- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 334 - การจู่โจมยามค่ำคืน
334 - การจู่โจมยามค่ำคืน
334 - การจู่โจมยามค่ำคืน
334 - การจู่โจมยามค่ำคืน
การเผชิญหน้าซึ่งไม่มีการประกาศสงคราม ได้เปิดฉากขึ้นอย่างฉับพลัน ณ ขอบเขตแห่งทะเลทรายยามราตรีอันมืดมิด เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนตั้งตัวไม่ทัน
เสียงตะโกนของผู้คน เสียงม้าร้อง เสียงกรีดร้อง และเสียงคร่ำครวญก่อนตาย ล้วนหลอมรวมเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความหวาดกลัวในยามที่ไม่อาจแลเห็นแม้แต่นิ้ว
ลูกเกาทัณฑ์ได้ถูกปล่อยไปแล้วสามระลอก ไม่อาจทราบได้ว่าศัตรูเสียหายมากเพียงใด เจียงเฉวียนเป็นแม่ทัพที่ดีเยี่ยม ในสภาพแวดล้อมมืดมิดและสถานการณ์ศัตรูไม่ชัดเจนเช่นนี้ เขาไม่ได้สั่งให้โจมตีสวนทาง แต่กลับสั่งให้ทุกคนดับคบไฟและกองไฟทั้งหมด กระชับวงป้องกัน ใช้การตั้งรับแทนการรุก รอดูสถานการณ์ต่อไป
ดูเหมือนศัตรูที่มาจากทางตะวันตกก็คาดไม่ถึงว่าทหารต้าถังจะระวังตัวแน่นหนาถึงเพียงนี้ หลังจากได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากสามระลอกลูกเกาทัณฑ์ เสียงตะโกนของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามดังขึ้นไม่กี่ประโยค แล้วก็มีคำสั่งให้หยุดการโจมตีชั่วคราว รวบรวมกำลังพลและล่าถอย
ในหมู่พ่อค้าชาวเผ่าหู น่าเอียนซึ่งอยู่ห่างออกไป ได้ยินคำพูดของหัวหน้าฝ่ายศัตรูจากระยะไกล สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
หลี่ซูอยู่ใกล้เขาที่สุด แม้ในความมืดจะมองเห็นไม่ชัด แต่ก็พอมองออกถึงสีหน้าเขา
“เขาพูดภาษาของที่ไหน?” หลี่ซูเอ่ยถามเบาๆ
น่าเอียนมองเขาลึกๆ สายตามีแววชื่นชม
ไม่ได้ถามความหมายของถ้อยคำ แต่ถามว่าพูดภาษาอะไร นี่ต่างหากที่สำคัญกว่าความหมายของคำพูด
น่าเอียนเองก็ค่อยๆ เข้าใจแล้วว่า เหตุใดเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีคนนี้จึงได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางจากเทียนข่าน แล้วยังได้พระกรุณาโปรดปรานยิ่งนัก ใช่แล้ว หากไม่มีความสามารถแท้จริง เทียนข่านจะเห็นค่าเขาได้อย่างไร?
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ หลี่ซูยังมีสติแจ่มชัด นี่ก็คือความสามารถอย่างหนึ่งเช่นกัน
น่าเอียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดเสียงต่ำกล่าวว่า “เป็นภาษาของพวกตูกวือ สำเนียงของชนเผ่าทางตอนเหนือของเมืองถิงโจว ใกล้กับพรมแดนต้าถัง สำเนียงค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง…”
หลี่ซูเบิกตากว้าง “เจ้ามั่นใจว่าเป็นภาษาตูกวือ?”
“มั่นใจ ข้าเดินทางบนเส้นทางสายไหมมานาน ปีละหลายรอบ สำเนียงท้องถิ่นแถบนี้ข้าพอแยกออกอยู่บ้าง”
คิ้วของหลี่ซูขมวดแน่นยิ่งขึ้น เอ่ยพึมพำ “ที่นี่เพิ่งเลยอวี้เหมินมาไม่เท่าไร ไฉนพวกตูกวือถึงปรากฏตัวในที่นี้ได้?”
น่าเอียนหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “แม้ว่าทางราชการต้าถังจะถือว่าเขตแดนทางตะวันตกยาวไกลไปถึงซีโจว แต่ในทะเลทรายอันเวิ้งว้างไร้ผู้คนนี้ ไหนเลยจะมีพรมแดนจริงจังเล่า? พวกตูกวือมาไปดั่งสายลม นอกอวี้เหมิน จะปรากฏตัวที่ไหนก็ไม่แปลกทั้งนั้น”
ทั้งสองสนทนาเสียงเบาอยู่ที่มุมหนึ่ง ไม่ห่างกันนัก ทหารต้าถังกับพวกตูกวือยังคงตกอยู่ในภาวะเผชิญหน้า
ด้วยความมืดยามค่ำคืน ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่อาจมองเห็นศัตรู ฝ่ายตูกวือซึ่งเพิ่งได้รับความเสียหายเล็กน้อยจึงไม่กล้าบุกตะลุยอีกครั้ง ทว่าก็ไม่ยอมล่าถอยเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายห่างกันไม่กี่สิบก้าว ยืนประจันหน้าอย่างเงียบงัน
สวีหมิงจูซึ่งตอนแรกสั่นเทาด้วยความกลัว แต่พอถูกหลี่ซูกอดไว้ นางก็ค่อยๆ สงบลง และเมื่อเห็นทหารต้าถังสามารถผลักดันการโจมตีระลอกแรกของศัตรูกลับไปได้ และสถานการณ์เข้าสู่ภาวะชะงักงัน สวีหมิงจูก็ไม่กลัวอีกต่อไป ไม่เพียงไม่กลัว ในสมองยังเริ่มมีความคิดอื่นๆ ผุดขึ้นมา เช่น… ขณะนี้ถูกกอดไว้ในอ้อมอกของท่านพี่ ครั้งแรกในชีวิตที่ถูกชายโอบกอด เป็นครั้งแรกที่ท่านพี่ใกล้ชิดกับนางเช่นนี้ และก็เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าหน้าอกของบุรุษอบอุ่นเพียงใด… ปลอดภัยนัก…
คิดไปคิดมาหน้าของสวีหมิงจูก็ค่อยๆ แดงขึ้น ศีรษะซุกแน่นในอกของเขา ไม่ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นเช่นไร ก็ไม่มีทางยอมโผล่ออกมา
เมื่อเทียบกับความคิดฟุ้งซ่านในหัวของสวีหมิงจู ขณะนี้หลี่ซูกลับมีสติแจ่มชัดยิ่งนัก
คิ้วยังคงขมวดแน่นตลอดเวลา ในความมืดมิด เขาได้ยินเสียงกีบม้าของศัตรูอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบก้าว ยังมีเสียงม้าพ่นลมหายใจด้วยความรำคาญเป็นบางครั้ง ทว่าจำนวนศัตรู ตำแหน่ง รูปขบวนการรบของพวกมันกลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
ศัตรูบุกโจมตีอย่างฉับพลันในคืนนี้ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร? เพื่อทรัพย์สมบัติ? เพื่อสังหาร? หรือเป็นการจงใจเล่นงานเขาซึ่งเป็นรองผู้ปกครองเมืองซีโจวคนใหม่?
การเผชิญหน้าเช่นนี้ใช่ว่าจะยืดเยื้อได้ มันเป็นเพียงภาวะสมดุลชั่วครู่ ที่เปราะบางยิ่งนัก บนสมรภูมิ สมดุลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้มักจะแตกสลายลงได้ง่ายดาย บางครั้งก็ด้วยเสียงไอ เสียงสายเกาทัณฑ์ หรือแม้แต่กระแสลมบางเบา…
หางคิ้วของหลี่ซูกระตุกไม่หยุด หากว่าการบุกครั้งแรกของศัตรูคือการลองเชิง ครั้งที่สองย่อมรุนแรงกว่ามาก เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าโอกาสบนสมรภูมินั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินต้าน ใครก็คงไม่ยอมยืดเยื้อแบบนี้อีกแล้ว
กัดฟันแน่น หลี่ซูคลายกอดสวีหมิงจู สั่งให้หวังจวงคอยคุ้มครองนาง จากนั้นก็งอตัวต่ำเดินออกจากแนวป้องกันซึ่งล้อมไว้ด้วยอูฐและสัมภาระ มุ่งหน้าไปยังหน้าแนวรบตรงหน้าม้าของเจียงเฉวียน
“แม่ทัพเจียง การยืนหยัดเช่นนี้ไม่ใช่ทางออก…”
เจียงเฉวียนจ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางถอนหายใจ “การยืนหยัดไม่ใช่ทางออกจริงๆ หากปล่อยให้ยืดเยื้อไป จะเสียทั้งสองฝ่าย ข้าคาดว่าศัตรูจะเปิดฉากการบุกระลอกที่สองในไม่ช้า เปี้ยนเจี่ย รีบกลับไปเถอะ ข้าจะสละชีวิตเพื่อปกป้องท่านให้ถึงที่สุด”
หลี่ซูไม่ได้ขยับ เขาออกจากแนวป้องกันไม่ใช่เพื่อพูดวาจาไร้สาระแบบนี้
“แม่ทัพเจียง พวกเราต้องแย่งชิงความเป็นฝ่ายรุก มิฉะนั้นหากแม่ทัพฝ่ายศัตรูใช้แผนแบ่งแยกกำลัง รั้งกำลังหลักของเราด้วยการรบประจัญหน้า แล้วส่งกำลังอ้อมมาด้านข้างเพื่อโจมตีคาราวาน ถึงตอนนั้นเราจะลำบากมาก”
ในใจของเจียงเฉวียนพลันหนักอึ้ง หากศัตรูวางแผนเช่นนี้จริง ก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ สภาพมืดมิดนั้นเป็นธรรมชาติสำหรับทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าใครก็ลำบากในการเคลื่อนไหว ทว่าศัตรูกลับมีข้อได้เปรียบหนึ่ง พวกมันไม่ต้องสนใจว่าจะฟันใคร ขอแค่ฟันลงไปถือว่าได้เปรียบ แต่เจียงเฉวียนกับทหารม้าภายใต้บัญชาของเขาไม่อาจทำเช่นนั้น พวกเขาต้องปกป้องหลี่ซูและคาราวานชาวเผ่าหู เมื่อมีสิ่งที่ต้องปกป้อง ก็ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และนั่นคือข้อห้ามใหญ่ในสนามรบ
“จะรุกได้อย่างไร? ในยามมืดเช่นนี้ ได้แต่ตั้งขบวนป้องกัน หากบุกออกไปโดยไม่รู้อะไรเลย อาจตกเป็นเหยื่อเสียเอง…” เจียงเฉวียนส่ายหัวอย่างขมขื่น ทันใดนั้นสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง กำหมัดแน่น กล่าวด้วยเสียงกร้าว “น่าแค้นที่ศัตรูต่ำช้า ฉวยโอกาสบุกในยามค่ำคืน หากเป็นกลางวันแสกๆ ที่เห็นทุกอย่างชัดเจน ต่อให้พวกมันมากเป็นหมื่น ข้าก็จะให้มันได้ลิ้มรสความแกร่งกล้าของกองทัพม้าต้าถัง!”
หลี่ซูทอดสายตามองไปยังระยะไกล แว่วได้ยินเสียงหอบหายใจของม้า เสียงกีบม้าเกาดินด้วยความร้อนรนในบางครั้ง ทว่าไม่ว่าจะเพ่งมองอย่างไร เบื้องหน้าก็ยังคงเป็นความมืดมิด ไม่อาจเห็นผู้คนหรือม้าแม้แต่ตัวเดียว
คิดอยู่ครู่ใหญ่ หลี่ซูพลันกะพริบตา “แม่ทัพเจียง ท่านรู้จัก ‘กระสุนส่องสว่าง’ หรือไม่?”
เจียงเฉวียนงุนงง “กระสุนส่องสว่างคืออะไร?”
“ฟังข้าก่อน ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่กล้าจุดไฟ เพราะเมื่อใดที่จุดไฟก็จะถูกเปิดเผย และเมื่อใดที่ถูกเปิดเผย ก็ย่อมโดนโจมตี แต่หากเป็นฝ่ายศัตรูที่มีแสงสว่างปรากฏก่อนล่ะ?”
“เปี้ยนเจี่ย หมายความว่า…”
“ข้าเงี่ยหูฟังดูแล้ว เสียงการเคลื่อนไหวของศัตรูอยู่ห่างจากเราราวห้าสิบก้าว หากเราจุดไฟคบเพลิงแล้วเหวี่ยงมันไปยังแนวรบของศัตรู ไฟนั้นจะตกลงตรงหน้ากองทัพพวกมัน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีแสงสว่าง แต่ก็เพียงพอแล้ว…”
เจียงเฉวียนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นแววตาก็เปล่งประกายด้วยความยินดี เขามิใช่คนโง่ ดังนั้นเมื่อหลี่ซูบอกเพียงเล็กน้อย เขาก็เข้าใจทันที โอกาสบนสมรภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่เพียงเสี้ยวแสงเดียว สำหรับแม่ทัพผู้ช่ำชองก็เพียงพอแล้ว
“ดี! วิธีใช้ได้!” เจียงเฉวียนไม่สนใจจะกล่าวขอบคุณหลี่ซู รีบกดเสียงสั่งการทันที “ผู้ใดอยู่ตรงนั้น จงรวบรวมคบเพลิงและกิ่งสนในค่ายเร็ว! กองหน้าเข้าแถวรบ! เกาทัณฑ์เตรียมพร้อม! แบ่งกำลังห้าร้อยนาย เคลื่อนกำลังไปซ้ายขวาสองปีก จัดระเบียบเตรียมบุก!”
หลี่ซูหันกลับไปดึงตัวหวังจวงออกมาจากวงล้อม ปรบไหล่เขาแล้วยิ้มกล่าวกับเจียงเฉวียนว่า “เจ้านี่เคยเป็นมือดาบประจำหน่วยม่อเตา แม้ไม่มีอะไรอย่างอื่น แต่แรงโง่ๆ ของเขานั้นเหลือเฟือ คบเพลิงให้เขาเป็นคนขว้างเถิด”
หวังจวงยิ้มอย่างเขินอายและจงใจ กระแอบเกร็งกล้ามอกเบาๆ อย่างแสร้งว่าไม่ตั้งใจอวด
เจียงเฉวียนเหลือบตามองเขาอย่างดูแคลน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
เสียงตั้งลูกเกาทัณฑ์และง้างสายดังแว่วชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของยามราตรี ลูกเกาทัณฑ์สองแถวยกชี้ไปยังแนวรบของศัตรูทางเบื้องหน้า ในความเงียบงันเต็มไปด้วยกลิ่นอายจิตสังหาร
คบเพลิงที่ชุบด้วยน้ำมันถูกรินจุดในแถวหลังของทหารต้าถัง ฝ่ายศัตรูเมื่อเห็นก็ชะงักไปชั่วครู่ ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยา ก็ได้ยินเสียงตะโกนก้อง คบเพลิงถูกขว้างออกไป พุ่งเป็นแนวโค้งในอากาศ มุ่งหน้าไปยังแถวรบของพวกตูกวือ
จากสูงลงต่ำ จากไกลเข้ามาใกล้ คบเพลิงนั้นหมุนคว้างในความมืดของฟากฟ้า ตกลงกลางใจแนวรบของศัตรูพอดี ในชั่วพริบตานั้น รูปขบวน จำนวนคน อาวุธยุทโธปกรณ์ แม้กระทั่งสีหน้าตกตะลึงของพวกศัตรู ก็ถูกแสงไฟเผยออกให้เห็นถนัดตา
เพียงชั่วพริบตาเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว
เหล่าทหารต้าถังที่ง้างสายเกาทัณฑ์พร้อมอยู่แล้ว เห็นศัตรูชัดเจนในลมหายใจนั้น เจียงเฉวียนตะโกนลั่น “ปล่อยศร!”
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ระลอกหนึ่ง… ระลอกสอง… ระลอกสาม…
เสียงกรีดร้องของศัตรูดังระงม เสียงร่างตกจากหลังม้า ระงมดังจนแนวรบปั่นป่วนอลหม่าน
หวังจวงขว้างคบเพลิงอีกหนึ่งดวงได้ตรงจังหวะพอดี
ความวุ่นวายในค่ายศัตรูก็ยิ่งชัดเจนในสายตาทหารต้าถัง
อีกสามระลอกลูกเกาทัณฑ์พุ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง
เจียงเฉวียนกัดฟันหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าพวกสวะ สองสามร้อยคนแค่นั้น กล้าอาจเอื้อมมาท้าทายกองทัพต้าถังของข้า เกือบจะตกหลุมพลางเจ้าแล้ว! ปีกซ้ายขวา บุก!”
โครม!
คำสั่งเปรียบเหมือนภูผาถล่ม กองทหารม้าที่แบ่งกำลังไว้ซ้ายขวากระโจนออกจากแนวขบวน ยกกระบี่โถมเข้าใส่แนวรบศัตรู
………………