปรากฏแสงทองสว่างไสวถักทอเป็นอักษรยักษ์หกตัวกลางความว่างเปล่า!
“ผู้ที่ถึงยอด ศาลบรรพบุรุษ!”
ทุกคนแหงนหน้ามองด้วยความตกตะลึงในบารมีของอักษรเหล่านั้น ทว่ายามนั้นเอง พลันมีคนถูกลอบจู่โจม มีคมมีดเล่มหนึ่งแทงทะลุหน้าอกของเขาจากด้านหลัง!
ฉวะ—
ภายในพริบตาโลหิตสาดกระจายลงบนขั้นบันไดหินเขียว บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดลงทันที
เสิ่นลี่ค่อยๆ ถอนมีดกัดกร่อนใจที่อาบเลือดกลับมา ทว่าบนใบมีดสีนิลกลับไม่หลงเหลือคราบเลือดติดอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
เขาปรายตามองทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงสงบนิ่งจนน่าหวาดกลัว: “ผู้ที่ไม่ใช่คนสนิทของข้า ล้วนคือตัวอันตราย”
เมื่อมาถึงจุดนี้ เสิ่นลี่ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะก้าวขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อรับพรจากบรรพบุรุษเพียงผู้เดียว
ดังนั้นเขาต้องกำจัดตัวแปรทุกอย่างทิ้งเสียและบรรดาลูกหลานที่เป็นกลางเหล่านี้ ก็คือตัวอันตรายที่เขาต้องจัดการ เพราะเขากำลังจะลงมือกับเย่ชิงเซียนและเสิ่นเสียน หากปล่อยคนเหล่านี้ไว้ให้คอยชุบมือเปิบยามชุลมุน ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง
สิ้นคำพูด คนสนิทกว่ายี่สิบคนพลันลงมือจู่โจมพร้อมกัน
ท่ามกลางแสงมีดดาบวาววับ ผู้บำเพ็ญที่เหลืออีกหนึ่งในสามที่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งรับ ต่างล้มตายจมกองเลือดไปเจ็ดแปดคนในพริบตา
“เสิ่นลี่! เจ้าบังอาจ...” ลูกหลานสายรองระดับสร้างฐานช่วงกลางคนหนึ่งคำรามลั่น
ทว่ากลับถูกกระบี่บินสามเล่มแทงทะลุจุดตันเถียนพร้อมกัน เขาจ้องมองคมกระบี่ที่ทะลุผ่านร่างอย่างไม่อยากเชื่อ เลือดไหลทะลักออกจากมุมปาก
เย่ชิงเซียนแววตาเย็นเฉียบ สะบัดมือเรียวงามสร้างม่านวารีขึ้นเบื้องหน้า โลหิตที่กระเซ็นมาถูกม่านน้ำพลันแข็งตัวเป็นน้ำแข็งและร่วงหล่นลงพื้น
เสิ่นเสียนปฏิกิริยาไวกว่า ในวินาทีที่คนแรกล้มลงเขาก็วูบไหวร่างมาอยู่ข้างกายเย่ชิงเซียนแล้ว
เขามองดูการนองเลือดตรงหน้าด้วยสายตาหรี่ลง ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มเย็น: “พี่รองช่างลงมือได้เด็ดขาดนัก”
เสิ่นลี่สะบัดมีดกัดกร่อนใจเบาๆ ลวดลายม่วงหม่นบนใบมีดดิ้นพล่านราวกับสิ่งมีชีวิต: “น้องสามชมเกินไปแล้ว พี่รองก็แค่รู้สึกว่า...” เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ “...เรื่องใหญ่อย่างมรดกศาลบรรพบุรุษ ให้คนกันเองจัดการจะน่าเชื่อถือกว่า”
ทุกก้าวที่เขาเดินเข้ามา บรรดาคนสนิทที่รอดชีวิตต่างแยกย้ายกันล้อมกรอบไว้อย่างรู้กัน จากคนสามสิบกว่าคน ยามนี้เหลือรอดไม่ถึงยี่สิบคน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหน้าบันได
“คนกันเองงั้นรึ?” เสิ่นเสียนหัวเราะออกมาพลางชี้ไปยังศพที่ตายตาไม่หลับบนพื้น: “พวกเขาก็แซ่เสิ่นเหมือนกันไม่ใช่รึไง?”
“คนตายไม่นับเป็นคนกันเอง” เสิ่นลี่สะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ ปลายมีดชี้ตรงมาที่เสิ่นเสียน: “น้องสาม ต่อไปก็คือเจ้าแล้ว” เขาฉายแววตาของผู้ชนะออกมาอย่างปิดไม่มิด
ยามนี้ ไม่มีใครมาขวางทางเขาได้อีกแล้ว เสิ่นเสียนหันไปมองเย่ชิงเซียน ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ จักรพรรดินีนางนี้จะเลือกทำอย่างไร?
“ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ เจ้าจงรีบขึ้นไปบนยอด” เย่ชิงเซียนส่งกระแสจิตบอกเขาอย่างลับๆ
หลังจากผ่านด่านที่สองมา นางตระหนักได้ว่าเพราะเรื่องของสายเลือด
นางย่อมไม่มีทางได้รับพรจากประมุขรุ่นแรกแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้มอบวาสนานี้ให้เป็นน้ำใจแก่เจ้าเด็กที่คอยส่งของขวัญให้นางคนนี้เสียยังดีกว่า
เสิ่นเสียนไม่ได้แปลกใจนัก ทว่าเขายังคงถามกลับไปคำหนึ่ง: “เจ้าต้องการให้ข้าช่วยไหม?”
“ไม่จำเป็น” เย่ชิงเซียนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก มีเพียงดวงตาที่สงบนิ่งทว่าเต็มไปด้วยความทะนงตน แม้พลังกายในร่างนี้จะไม่อาจกวาดล้างคนตรงหน้าได้ทั้งหมด ทว่าหากเพียงแค่ถ่วงเวลาไว้ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง
“อืม” เสิ่นเสียนหมุนตัวพุ่งทะยานเข้าสู่บันไดสู่สวรรค์ทันทีโดยไม่ลังเล เขามั่นใจว่าจักรพรรดินีนางนี้มีพลังพอจะต่อกรกับพวสร้างฐานกลุ่มนี้ได้ ในเมื่อนางรับปาก เขาก็จะปีนขึ้นไปให้สุดทาง
“ขวางมันไว้!” เสิ่นลี่คำรามสั่งการ
ผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานยี่สิบกว่าคนพุ่งเข้าหาเย่ชิงเซียนพร้อมกัน ทว่าดวงตาของเย่ชิงเซียนกลับลุกโชนด้วยเพลิงเทพสีทองชาด อักขระฟีนิกซ์สวรรค์ปรากฏขึ้นที่กลางหน้าผาก
พริบตานั้น อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงปรี๊ด แม้แต่ลมกรดบนบันไดยังถูกคลื่นความร้อนซัดกระเจิง
แกว๊ก—
เสียงฟีนิกซ์แผดก้องกังวานใสไปทั่วชั้นฟ้า ปีกฟีนิกซ์ทองชาดเสมือนจริงกางสยายออกมาจากแผ่นหลังของนาง ขนฟีนิกซ์แต่ละเส้นมีเพลิงเทพไหลเวียน เพียงแค่สะบัดเบาๆ ก็ทิ้งรอยไหม้ไว้ในอากาศ
ผู้บำเพ็ญสามคนแรกที่พุ่งเข้ามายังไม่ทันถึงตัว พลังคุ้มกายก็ถูกเพลิงเทพเผาทะลุจนสิ้น
พวกเขามองดูอาวุธวิญญาณของตนหลอมละลายท่ามกลางความร้อนสูง และกลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยไม่ทันแม้แต่จะโหยหวน
“เพลิงแท้เทพฟีนิกซ์งั้นรึ?!” ใบหน้าของเสิ่นลี่เปลี่ยนสีไปทันที