- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 345 - เงียบงันดั่งเมืองร้าง
345 - เงียบงันดั่งเมืองร้าง
345 - เงียบงันดั่งเมืองร้าง
345 - เงียบงันดั่งเมืองร้าง
การจะเข้าใจสถานการณ์ของซีโจวให้ถ่องแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในสายตาของหลี่ซู เมืองนี้ให้ความรู้สึกประหลาดประหลั่น เหมือนมีผ้าดำบางๆ คลุมอยู่เหนือทั้งเมือง จากระยะไกลแลดูเหมือนมีมนตร์ขลัง แต่เมื่อเข้าไปใกล้จึงรู้ว่า ผืนผืนนั้นไม่ใช่เพื่อความงาม แต่เพื่อปกปิดกลิ่นเน่าเหม็นต่างหาก
หลี่ซูคิดจะเปิดผืนผ้านั้นออก แต่ก็หวั่นว่าตนเองจะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว ยิ่งกลัวว่าหากเปิดออกแล้ว จะมีปีศาจผีร้ายมากมายทะลักออกมา ก่อให้เกิดห่วงโซ่ปัญหาที่ยากจะควบคุม
เมื่อวานแม้จะเรียกได้ว่าคุยกันอย่างราบรื่นกับเฉาอวี๋ ทว่าความ “ราบรื่น” ระหว่างทั้งสองนั้น แท้จริงแล้วกลับไม่อาจเรียกได้ว่ามีเนื้อหาสาระอันใด โดยรวมแล้ว ระหว่างหลี่ซูกับเฉาอวี๋นั้นก็เหมือนให้เกียรติกันตามมารยาท ส่วนความจริงใจในคำว่า “ให้เกียรติ” นั้น มีมากน้อยเพียงใด ก็มีแต่แต่ละคนเท่านั้นที่รู้ในใจ
หลังกล่าวลาและออกจากจวนเจ้าเมือง หลี่ซูก็อดทนรออยู่ในค่ายนอกเมืองอีกสองวัน เขากำลังรอให้เฉาอวี๋จัดการมอบหมายหน้าที่
สองวันผ่านไป ไม่มีข่าวใดๆ จากจวนเจ้าเมือง ในฐานะที่เป็นเปี้ยนเจี่ยการคนใหม่ของซีโจว เฉาอวี๋กลับไม่ได้มอบหมายตำแหน่งหรือหน้าที่ใดให้เขา ถึงตอนนี้หลี่ซูก็สามารถแน่ใจได้แล้วว่า ความให้เกียรติของเฉาอวี๋ที่แสดงออกมานั้น เป็นเพียงความเสแสร้งแกล้งทำ
ก็แค่เด็กหนุ่มปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ใครจะให้ความสำคัญนักเล่า? ต่อให้มีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหนในฉางอัน ที่นี่คือซีโจว มิใช่ฉางอัน! หลี่ซูก็ไม่ใช่เครื่องดื่มอิ่วเล่อเหมย ที่เฉาอวี๋จะยกขึ้นมาถือประคองในมือแล้วเสียบหลอดดูดเล่น...
สัญญาณมันชัดเจนอยู่แล้ว เฉาอวี๋ไม่มีความคิดจะมอบอำนาจให้เขาเลย
ซีโจวนี้ เป็นซีโจวของเจ้าเมืองเฉาอวี๋
…
หลี่ซูหาได้ร้อนใจไม่ ที่จริงจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุใดหลี่ซื่อหมินจึงส่งเขามารับตำแหน่งที่ซีโจว ในเมื่อยังคิดไม่ออก อีกทั้งเพิ่งมาถึงใหม่ๆ จะปล่อยตัวตามสบายบ้างก็คงไม่ผิดอะไร
ดังนั้นหลี่ซูก็เริ่มเกียจคร้านอีกครั้ง วันๆ เอาแต่นอนเอกเขนกอยู่ในค่าย ปากก็คอยปะทะฝีปากกับหวังจวงและเจิ้งเสี่ยวโหลว บ้างก็ไปสอบถามประสบการณ์วางทัพเดินพลจากเจียงเฉวียน หรือไม่ก็ไปถกเถียงกับพ่อค้าชาวกุยจือน่าเอียนเกี่ยวกับเคล็ดลับการค้าขาย คิดไปคิดมา ชีวิตก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
ยามอยู่ลำพังในกระโจมนายทัพ หลี่ซูก็มักหยิบแผนที่หนังแกะออกมากางดู มองตำแหน่งของซีโจวที่ปรากฏบนแผนที่ พร้อมเหล่าประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นสีแดงทีละแห่ง ใบหน้าของเขาก็เริ่มเผยแววครุ่นคิดลึก
ส่วนสวีหมิงจูก็มีชีวิตที่คึกคักไม่แพ้กัน หลี่ซูไม่เข้าใจเลยว่านางหากิจทำได้อย่างไรทุกวัน ทั้งซักผ้า ทำอาหาร ดูแลกระโจม ถึงแม้จะเป็นเพียงกระโจมที่ตั้งขึ้นลวกๆ นอกเมือง แต่นางกลับจัดกระโจมนายทัพให้ประณีตกว่าบ้านพักเสียอีก
วันนี้ ขณะที่หลี่ซูกำลังเหม่อมองแผนที่ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายวงกลมและกากบาท สวีหมิงจูก็เปิดผ้ากระโจมเดินเข้ามา
“ท่านพี่ เสื้อผ้าของท่าน ข้าซักหมดแล้ว หากคืนนี้ท่านอยากอาบน้ำ ข้าจะไปต้มน้ำให้เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”
หลี่ซูได้สติกลับมา หัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้น ข้าเพิ่งพูดกับน่าเอียนไปเมื่อวานนี้ บอกให้เขาหาหญิงต่างชาติที่สะอาด ไม่มีกลิ่นตัวมาปรนนิบัติเจ้าและข้าสักสองสามคน เดาว่าอีกไม่กี่วันก็คงได้ข่าวแล้ว ต่อไปเจ้าอย่าทำเองอีกแล้ว อยู่สบายๆ เถอะ”
สวีหมิงจูยิ้มอย่างนุ่มนวล เผยฟันขาวสี่ซี่ พอเหมาะพอดี งามละไม
“อย่างไรข้าก็ว่างอยู่แล้ว บ่าวไพร่พวกนั้นทำอะไรไม่ละเอียดนัก เรื่องใกล้ตัวท่านพี่ ข้าทำเองย่อมดีกว่า”
หลี่ซูถอนหายใจ เรื่องนี้เขาเคยเกลี้ยกล่อมนางหลายครั้งแล้ว แต่นางไม่เคยยอมฟัง ท้ายที่สุดเขาก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
อยู่เงียบๆ ไปครู่หนึ่ง สวีหมิงจูก็เผยสีหน้าอยากรู้อย่างกะทันหัน “ท่านพี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามท่านมานานแล้ว…”
“เจ้าถามเถอะ” หลี่ซูตอบอย่างใจดี
“พวกคนในต้าถังพากันสวมกางเกงแบบหูตู้ปี้ขวิน แต่กางเกงของท่านพี่นี่...มันหลวมกว่าหูตู้ปี้ขวินมาก ท่านพี่เป็นคนคิดค้นมันหรือเจ้าคะ?”
ช่างเป็นคำถามที่น่ารักเสียจริง หลี่ซูยิ้มกว้างยิ่งขึ้น “ใช่ มันหลวมกว่าหูตู้ปี้ขวิน ใส่แล้วสบายกว่า ระบายลมได้ดี ความสุขนี้หาใดเปรียบ!”
“วันนี้ตอนข้าซักกางเกงให้ท่านพี่ พบว่าด้านในเปื้อนอะไรเหนียวๆ ลื่นๆ เต็มไปหมด มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?” สวีหมิงจูกะพริบตา สีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“แค่กๆๆ…” หลี่ซูจู่ๆ ก็ไอขึ้นมา ไอจนสะเทือนปอด ใบหน้าหล่อแดงก่ำ
สองนิ้วเรียวบางหยิบปลายแขนเสื้อของเขาไว้เบาๆ สวีหมิงจูจ้องเขาด้วยแววตาอยากรู้อย่างแรงกล้า “ท่านพี่ มันคืออะไรหรือ? ไม่กี่วันก่อนข้าก็ซักกางเกงให้ท่านพี่ ไม่เคยเห็นมีของเหนียวๆ ลื่นๆ แบบนี้เลยนี่นา…”
อยากแทรกแผ่นดินหนีเสียจริง…
“แค่กๆ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า เสื้อผ้าใกล้ตัวให้ข้าซักเองก็พอ เจ้า…” หลี่ซูกระทืบเท้าอย่างคับแค้น “เจ้าขยันเกินไปแล้ว! แบบนี้ไม่ดีเลย!”
“อ้อ…” สวีหมิงจูเม้มปากเล็กน้อย แล้วพึมพำตอบรับอย่างน้อยใจ แต่จากนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ถามต่ออย่างไม่ลดละ “ท่านพี่ยังไม่บอกข้าเลย ว่าสิ่งนั้น…มันคืออะไรแน่?”
สาวน้อยผู้นี้ นอกจากจะขยันแล้ว ยังมีใจใฝ่รู้ยิ่งนัก ความอยากรู้อยากเห็นถึงกับน่ากลัวเลยทีเดียว
แต่หลี่ซูจะอธิบายให้นางฟังได้อย่างไรเล่าว่า สิ่งเหนียวๆ ลื่นๆ บนกางเกงนั้นคืออะไร?
“โอ๊ย ข้าหิวแล้ว!”
นี่คือคำตอบของหลี่ซู
สวีหมิงจูตกใจ รีบหันไปมองท้องฟ้านอกกระโจม แล้วกล่าวลนลาน “ข้าจะรีบไปทำกับข้าวให้ท่านพี่เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ…”
ว่าจบก็วิ่งแจ้นออกจากกระโจม ส่วนคำถามเกี่ยวกับของเหนียวๆ ลื่นๆ นั้นก็ถูกนางโยนทิ้งไปจนหมดสิ้น
ในกระโจม หลี่ซูถอนหายใจอย่างเงียบงัน
เขาอายุสิบเจ็ดแล้ว อายุสิบเจ็ดคือช่วงวัยที่ร่างกายชายหนุ่มกำลังพุ่งทะยาน แข็งแรงเปี่ยมด้วยพลัง ช่วงเวลากลางดึกฝันเปียก มีคราบเหนียวลื่นติดบนกางเกงเล็กน้อย...ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรใช่หรือไม่?
ลูกชายของบรรดาผู้ดีตระกูลใหญ่บางคน เล่นผู้หญิงจนร่างกายทรุดโทรม ขาอ่อน ตาโหล แต่หลี่ซู คนที่เป็นถึงคุณชายและเปี้ยนเจี่ยการตำแหน่งระดับสี่ กลับยังมี “ของเหลือ” อยู่ได้อีก แบบนี้มันช่างทำให้หน้าตาบรรดาขุนนางในต้าถังต้องมัวหมองเสียจริงๆ!
เมืองซีโจวภายในยังคงเงียบสงัดดุจความตาย
ดูเหมือนว่าในแต่ละเมืองมักจะมีตลาดตะวันออกและตะวันตก เมืองซีโจวก็ไม่เว้นเช่นกัน เพียงแต่ตลาดตะวันออกและตะวันตกของเมืองซีโจวนั้นเงียบเหงาอย่างยิ่ง แทบไม่มีผู้คนมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า หรือชาวบ้านต่างก็ทำหน้าหมองคล้ำ กล่าวเชื้อเชิญค้าขายอย่างไร้เรี่ยวแรง
พวกคาราวานที่ผ่านเมืองซีโจวยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อเข้ามาเติมเสบียงและน้ำเรียบร้อยแล้วก็มิได้หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ รีบออกเดินทางต่อทันที กลางคืนยังยอมกางกระโจมนอนอยู่ด้านนอกเมือง ดีกว่านอนในโรงเตี๊ยมของเมืองเสียอีก
ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศก็ยิ่งร้อนระอุ ฤดูร้อนในทะเลทรายยิ่งโหดร้ายยิ่งนัก หลี่ซูใส่เสื้อผ้าแพรเบา เดินกลางแดดเปรี้ยงบนถนนใหญ่ของเมืองซีโจว เพียงไม่นานเหงื่อก็ไหลโชกทั่วร่างประหนึ่งพึ่งตักขึ้นมาจากน้ำ
เมื่อเทียบกันแล้ว น่าเอียนซึ่งเดินอยู่ข้างๆ กลับดูผ่อนคลายกว่ามาก บางทีอาจชินกับสภาพอากาศในทะเลทรายมานาน สีหน้าของน่าเอียนขณะนี้ดูสบายๆ บนใบหน้าไม่ขาวนักไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว เดินอยู่ข้างหลี่ซูพลางเอามือไพล่หลัง ยิ้มระรื่นดั่งเดินเล่นในสวน
“ท่านน่า…” หลี่ซูหอบหายใจหนักพลางเอ่ยขึ้น
น่าเอียนหน้าดำลง ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ท่านหลี่ ผู้ต่ำต้อยขอกล่าวอีกครั้ง ข้าหาใช่แซ่น่าไม่ ท่านเรียกชื่อเต็มของข้าเถิด เพียงขออย่าได้เรียกข้าว่า ‘ท่านน่า’ อีกเลย…”
“ได้เลยท่านน่า ท่านน่า ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านหน่อย”
น่าเอียนถอนหายใจอย่างพ่ายแพ้ กล่าวด้วยเสียงอ่อนล้าว่า “ท่านหลี่มีอะไรก็สั่งมาเถิด ผู้ต่ำต้อยจะพยายามเต็มที่”
“ท่านน่าผ่านโลกมามาก รู้จักทางกว้างไกล ข้านั้นคิดจะสร้างบ้านสักหลังในเมือง บ้านนั้นต้องใหญ่ ต้องกว้างขวาง ต้องมีโขดหินจำลอง มีสวน มีลานหน้าหลัง และต้องมีสระน้ำ…เพียงแต่เมืองซีโจวตั้งอยู่กลางทะเลทราย วัสดุก่อสร้างอย่างอิฐหินเกรงว่าจะหาได้ยากในคราวเดียว จึงอยากขอให้ท่านน่าช่วยจัดการให้ด้วย”
น่าเอียนเบิกตากว้าง กล่าวด้วยความตกใจว่า “ก่อนจะสร้างเมืองซีโจว ที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวอันมีชื่อกลางทะเลทราย แม่ทัพปันเชาที่ราชวงศ์ฮั่นส่งมาก็เพราะพื้นที่สีเขียวนี้ถึงได้สร้างเมืองขึ้น ที่ในเมืองมีบ่อน้ำเพียงสามแห่ง เจ้ากลับจะมีสระน้ำในบ้านอีกด้วย แบบนี้มัน…”
“สระน้ำนั้นไม่ต้องก็ได้ อย่างอื่นเอาทั้งหมด” หลี่ซูกล่าวอย่างไม่ลังเล เขาเป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว
น่าเอียนพยักหน้า “การขนส่งอิฐหินแม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่หากมีเงินมากพอ ก็หาได้ไม่ยาก ส่วนช่างก่อสร้าง ในเมืองก็มีอยู่ไม่น้อย จ้างมาสักสิบกว่าคน แล้วหาคนงานอีกสักร้อยกว่าคน เรื่องนี้ก็จัดการได้แล้ว”
พอพูดถึงเรื่องเงิน หัวใจของหลี่ซูก็เจ็บจี๊ด เพราะในคำพูดของน่าเอียนมีคำว่า "เงิน" อยู่ถึงสองครั้ง ประกอบกับนิสัยเดิมที่น่าเอียนมักใจป้ำไม่คิดมาก หลี่ซูจึงจ้องเขาอย่างร้อนแรง หวังว่าจะได้ยินประโยคว่า “เงินข้าออกให้ บ้านข้าจะช่วยสร้างให้” หากได้ยินประโยคนั้นจริง หลี่ซูคงไม่พูดพร่ำ รีบลากเขาไปสาบานเป็นพี่น้องร่วมชีวิตทันที
แต่หลี่ซูรอแล้วรอเล่า สุดท้ายน่าเอียนก็ไม่กล่าวประโยคนั้นออกมา ถึงอย่างไรการสร้างบ้านที่มีทั้งโขดหินจำลอง สวน ลานหน้าหลังนั้นใช่เรื่องเล็กๆ ไหนเลยจะกล้าพูดลอยๆ ได้ เพราะมันแพงยิ่งกว่าพวกอัญมณีที่เขาเคยให้หลี่ซูอีก ประโยคนั้นพูดออกมาไม่ได้เด็ดขาด เสียหายยิ่งนัก
…………..