- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 318 - ปลดปล่อยกลับบ้าน
318 - ปลดปล่อยกลับบ้าน
318 - ปลดปล่อยกลับบ้าน
318 - ปลดปล่อยกลับบ้าน
ท่าทีของหลี่ซูทำให้ทุกคนที่อยู่หน้าเรือนจำถึงกับตะลึง
ไม่เคยได้ยินว่ามีใครอยากอยู่ในคุกจนไม่ยอมออก มีแต่คนรีบอยากพ้นโทษจะตายอยู่แล้ว ไอ้หนุ่มคนนี้มันถูกขังจนสมองพังไปแล้วหรือ?
“ไม่ออก! ข้าจะไม่ออก! ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตบั้นปลายในคุกนี้แล้ว!” หลี่ซูส่ายหน้าอย่างดื้อดึง
ขันทีผู้อ่านราชโองการถึงกับหน้าเขียวด้วยความโกรธ แต่ก็จำต้องอดทน เพราะเคยได้ยินชื่อเสียงของหลี่ซูมานาน ไอ้นี่แค่บทความเดียวก็ทำให้ฝ่าบาทโกรธจนตัวสั่น หลังเลิกว่าราชการในวันนั้น ฝ่าบาททุบแจกันทุบโต๊ะไปไม่รู้กี่ชิ้น ถ้าขนาดฮ่องเต้ยังไม่กลัว แล้วแค่ขันทีตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกล้าทำอะไรได้?
“ท่านหลี่ ท่านได้ยินชัดใช่ไหม นี่คือราชโองการของฝ่าบาท เป็นพระบัญชาให้ท่านกลับบ้าน ไม่ใช่ให้ขึ้นลานประหาร ต่อให้ท่านอยากขัดราชโองการ ก็ควรจะมีเหตุผลหน่อยสิ…” ขันทีพยายามกลั้นอารมณ์เกลี้ยกล่อม
หลี่ซูเอียงศีรษะมองเขาด้วยหางตา แล้วแค่นเสียง “ข้าไม่ออกอยู่ดี ฝากท่านไปกราบทูลฝ่าบาทด้วยว่า ข้าหลี่ซูรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง โทษที่ก่อไว้นั้นใหญ่หลวง ควรต้องจำคุกเพื่อระงับความไม่พอใจของราษฎร และเพื่อให้สังคมได้รับความเป็นธรรม ข้ารู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง จึงขอสมัครใจถูกกักขัง...อืม...หนึ่งปีกับอีกสองเดือน”
หน้าของขันทีเขียวกว่าเดิม “นี่...นี่มันจะแม่นยำไปถึงขนาดมีเดือนด้วยหรือ? ท่านหลี่ ข้าน้อยไม่กล้ากราบทูลคำพวกนี้หรอก หากฝ่าบาททรงกริ้วขึ้นมา ข้าน้อยหัวหลุดแน่ ท่านรีบกลับบ้านเถอะนะ”
“ไม่กลับ!”
ไม่มีทางเลือกจริงๆ เพราะก่อนถูกขัง เขาได้แสดงความเสียสละ แต่พอเข้าคุกได้ไม่ทันไร นิสัยเห็นแก่ตัวก็ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
กลับบ้านน่ะกลับได้อยู่หรอก แต่หลี่ซูรู้ดีว่า หากกลับถึงบ้านยังไม่ทันนั่งให้อุ่น พระราชวังก็คงส่งราชโองการอีกฉบับมาตามที่เฉิงเหยาจิ้นบอกไว้ และนั่นจะส่งเขาไปยังเมืองซีโจวห่างไกลกันดาร แถมยังไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นั่นนานเท่าไร หากหลี่ซื่อหมินยุ่งมากจนลืมเขาไป อย่างนั้นเขาก็คงได้ปักหลักฝังรากอยู่ที่นั่นจนตาย...
ดังนั้น ไม่ว่าหลี่ซื่อหมินจะมีแผนอะไรกับการส่งเขาไปซีโจว หลี่ซูก็ไม่อยากไป ส่วนเหตุผล...ก็เพราะเขาขี้เกียจอย่างไร ไม่แค่ขี้เกียจ แต่ยังเห็นแก่ตัวด้วย แบบนี้เพียงพอเป็นเหตุผลหรือไม่?
ท่าทีดื้อดึงของหลี่ซูทำให้หลายคนผิดหวังที่สุด โดยเฉพาะเหล่าผู้คุมที่ยืนรออยู่หน้าเรือนจำ พากันมองเขาด้วยแววตาอ้อนวอนสุดขีด ราวกับลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง
ขันทีเองก็จนปัญญา เขาสะบัดหน้าเย็นชาหนึ่งทีแล้วหมุนตัวจากไป ส่วนจะกลับไปกราบทูลว่าอย่างไรนั้นแน่นอนว่าไม่เอาคำพูดเพ้อเจ้อของหลี่ซูไปเล่าหรอก แค่บอกว่า “หลี่ซูขัดราชโองการ” ก็ถือว่าทำงานเสร็จแล้ว ส่วนฝ่าบาทจะสั่งประหารเขาหรือเชือดเขา ก็ตามแต่เลย
“เดี๋ยว! กลับมาก่อน!”
ขันทีก้าวไปได้สองก้าว ก็ถูกหลี่ซูเรียกไว้
เขาหันกลับมามองหน้าหลี่ซูด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ หลี่ซูบิดขี้เกียจอย่างช้าๆ แล้วพูดว่า “จู่ๆ ข้าก็นึกได้...บ้านน่าจะสบายกว่าคุกเยอะเลยนะ…”
ขันทีชะงัก ส่วนพวกผู้คุมกลับตาลุกวาวราวกับฟังเสียงทิพย์จากสวรรค์ พากันพยักหน้าอย่างแรง “ใช่ๆ แน่นอน บ้านย่อมสุขกว่านัก”
หลี่ซูพยักหน้า “เช่นนั้น ข้ากลับบ้านดีกว่า”
เหล่าผู้คุมกรูกันเข้ามาด้วยท่าทีดั่งสิงโตไล่กระต่าย รีบเปิดประตูคุกให้อย่างว่องไว แล้วก้มศีรษะพร้อมกัน ส่งเขาด้วยความเคารพสุดขีด
ใช่แล้ว หลี่ซูในที่สุดก็นึกออกแล้ว
การขัดราชโองการ...ไม่ควรทำ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่งเขียนบทความที่ทำให้หลี่ซื่อหมินโกรธจนตัวสั่นไปหมาดๆ หากไปทำตัวต่อต้านอีกล่ะก็ โอกาสถูกฆ่าตายอย่างไม่มีเหตุผลสูงมาก
ไม่เพียงเท่านั้น หลี่ซูยังนึกถึงตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ได้คนหนึ่งทันที นามว่าลู่จู่ซาง เคยเป็นขุนนางประจำแคว้นอิ๋งโจว ต่อมามีตำแหน่งเจ้าเมืองเจียวโจวว่างลง หลี่ซื่อหมินตั้งใจเลื่อนเขาขึ้นหนึ่งขั้น ส่งไปเป็นเจ้าเมืองที่นั่น ใครจะรู้ว่าลู่จู่ซางกลับไม่ยอมไป เพราะเจียวโจวอยู่ไกลเกิน แถมในยุคนั้นก็เป็นดินแดนกันดารมาก พูดง่ายๆ คืออยู่ในบริเวณประเทศเวียดนามสมัยหลัง
ลู่จู่ซางชะล่าใจเกินไป เขาคิดว่าไม่ได้ทำผิดอะไร แค่ไม่อยากไปไกล ก็ควรมีสิทธิ์ต่อรองกับฮ่องเต้ หลี่ซื่อหมินจึงมีราชโองการตามหลายฉบับ แต่เจ้าตัวก็ยังยืนกรานจะไม่ไปจากฉางอัน
สุดท้าย ผลลัพธ์ก็เป็นที่รู้กันดี...ฮ่องเต้มักไม่มีความอดทนมากนัก และไม่ชอบให้ใครต่อต้านราชโองการด้วยท่าทีเสมอกัน ดังนั้น หลี่ซื่อหมินจึงไม่พูดพล่าม ทำการฆ่าลู่จู่ซางเสียเลย
หากไม่อยากเดินทางไกล อย่างนั้นก็ไม่ต้องเดินทางตลอดชีวิต ฝังอยู่ที่นั่นเถอะ
เดิมทีหลี่ซูตั้งใจจะลองเลียนแบบผู้เฒ่าท่านนี้ดูสักหน่อย แต่พอคิดถึงจุดจบของเขา...
ก็เลิกดีกว่า อย่าไปท้าทายความอดทนที่เหลือน้อยของหลี่ซื่อหมินเลย การเล่นกับขอบเขตชีวิตแบบนี้ บางทีเว่ยเจิงอาจจะชอบ แต่หลี่ซูไม่เอาด้วยเด็ดขาด
ดังนั้น หลี่ซูจึงตัดสินใจออกจากคุก
เมื่อก้าวเท้าออกจากประตูไม้ของคุก หลี่ซูหันกลับไปมองข้าวของในห้องขังอย่างอาลัย แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ลมหายใจนั้นทำเอาผู้คุมข้างๆ ขนลุกซู่ ที่นี่มันคุกนะ เป็นที่ขังนักโทษ ไม่มีเสรีภาพสักนิด! แล้วแววตาอาลัยอาวรณ์ของเจ้าคืออะไรกัน!?
เมื่อเดินพ้นประตูใหญ่ของกรมอาญา แสงแดดยามเช้ากระทบเข้าตา หลี่ซูต้องหรี่ตาอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยปรับสายตาให้ชินกับแสงและอากาศภายนอก
เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ รับแดดฤดูใบไม้ผลิที่ยังเย็นอยู่เล็กน้อย แล้วหลี่ซูก็ยิ้มออกมา
เขาได้เป็นอิสระอีกครั้งแล้ว
หน้าประตูใหญ่ห่างออกไปไม่กี่สิบก้าว บนลานว่างนั้น มีเงาร่างบอบบางโดดเดี่ยวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างเงียบงัน
หลี่ซูถึงกับชะงัก เมื่อเพ่งมองดูให้ชัด กลับกลายเป็นสตรีผู้หนึ่ง...สวีหมิงจู
เพียงสิบกว่าวันไม่พบหน้า สวีหมิงจูผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด กระโปรงสีดำแนบเนื้อห่อหุ้มร่างบางเอาไว้อย่างเงียบงันในสายธารของฝูงชน เหมือนกล้วยไม้ในหุบเขาลึก
เมื่อเห็นหลี่ซูเดินออกมาจากกรมอาญา่ สวีหมิงจูก็หลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ
หลี่ซูนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปยิ้มกล่าวว่า “ทำให้ฮูหยินต้องกังวลแล้ว...”
“ท่านพี่...” สวีหมิงจูจ้องมองเขาด้วยดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากเล็กๆ พลันเบะออก ร้องไห้ออกมาเสียงดัง ราวกับความห่วงใยและความทุกข์ระทมที่อัดอั้นไว้หลายวันหลั่งไหลออกมาจนหมดสิ้น ไม่มีแม้แต่ความเกรงใจหลงเหลือ
หลี่ซูได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แต่ในใจก็กลับรู้สึกผิดยิ่งนัก
อย่างไรนางก็ยังเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบกว่าปี อยู่ในช่วงวัยแรกรุ่นที่ควรมีแต่ความรื่นเริง กลับต้องแบกรับภาระและความกังวลที่ไม่ควรเป็นของนาง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
นางร้องไห้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเช็ดน้ำตา สูดจมูกแรงๆ แล้วพร่ำพึมพำราวกับปลอบใจตนเองหรือเตือนตนเองว่า
“ห้ามร้องไห้อีกแล้ว ผู้คนบนถนนมองกันหมด ข้าเป็นท่านหญิงผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ห้ามร้องไห้อีกแล้ว...อืม อืม ห้ามร้องแล้ว!”
สิ้นคำ สวีหมิงจูก็เช็ดน้ำตาจริงๆ แล้วยังกำหมัดเล็กแน่นๆ เสมือนให้กำลังใจตนเอง
หลี่ซูอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ นางแม้จะไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันฉันสามีภรรยากับเขามากนัก แต่ท่าทางของนางตอนนี้...ช่างน่ารักนัก
“ฮูหยินลำบากแทบแย่ ได้ยินจากพัศดีแห่งต้าหลี่ซือว่าเจ้าเฝ้ารออยู่ที่นี่ทุกวัน จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย...”
สวีหมิงจอส่ายหน้า ก้มตากล่าวเบาๆ ว่า “ตั้งแต่ท่านเข้าคุก ฟ้าของบ้านเราก็เหมือนถล่มลงมา ท่านพ่อถอนหายใจทุกวัน หน้าตาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ข้าไม่มีช่องทาง ไม่มีปัญญาคิดทางอื่นออก จึงได้แต่เฝ้ารออยู่ที่นี่ทุกวัน หวังว่าฮ่องเต้จะทรงเมตตา แล้วท่านจะได้ออกมา...”
หลี่ซูยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจ ถอนหายใจกล่าวว่า “เราสองพึ่งแต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ไยต้องลำบากถึงเพียงนี้...”
สวีหมิงจูก้มหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “ท่านคือสามี ข้าไม่มีท่าน บ้านนี้ข้าก็แบกรับไม่ไหว...”
เมื่อเงยหน้าขึ้น สวีหมิงจูกลับเผยรอยยิ้มเจิดจ้า “โชคดีนัก สามีข้ามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ในที่สุดก็ได้ออกมา เป็นเรื่องน่ายินดี ท่านพี่เจ้าคะ...เรากลับบ้านกันเถอะ”
หลี่ซูยิ้มกว้าง “ดี กลับบ้าน”
รถม้าของตระกูลหลี่จอดรออยู่ข้างนอกนานแล้ว คนขับรถม้ายังคงเป็นคนเก่าของบ้าน เมื่อเห็นหลี่ซูออกมาครบสามสิบสองประการ ก็ดีใจจนตาแดง รีบเข้ามาประคองเขาขึ้นรถม้า
ขณะหลี่ซูกำลังเปิดม่านรถเตรียมขึ้นไปนั้น อยู่ๆ ก็มีลางสังหรณ์บางอย่างวูบผ่านใจ เขาชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้ามองไป ก็เห็นว่าห่างจากหน้าประตูต้าหลี่ซือราวร้อยก้าว มีรถม้าธรรมดาคันหนึ่งจอดอยู่ ใต้คานรถม้ามีเงาร่างหนึ่งซึ่งคุ้นตาผ่านวูบไป ก่อนจะเข้าไปในรถ เหลือไว้เพียงม่านที่แกว่งไกวเบาๆ แล้วคนขับก็ตวัดแส้หนึ่งครั้ง รถม้าก็แล่นจากไปอย่างเงียบงัน
ริมฝีปากของหลี่ซูคล้ายมีรอยยิ้มบางเบาปรากฏ
แม้จะหลบได้ไวเพียงใด แต่ชุดคลุมปะติดปะต่อสีขาวดำชุดนั้น กลับจารึกไว้ในใจเขาแล้วตั้งแต่เสี้ยวลมหายใจนั้น
…………
319 - หลี่ผู้มีคุณธรรม
ทั้งบ้านร่วมยินดี ข่าวดีแพร่กระจายไปทั่ว
บุคคลผู้หนึ่งซึ่งพ้นโทษจากการถูกจำคุกในวังหลวง กลับมาถึงบ้าน ก็ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของบ้านในทันที
หลี่เต้าจิงลบสีหน้าโศกเศร้าหลายวันไปได้สิ้น ใบหน้าแก่เหี่ยวย่นบานเป็นดอกไม้ รอยยิ้มแต้มทั่วใบหน้า พ่อบ้านสวีก็ปาดน้ำตา ขณะช่วยพยุงหลี่ซูลงจากรถม้า ประหนึ่งกำลังดูแลคนบาดเจ็บ ประคองเขาตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหน้าประตูโค้งของลานหลังบ้าน
ระหว่างทาง พ่อบ้านสวีก็ปาดน้ำตาไป พลางไม่ลืมหน้าที่ ค่อยๆ เล่าเหตุการณ์เด่นที่เกิดในบ้านในช่วงหลายวันนี้ให้ฟัง ทั้งเรื่องไก่กระเจิง สุนัขวุ่นวาย เรื่องแล้วเรื่องเล่า ไม่ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว ก่อนจะลงท้ายด้วยคำบ่นว่า บ้านขาดเสาหลักเช่นเขาไปช่างเงียบเหงานัก...
บ่าวสาวในบ้านต่างขะมักเขม้นต้มน้ำ ยกถังน้ำ เสื้อผ้าใหม่สะอาดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบในห้องอาบน้ำ เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมานาน เพราะรู้ดีว่าเมื่อกลับจากคุกแล้ว การชำระล้างคราบเคราะห์ร้ายเป็นเรื่องจำเป็น
บ้านก็คือบ้าน ต่อให้บุรุษต้องเหน็ดเหนื่อยยากลำบากเพียงใดนอกบ้าน ต้องก้มหน้าแบกรับทุกอย่าง ทว่ากลับมาถึงบ้านแล้ว เขาก็ยังคงเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของผืนดินเล็กๆ แห่งนี้ ประหนึ่งตี้หวงผู้ได้รับการทะนุถนอมไว้บนฝ่ามือ ไม่มีวันที่จะได้รับความคับแค้นแม้แต่น้อย
หลี่ซูแช่ตัวอยู่ในบ่อน้ำอุ่น ปิดตาลงอย่างผ่อนคลาย รู้สึกถึงความสบายที่ห่างหายไปนาน ทว่าในห้วงความคิดกลับมีเพียงเงาในชุดคลุมปะติดปะต่อขาวดำคนนั้น ณ หน้ากรมอาญา
นับตั้งแต่เขาแต่งงาน ตงหยางก็หมดสิทธิ์จะห่วงใยเขาในฐานะเดิม แต่...นางยังคงใช้วิธีของตนเอง คอยห่วงใยเขาอย่างเงียบงัน เพียงแต่วันนี้ ตำแหน่งที่นางยืนอยู่...ห่างไกลออกไปมากแล้ว ห่างไกลเสียจนมองเห็นเพียงเงารางๆ ของเขาเท่านั้น
นางยอมจำนนต่อโลกียวิสัยแล้ว แต่งไม่ได้ก็ไม่แต่ง เข้าใกล้ไม่ได้ก็ถอยห่างออกมา ก็แค่ได้มองเขาอยู่ไกลๆ ก็พอแล้ว
แต่หลี่ซู...ต้องการมากกว่านั้น เขาไม่อยากเห็นเพียงเงาของนาง
เมื่อรูขุมขนทั้งร่างเปิดออกเพราะความร้อนจากน้ำ เขาก็ตัดสินใจแล้วว่า หลังจากแช่น้ำเสร็จ...เขาจะไปหานาง
ไม่ใช่เพราะเหตุผลใด
เพราะ...คิดถึงนาง
หลังจากแช่น้ำอาบเสร็จแล้ว หลี่ซูก็รู้สึกปลอดโปร่งทั้งกายใจ เขาสวมชุดยาวสีขาวอมฟ้า ผูกผ้าคาดเอวหยก รองเท้าคีบไม้ เดินออกมาที่ด้านหน้าศาลาอย่างสบายอารมณ์ รูปโฉมที่ริมฝีปากแดงฟันขาว ท่าทางหล่อเหลาสง่างามเช่นนั้น ทำให้บรรดาสาวใช้ที่อยู่ในห้องโถงล้วนหน้าแดงเล็กน้อย ต่างก้มหน้าหลบตา ไม่กล้ามองตรง
แม้แต่สวีหมิงจูก็ถึงกับตะลึง ใช่แล้ว หลี่ซูมีทุนที่ทำให้คนตะลึงได้จริง ไม่ว่าราชวงศ์ไหน ยุคสมัยใด คนหนุ่มหล่อย่อมเป็นที่นิยมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะหญิงชาย หรือวัยใดก็ตาม แม้แต่ฮูหยินก็ยังตกอยู่ในข่ายนั้นเช่นกัน
หลังจากยืนแสดงท่าทางบุรุษรูปงามอยู่หน้าศาลานานพอสมควร หลี่ซูก็รู้สึกว่าน่าจะพอแล้ว จึงเลิกท่าโพสต์นั้น
สวีหมิงจูเพิ่งได้สติ ใบหน้างดงามของนางแดงระเรื่อ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็มองเขาด้วยสายตาทางวิชาการล้วนๆ
“ท่านพี่ท่าน...” สวีหมิงจูชี้ไปที่ผ้าคาดเอวหยกของเขา
หลี่ซูทำหน้างุนงง “มีอะไรหรือ?”
“ท่านพี่เดี๋ยวก่อน...”
ว่าสิ้น สวีหมิงจูก็รีบเดินไปยังเรือนหลัง แล้วกลับมายังห้องโถงด้านหน้าโดยในมือนางมีถุงปลาหยกสีเงินหนึ่งใบ โน้มตัวเล็กน้อยแล้วผูกถุงปลาหยกไว้กับผ้าคาดเอวหยกของหลี่ซูอย่างประณีต ไม่ลืมจะกำชับว่า “ถุงปลาหยกที่ฝ่าบาทพระราชทานมา ท่านพี่ต้องสวมไว้นะเจ้าคะ นี่เป็นสัญลักษณ์ของฐานะเชียวนะ...”
สวีหมิงจูผูกถุงปลาอย่างตั้งใจ ใบหน้างดงามปรากฏประกายความภาคภูมิใจ “อายุสิบเจ็ดก็ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางโดยฝ่าบาท ได้รับพระราชทานถุงปลาหยก ตั้งแต่ตั้งแผ่นดินต้าถังมายังไม่เคยมีมาก่อนเลย ท่านพี่ช่างยอดเยี่ยมนัก อีกไม่กี่ปีหากท่านพี่สร้างผลงานยิ่งใหญ่ให้ฝ่าบาท ถุงปลาหยกนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นถุงปลาทองแล้ว...”
“ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็พูดกันไปทั่วแล้ว ว่าท่านพี่แต่งบทความที่ยิ่งใหญ่นัก เพราะบทความของท่านที่ตักเตือนด้วยเหตุผล ฝ่าบาทจึงยุติราชโครงการที่เบียดเบียนราษฎรเสียที ได้ยินมาว่าบรรดาบัณฑิตและชาวบ้านในนครฉางอันต่างก็เอ่ยถึงความดีของท่านพี่ไม่ขาดปาก บทความของท่านพี่ก็ยังถูกจดบันทึกไว้ในพงศาวดารของราชวงศ์ด้วย อา ท่านพี่ เช่นนี้เรียกว่าจารึกนามในประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่?”
สวีหมิงจูยิ่งกล่าวยิ่งเบิกบาน นางหันหน้าไปกล่าวกับหลี่เต้าจิงที่ยิ้มแย้มอยู่ว่า “ท่านพ่อท่านพี่จะไปยังศาลบรรพชนกับท่านพี่เพื่อคารวะบรรพชนหรือไม่เจ้าคะ? ท่านพี่จารึกนามในประวัติศาสตร์แล้ว เช่นนี้ก็นับว่าเป็นการชูเกียรติให้ตระกูลหลี่ของพวกเราแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่เต้าจิงเห็นบุตรชายกับสะใภ้รักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนั้นก็กระหยิ่มยิ้มตา หัวเราะพลางพยักหน้าไม่หยุด “ต้องไปสิ ต้องไปคารวะหน่อย นี่เป็นเรื่องดี เป็นมงคล ต้องให้บรรพชนรับรู้”
สวีหมิงจูหัวเราะดีใจ “ข้าจะไปเตรียมธูปเทียนกับของเซ่นไหว้เจ้าค่ะ...”
กล่าวจบนางก็ช่วยจัดถุงปลาหยกที่เอวหลี่ซูอีกครั้งหนึ่ง หลังจากจัดให้อยู่ในตำแหน่งเรียบร้อยแล้วก็เดินฉับๆ ออกไปจากห้องโถงด้วยความกระตือรือร้น
หลี่เต้าจิงมองแผ่นหลังของสวีหมิงจู พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อหันมามองหลี่ซู หลี่เต้าจิงก็ฮึ่มเบาๆ “แม่สาวที่พ่อหามาให้ เจ้าเห็นว่านางไม่ดีตรงไหน? รูปร่างหน้าตาก็งดงาม กิริยาเรียบร้อย สมกับเป็นหญิงที่มีคุณธรรมสมเป็นฮูหยิน สมัยก่อนก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามแห่งสิบหมู่บ้าน ไม่รู้ว่ามีกี่ครอบครัวที่แย่งกันมาขอนางแต่งงาน ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาบ้านเราก็ดูแลทั้งในบ้านนอกบ้านทุกอย่างเรียบร้อยดี ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็พูดว่าเจ้าชะตาดี...”
หลี่ซูยิ้มอย่างจนใจ “ท่านพ่อ ข้าไม่เคยบอกว่านางไม่ดีเสียหน่อย ตั้งแต่แต่งงานกันข้าก็ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพให้เกียรติเสมอ...”
หลี่เต้าจิงถอนหายใจอย่างหดหู่ “ก็เพราะเจ้าปฏิบัติดีเกินไปนี่ล่ะ...ได้ยินจากสาวใช้ในบ้านว่าจนถึงตอนนี้เจ้าก็ยังแยกไปนอนที่ห้องฝั่งตะวันตกของเรือนหลัง และยังไม่เคยร่วมเรือนกับนาง?”
“ท่านพ่อ เรื่องนี้มันน่าอายเกินไปแล้ว ข้ามิอาจพูดได้...”
“อายบ้าอายบออะไร!” หลี่เต้าจิงถลึงตา “แต่งเมียมาไว้ทำอะไร? ก็เพื่อจะมีลูกมิใช่หรือ? ไม่ร่วมเรือนแล้วจะมีลูกได้อย่างไร? ข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน? หรือเจ้าคิดจะให้ตระกูลหลี่สิ้นสายที่รุ่นเจ้าเรอะ? ไอ้ลูกอกตัญญู!”
หลี่ซูเม้มปาก ไม่ตอบอะไร
หลี่เต้าจิงเห็นเขานิ่งก็ถอนหายใจอีก “ข้ารู้ เจ้ายังมีใจให้กับองค์หญิง แต่...บัดนี้องค์หญิงบวชไปแล้ว เจ้าไม่มีทางได้เป็นสามีภรรยากับนางอีก จะยังคงหวังอะไรอีก? เจ้าจะรอนางไปทั้งชีวิตเช่นนั้นหรือ?”
“ท่านพ่อ มิสู้ให้ลูกหาฮูหยินใหม่ให้ท่านดีหรือไม่ ท่านพยายามสักหน่อย เผื่อจะมีน้องชายให้ข้า ภารกิจสืบสกุลก็ยกให้เขาเถิด...”
คำพูดอัปมงคลยังไม่ทันจบ หลี่เต้าจิงก็เดือดจัด คทาขับภูตที่ห่างหายไปนานก็ถูกงัดออกมา แสงพุทธธรรมสลัวๆ ปรากฏอยู่รำไร
“ไอ้ลูกสารเลว เห็นว่าเจ้าเพิ่งออกจากคุกมา ข้าไม่อยากเพิ่ความทุกข์ให้มากไปกว่านี้ แต่ถ้าไม่หวดเจ้าให้เข็ดวันนี้ ข้าก็อดกลั้นไม่ไหวแล้ว ไปตายซะ!”
หลี่ซูช่ำชองทางนี้ดีนัก เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเผ่นออกทันที หลี่เต้าจิงตะโกนลั่น ยกไม้หวายขึ้นไล่ฟาดหลังตามติดอย่างมีพลังลมฟ้าคะนอง
ขณะเดียวกัน สวีหมิงจูที่เดินออกจากเรือนหลังก็เห็นภาพเช่นนั้นพอดี บุรุษที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งกำลังถูกบิดาไล่หวดไปรอบลานบ้าน ศีรษะก้มวิ่งหลบไปอย่างทุลักทุเล สุดท้ายบุรุษนั้นวิ่งได้ราวกับมีปีก ก้าวฉับเดียวก็ออกนอกบ้านไป มองไม่ทันก็หายลับตาไปแล้ว
ที่ริมตลิ่งตรงที่เก่า หลี่ซูนั่งเหม่อลอยอยู่บนก้อนหินอย่างเงียบงัน
ไม่นานนัก ตงหยางซึ่งสวมชุดเต๋าก็ปรากฏตัวขึ้น ยังเหมือนเดิมเช่นที่เคย นางรู้ว่าเขาต้องมาที่นี่แน่หลังออกจากกรมอาญา ส่วนเขาก็รู้ว่านางจะต้องมาที่นี่เช่นกัน
โลกของเขากับนาง...เหลือเพียงที่แห่งนี้เท่านั้น
“หอบแฮ่กเชียวนะ เจ้าไปทำอะไรมา?” ตงหยางยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ
“หนีตายออกมาจากบ้าน ข้าพ่อข้า ฝีมือ 'ตงกูเก้าหวาย' ของท่านแก่ยิ่งขึ้นไปอีก...” หลี่ซูยิ้มอย่างขมขื่น
“เจ้าทำให้ท่านพ่อโกรธอีกแล้วหรือ?”
“ท่านพ่อข้าอาจจะเข้าสู่วัยหมดไฟแล้วล่ะ อารมณ์ถึงได้แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ...”
ตงหยางกระพริบตากลมโตใสซื่อ “ว่าแต่...‘วัยหมดไฟ’ คืออะไร?”
“ก็แบบว่า...ช่วงเวลาก่อนหรือหลังจากที่พวกสตรีมีรอบเดือนนั่นแหละ มองอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด อยากจะฟาดมันทุกอย่างนั่นล่ะ อารมณ์ประมาณนั้น...”
“อ๊าย! เจ้า...เจ้ามักมาก เจ้ามันคนลามก เจ้าฯลฯ...” ตงหยางอายจนแทบแทรกแผ่นดิน หน้าแดงก่ำ ยกกำปั้นเล็กๆ ฟาดเขาเข้าให้หลายทีด้วยความเคืองใจ
"ได้ยินมาว่า...ไม่นานมานี้เจ้าถูกพระบิดาจับขังไว้ในกรมอาญาอีกแล้วหรือ? อยู่ข้างในไม่ลำบากใช่หรือไม่?"
"ไม่เลย ทุกคนในนั้นล้วนชอบข้า ตอนท้ายเมื่อฝ่าบาททรงปล่อยข้าออกมา พวกเขายังรวมตัวกันมาส่งข้าถึงหน้าประตูเลยล่ะ ตามประสบการณ์หลายปีที่ข้าได้รับความนิยม ข้าดูออกว่าพวกผู้คุมคุกเสียดายที่ต้องปล่อยข้าออกมา แทบอยากจะขังข้าไว้อีกหลายวัน..."
"พุช!" ตงหยางหัวเราะออกมา แล้วถลึงตาใส่เขาหนึ่งที "เหลวไหล ไม่มีสักคำที่จริงจัง!"
หลี่ซูกะพริบตา "รู้ไหมว่าวันนี้ข้าได้รับการปล่อยตัวแล้ว?"
ตงหยางเบือนหน้าหนี เลิกคิ้วจัดปอยผมที่ข้างขมับขึ้นมาอย่างขัดเขิน "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร..."
"แต่ว่า...ตอนที่ข้าเดินออกจากกรมอาญาวันนี้ ข้าเหมือนจะเห็นคนคุ้นหน้าคนหนึ่งนะ" หลี่ซูยิ้มเจ้าเล่ห์
ใบหน้างดงามของตงหยางแดงจัด สายตามองไปทั่ว ไม่ยอมสบตาเขาเลย
"เจ้ารู้จักคนเยอะนักนี่ ได้ยินว่าข้ายังแต่งกลอนยาวบทหนึ่ง กลางท้องพระโรงทำเอาพระบิดาของข้าโมโหเกือบสิ้นสติ ตอนนี้ใครในฉางอันไม่รู้จักเจ้ากัน? หลี่ผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ เจ้าตอนนี้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินแล้วนะ..."
………………