- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 330 - เป็นคนดี
330 - เป็นคนดี
330 - เป็นคนดี
330 - เป็นคนดี
หลี่ซูไม่รู้จะหัวเราะหรือถอนใจดี นางคนนี้…ใจกล้าจริงๆ คิดว่าพอแต่งกายเป็นบุรุษแล้วคนอื่นจะไม่สงสัยหรือ? ทั้งผิวพรรณ ทั้งหน้าอกที่นูน ทั้งน้ำเสียงพูดแค่กวาดตามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีจุดบกพร่องตั้งกว่าห้าจุด
พวกพ่อค้าชาวต่างชาติเหล่านี้ไม่กล้ารังแกนาง คงเพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนดีไม่กล้ามีใจโลภต่อชาวถัง กลัวว่าถ้าทำอะไรเกินเลยไปจะนำภัยมาสู่ตนเอง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเห็นแก่เงินของนางนั่นเอง
โดยรวมแล้ว วาสนาของสวีหมิงจูนั้นดีเกินไปจริงๆ บรรพชนของตระกูลสวีราวกับได้เปลี่ยนคุณธรรมที่สวีจิ้งจงควรมีในชาตินี้ ให้กลายเป็นโชควาสนาแล้วส่งต่อมาให้นางแทน ดังนั้นสวีหมิงจูจึงโชคดีถึงเพียงนี้ ส่วนลูกหลานอกตัญญูอย่างสวีจิ้งจงกลับไร้คุณธรรมอย่างน่าอดสู...
"เจ้า..." หลี่ซูขยับปากราวกับอยากจะพูดอะไร ทว่าก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดีกับฮูหยินผู้นี้ของตน ถ้อยคำมากมายจึงรวมเป็นคำพูดเพียงประโยคเดียว "ต่อไปหากกล้าหนีออกมาอีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หักเลย!"
"เจ้าค่ะ..." สวีหมิงจูก้มศีรษะลงอย่างรู้สึกผิด ตอบรับเสียงเบา ทว่าใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มบางเบา เพราะนางรู้ดีว่า คำพูดดุดันของท่านพี่เช่นนี้ก็เป็นเพียงคำตำหนิเพื่อให้ผ่านไปเท่านั้น เรื่องนี้เขาย่อมไม่ถือโทษเอากับนางอีกแล้ว
พ่อค้ากุยจือน่าเอียนยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง เมื่อเห็นว่าภายในกองคาราวานของตนเองกลับมีสตรีโผล่ออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมยังเป็นถึงฮูหยินของหลี่เปี้ยนเจี่ยผู้หนุ่มแน่นอย่างเหลือเชื่อ ก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตกทั่วแผ่นหลัง
ภายในใจเขาคิดพลันอย่างรวดเร็ว รีบย้อนทบทวนความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับการพบเจอกับฮูหยินของท่านเปี้ยนเจี่ยผู้นี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ทบทวนทุกอย่างอย่างละเอียด จนแน่ใจว่าตนและสหายพ่อค้าไม่ได้ล่วงเกินนางแม้แต่น้อย จึงได้แต่เช็ดเหงื่อแล้วถอนใจด้วยความโล่งอก
ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกโชคดีและหวาดหวั่นไม่ได้ โชคดีที่พวกตนไม่คิดทำอะไรไม่ดีต่อฮูหยินของท่านเปี้ยนเจี่ย แท้จริงแล้วตั้งแต่ออกจากเมืองฉางอัน บรรดาพ่อค้าก็พอจะมองออกว่าสวีหมิงจูเป็นสตรี ทว่าเพราะรับเงินจากนางมาแล้ว อีกทั้งในเขตแคว้นต้าถัง พ่อค้าชาวต่างชาติก็มักจะเคารพกฎหมายของต้าถังด้วย ความน่าเกรงขามของแผ่นดินเทียนเฉาอันยิ่งใหญ่ทำให้พวกเขาไม่กล้าทำเรื่องฝ่าฝืนกฎหมายแม้แต่น้อย
หลังจากที่สามีภรรยาได้กลับมาพบกันและรู้จักกันอีกครั้ง น่าเอียนก็ฝืนยิ้มด้วยท่าทีดีใจ รีบเอ่ยคำแสดงความยินดี จากนั้นรีบฉวยโอกาสกล่าวขอความกรุณาอย่างแนบเนียนต่อหลี่ซูโดยหวังว่าจะได้รับความเมตตา
ความหมายโดยสรุปก็คือ พวกตนดูแลฮูหยินท่านเป็นอย่างดีมาตลอดทาง แม้แต่เส้นขนเส้นหนึ่งก็ไม่ขาด (เส้นที่ปลิวเพราะลมไม่เกี่ยว) ในเมื่อระหว่างต้าถังกับกุยจือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร เช่นนั้นพวกตนขอร่วมทางกับท่านเปี้ยนเจี่ยต่อไปได้หรือไม่
เมื่อกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ซูก็ปฏิเสธไม่ได้ จึงได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างฝืนใจ
หลังจากพักครึ่งวัน ขบวนเดินทางก็ออกเดินทางต่อ และในครั้งนี้ก็เพิ่มคาราวานพ่อค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอูฐกว่าร้อยตัว ทำให้ขบวนเดินทางยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก
ท่ามกลางสายตาอิจฉามากมาย สวีหมิงจูก็ได้รับการพยุงขึ้นรถม้าโดยหลี่ซู สามีภรรยาทั้งสองอยู่ในรถม้าอย่างผู้มีอำนาจ เดินทางต่ออย่างสบายที่สุด
สวีหมิงจูซูบซีดจนดูไม่ได้ ริมฝีปากแดงสดที่เคยมีบัดนี้แห้งแตกระแหง หลี่ซูจึงควานหากระบอกน้ำหนังจากลิ้นชักในรถม้า แล้วยื่นส่งให้นาง
สวีหมิงจูลังเลครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า ดันกระบอกน้ำกลับไป “ข้ามิหิวกระหายนัก ได้ยินมาว่าระหว่างทางน้ำลำคัญยิ่งนัก…”
“ดื่มเถิด น้ำมีเหลือเฟือ เจ้าเห็นรถม้าสองคันใหญ่ด้านหลังเราหรือไม่? ข้างในบรรจุน้ำทั้งหมด”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ เพียงแต่อยากรู้ว่าน้ำในรถม้าสองคันนั้นใช้ทำอะไรบ้าง ใช้ดื่มทั้งหมดหรือ?”
“ไม่ ใช้สำหรับอาบน้ำต่างหาก”
สามีภรรยาที่พลัดพรากได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แถมการพบกันครั้งนี้ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของบทกวี หากแต่หลี่ซูกับสวีหมิงจูกลับไม่ได้มีความรู้สึกเร่าร้อนอย่างคู่สามีภรรยาที่ได้พบกันอีกครั้ง หลังจากความตื่นเต้นในช่วงแรกผ่านไป ทั้งสองก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม คือให้เกียรติต่อกันเหมือนคนแปลกหน้า
คนหนึ่งแสดงบทบาทสามีที่มีความรับผิดชอบ อีกคนเป็นฮูหยินที่อ่อนโยนและเรียบร้อย ทั้งที่ต่างคนต่างก็รู้ดีว่า ภายใต้ความสุภาพอ่อนน้อมเหล่านั้น ต่างซุกซ่อนหัวใจที่ห่างเหินหรือยากจะฝืน
หลี่ซูหวังเสมอว่าความสัมพันธ์เช่นนี้จะคงอยู่ไปจนแก่เฒ่า หากเขากับนางสามารถเกื้อกูลกันไปชั่วชีวิตโดยไม่สร้างความลำบากใจให้กันก็คงดี แม้ว่าวันนี้เมื่อนางวิ่งมาหาเขาด้วยใบหน้าซูบซีดและตื่นเต้น เขาจะรู้สึกซาบซึ้งเล็กๆ ที่นางโง่งมถึงเพียงนี้
แต่ทว่า...คนที่อยู่ในใจของหลี่ซู กลับไม่ใช่นาง
มันโหดร้าย แต่ก็ไม่อาจฝืนได้
ภายในรถม้าที่โคลงเคลง สวีหมิงจูนั่งคุกเข่าอย่างสงบเรียบร้อย ท่าทางอ่อนช้อยยิ่งนัก ส่วนหลี่ซูกลับนอนเหยียดไปบนเบาะราวกับแอ่งโคลน ไม่มีท่าทีเอาใจใส่ตนเองแม้แต่น้อย เหมือนคนที่ปล่อยตัวตามชะตาไปวันๆ
ทั้งสองไม่กล่าวคำใด แท้จริงแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ในท้องพระโรงเมื่อคราวที่เขาเผชิญหน้ากับฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน หลังจากคุยกับนางทั้งคืนด้วยใจแน่วแน่ราวกับกำลังสั่งเสีย หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็ดูจะห่างเหินเช่นเดิม
ถนนนับจากออกจากจิงโจวขรุขระมาก รถม้าโคลงเคลงตลอดทาง แต่สวีหมิงจูกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง ราวกับเป็นตะปูที่ตอกลงกับพื้น ต่อให้รถม้าโคลงแค่ไหน ร่างกายเล็กบอบบางของนางก็ยังคงมั่นคงไม่ขยับ
หลี่ซูมองดูนาง แล้วก็รู้สึกประหลาดใจมากขึ้นทุกที
“ฮูหยินทำได้อย่างไรกัน? สอนข้าบ้างสิ…”
“หืม?” สวีหมิงจูมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คือวิชาท่านั่งของเจ้าหน่ะ…เจ้าทำอย่างไรถึงนั่งได้มั่นคงเช่นนั้น?” หลี่ซูเอ่ยถามด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
ใบหน้าสวีหมิงจูปรากฏความเขินอายเล็กน้อย แม้แต่ท่านั่งที่มั่นคงเมื่อครู่ก็ดูจะเสียศูนย์ไปเล็กน้อย นางขยับตัวเล็กน้อย ก้มหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “แม่สอนข้าตั้งแต่เด็ก ท่านแม่กล่าวว่า แม้ตระกูลสวีจะเป็นเพียงตระกูลพ่อค้าที่ต่ำต้อย แต่ระเบียบกฎเกณฑ์ของบ้านกลับไม่อาจต่ำต้อยตามได้ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ก็ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ ถึงแม้ชายจะออกไปผจญภัย หรือหญิงจะต้องออกเรือน ก็ห้ามให้ผู้คนดูถูกได้เด็ดขาด”
หลี่ซูชะงักไป ก่อนเอ่ยชมจากใจจริง “แม่ยายช่างเป็นหญิงแกร่งจริงๆ เป็นบุรุษ...เอ่อ ไม่ใช่ เป็นวีรสตรีผู้ห้าวหาญโดยแท้”
“วีรสตรี?” สวีหมิงจูทวนคำ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มปลื้มใจ “ท่านพี่ไม่เสียแรงที่เป็นบัณฑิตชื่อดังของแผ่นดิน ใช้ถ้อยคำได้เยี่ยมยอดนัก”
หลี่ซูแลบลิ้น รู้สึกได้ว่าการอบรมเลี้ยงดูมีความสำคัญเพียงไร แม้สวีหมิงจูจะเกิดในตระกูลพ่อค้า แต่เพียงแค่นั่งนิ่งไม่พูดจา กลับให้ความรู้สึกของคุณหนูตระกูลขุนนางอย่างเต็มเปี่ยม หากไม่รู้ภูมิหลังมาก่อน ใครเล่าจะมองว่านางเป็นสตรีจากตระกูลพ่อค้า? ทั้งท่าทางอ่อนหวาน สง่างาม ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นฮูหยินเชื้อพระวงศ์โดยแท้ หากแต่เมื่อมองตัวเอง…
ดวงตาคู่สวยของสวีหมิงจูแอบมองหลี่ซู เห็นเขานอนหลับอ้าปากพะงาบพะงาบบนเบาะอย่างไม่เป็นท่า คล้ายคนพิการตลอดชีวิต นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก รีบก้มหน้าลงไม่กล้ามองอีก
หลี่ซูเองก็รู้ตัวว่าอยู่ในท่าทางที่ดูไม่ดีนัก จึงยิ้มน้อยๆ อย่างเขินอายแล้วลุกนั่งตรง
“คือว่า...การเดินทางมันเหนื่อยน่ะ อีกอย่างสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ต้องยึดติดกับพิธีการหรอก”
สวีหมิงจูพยักหน้าพลางกลั้นยิ้ม “ท่านพี่ว่าถูกแล้ว บุรุษไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันนัก อีกอย่างท่านพี่ก็เป็นขุนนางสำคัญของแผ่นดิน ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท มีตำแหน่ง มีบรรดาศักดิ์ ต่อให้ไม่พิถีพิถันพิธีการ ก็ไม่มีใครกล้ามองต่ำแน่นอน”
หลี่ซูพูดจริงจัง “แม้ว่าคำพูดของสามีภรรยาจะเอนเอียงบ้างเป็นธรรมดา แต่จากสีหน้าเจ้าที่จริงใจ ข้ารู้เลยว่าเจ้าพูดด้วยใจจริง เป็นคำพูดที่ผ่านการทดสอบมาแล้วแน่นอน…”
สวีหมิงจูกะพริบตารัวๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ชินกับคำพูดหน้าด้านแบบนี้นัก แล้วก็มองหลี่ซูด้วยสีหน้าเหม่อลอย
หลี่ซูหัวเราะขื่นๆ หากเป็นตงหยางมาได้ยินคงทุบเขาด้วยหมัดนุ่มๆ แล้วด่าซ้ำว่า “ไม่รู้จักอาย” อย่างไม่ยั้งมือ ทว่า...สวีหมิงจูทำได้เพียงเหม่อมอง
นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างสวีหมิงจูกับตงหยาง แม้ทั้งคู่ดูเหมือนจะเป็นหญิงอ่อนหวานเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วแตกต่างกันมากนัก การเปรียบเทียบเช่นนี้อาจไม่มีประโยชน์ ทว่าหลี่ซูก็อดไม่ได้ เพราะหญิงสาวสองนางนี้ต่างก็ได้เดินเข้ามาในชีวิตของเขาแล้ว
“ต่อไปอย่าออกไปไหนอีก เข้าใจไหม? ข้างนอกมันอันตราย ไม่สงบอย่างที่เจ้าคิด เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าโชคเจ้าดีแค่ไหน เดินทางกับกองคาราวานชาวต่างชาติที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ยังรอดปลอดภัยมาพบข้าได้อีก”
สวีหมิงจูพูดเบาๆ “ก่อนแต่งงาน แม่เคยบอกว่า เมื่อแต่งงานแล้ว…ก็ต้องตามท่านพี่ ท่านพี่ไปที่ใด ข้าก็ต้องไปที่นั่น”
“ถ้าข้าเป็นคนเลวล่ะ? ถ้าข้าทำเรื่องชั่วช้าไร้มนุษยธรรมล่ะ?”
สวีหมิงจูเงยหน้า สีหน้าดูไม่พอใจต่อคำพูดที่ดูหมิ่นตนเองของเขา เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “ท่านพี่เป็นคนดี!”
หลี่ซูหัวเราะ “ข้าแค่สมมุติ”
สวีหมิงจูเม้มปาก “ไม่ควรสมมุติแบบนั้น ท่านพี่เป็นคนดี สิ่งที่ท่านพี่ทำล้วนแต่เป็นสิ่งดี ข้าได้ยินมานานแล้วว่าท่านพี่เป็นผู้ประดิษฐ์กระบอกกลมๆ ที่จุดไฟแล้วปาออกไปก็สามารถสังหารศัตรูได้เป็นจำนวนมาก ปีที่แล้วศึกซงโจวกับทูพานของต้าถังก็สามารถทวงคืนซงโจวกลับมาได้ ก็เพราะกระบอกกลมๆ ของท่านพี่นั่นเอง ช่วยลดการบาดเจ็บล้มตายของบุตรหลานชาวกวนจงได้มากมาย แล้วยังมีบทความเมื่อไม่นานนี้ที่ท่านพี่เขียน จนฝ่าบาทยอมฟังคำทัดทาน ยุติโครงการสร้างพระราชวังต้าหมิง หยุดความเดือดร้อนของราษฎรและแรงงานนับไม่ถ้วน สรุปแล้ว…ท่านพี่คือคนดี!”
เฮ้อ...การได้ถูกเคารพบูชาก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลว หลี่ซูเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงหน้าเต็มไปด้วยความทะนงตัว
………..