เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

290 - คืนแห่งการพบพาน

290 - คืนแห่งการพบพาน

290 - คืนแห่งการพบพาน


290 - คืนแห่งการพบพาน

หากเป็นวันอื่น ผู้กำกับพิธี(เพื่อนเจ้าบ่าว)คงต้องโดนทุบตีตามธรรมเนียมไปแล้ว ยิ่งบรรยากาศของงานแต่งยิ่งครึกครื้น ผู้กำกับพิธีก็ยิ่งต้องโดนหนัก เพราะนี่เป็นธรรมเนียมของชาวกวนจงในพิธีแต่งงาน

ตามลำดับขั้นของพิธีหกประการ ขั้นสุดท้ายคือ “เชิญเจ้าสาว” กล่าวคือเจ้าบ่าวจะนำสหายและญาติฝ่ายตนไปยังเรือนของเจ้าสาว เพื่อต้อนรับเจ้าสาวอย่างเอิกเกริก โดยที่ผู้กำกับพิธีฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องทำหน้าที่เป็นกองอารักขา เมื่อมาถึงบ้านเจ้าสาว เหล่าสหายหญิงของเจ้าสาวจะใช้ไม้พันด้วยผ้านุ่ม ถือไว้รอ ฟาดใส่ผู้กำกับพิธีของฝ่ายชายอย่างไม่ไว้หน้า ยิ่งฟาดแรงก็ยิ่งเป็นมงคลและยิ่งเป็นที่ชื่นชม

น่าเสียดาย พิธีแต่งงานของหลี่ซูวันนี้ไม่เดินตามแบบแผน เพราะเขาเลือกให้ลูกขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นผู้กำกับพิธี

เฉิงฉู่โม่ รูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายตามพิธี ยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลสวี เสียงตะโกนของเขาดังกึกก้องราวกับจางเฟย(เตียวหุย)บนสะพานตั่งหยาง(เตียงปัน) จนทำให้บ้านสวีต้องรีบเปิดประตูต้อนรับ

ภายในบ้านสวี เหล่าสหายหญิงของเจ้าสาวที่ถือไม้พันผ้าไว้ในมือต่างยืนลังเล มองดูหลี่ซูและพรรคพวกที่มารับตัวเจ้าสาว

อาจเพราะทางบ้านสวีแจ้งชื่อเสียงของหลี่ซูและคนของเขาไว้ก่อนแล้ว เหล่าหญิงสาวเหล่านั้นเป็นเพียงลูกสาวพ่อค้า ครั้นเห็นว่าผู้มาเยือนล้วนเป็นขุนนางอย่างลูกขุนนาง หรือเจ้าเมือง ก็พากันใจฝ่อ จะกล้าฟาดพวกเขาได้อย่างไร?

ไม้ที่ควรจะฟาดก็ไม่ฟาด เฉิงฉู่โม่ที่เตรียมตัวจะโดนตีกลับงงเล็กน้อย ยืนรออยู่นานจึงมีสาวนางหนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ ยกไม้ขึ้นแตะเขาเบาๆ ด้วยท่าทีราวกับไปควักฟันเสือ แล้วรีบกระโดดหนีราวกับกลัวเขาจะกัด

เฉิงฉู่โม่หน้าตาดุดันอยู่แล้ว หลังถูกแตะเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว เขากลอกตาขวางมองไป ทำให้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม หญิงสาวผู้นั้นตกใจจนร้องไห้เสียงดัง โยนไม้ทิ้งแล้วกุมหน้าร้องไห้ออกมา

เหตุการณ์เล็กน้อยนี้ กลับกลายเป็นรอยยิ้มเดียวที่แทรกเข้ามาในงานแต่งงานที่หม่นหมองในวันนี้

วันนั้นหลี่ซูเมาแล้ว เหมือนกับคนเมาทุกคน สมองใสแจ๋ว แต่ทุกอย่างตรงหน้ากลับสั่นไหวพร่าเลือน

ไม่รู้ว่าดื่มไปกี่ถ้วย ไม่จำได้ว่าตอนส่งแขก เฉิงเหยาจิ้น หนิวจิ้นต๋าและผู้อาวุโสคนอื่นกล่าวอะไรกับตน บางทีอาจเป็นคำปลอบใจ บางทีก็เป็นเพียงเสียงทอดถอนใจ

แขกกลับไปหมดแล้ว เหล่าคนรับใช้และคนในจวนเงียบงัน กำลังเก็บกวาดความวุ่นวายที่หน้าห้องโถงและลานบ้าน ส่วนหลี่เต้าจิงก็เมาเช่นกัน ถูกพยุงไปนอนที่ห้องฝั่งตะวันตกของเรือนหน้า ส่วนเรือนหลังจึงตกเป็นของเจ้าของใหม่อย่างหลี่ซูโดยสมบูรณ์

เรือนหลังซึ่งเคยมีเพียงหลี่ซูและสาวใช้ไม่กี่คน บัดนี้มีอีกหนึ่งเจ้าของใหม่เป็นสตรี

พ่อบ้านสวีพยุงหลี่ซูที่โงนเงนเดินถึงซุ้มประตูเรือนหลัง สาวใช้สองนางรับตัวเขาต่อ นำพาเขาไปยังห้องหอ

แต่เมื่อใกล้ถึงห้องหอ หลี่ซูกลับยืดตัวขึ้นตรง ยกมือโบกให้สาวใช้ถอยไป

สาวใช้ตกใจเล็กน้อย เห็นหลี่ซูยืนมั่นคง ดวงตาใสกระจ่าง ไม่เหลือเค้าความเมาเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเมาจริงหรือแกล้งเมา แต่ก็ยังยอมคลายมือจากแขนเขาอย่างระมัดระวัง

รอบระเบียงเงียบสงัด หลี่ซูยืนอยู่หน้าหน้าต่างไม้ของห้องหอ แสงสีเหลืองอบอุ่นจากภายในส่องผ่านหน้าต่างออกมาอ่อนๆ

ภายในห้อง มีหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่เคยพบหน้า ปิดหน้าด้วยผ้าสีแดง บางทีใบหน้านางงดงามดุจภาพวาด ท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน นั่งอย่างสง่างามไม่เสียมาดภรรยาขุนนาง

ทว่า...ในท้ายที่สุดก็เป็นแค่คนแปลกหน้า

หลี่ซูเมาแล้ว สุราแห่งพิธีสมรสถ้วยสุดท้าย เขาดื่มไม่ลง

เขายืนอยู่หน้าหน้าต่างเนิ่นนาน จนสามารถได้ยินลมหายใจของหญิงสาวในห้องหอ ลมหายใจแผ่วเบานั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งแปลกหน้า

ไม่รู้ว่ายืนอยู่นานเพียงใด ลมหนาวยามค่ำพัดลอดผ่านระเบียง เขารู้สึกได้ถึงความเย็นจนสร่างเมาอีกเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่น แล้วหมุนตัวจากไป เหลือไว้เพียงแสงไฟโดดเดี่ยวภายในห้องหอ

พ่อบ้านสวีมองตามเขาด้วยความเป็นห่วง แอบส่งบ่าวสองคนให้ติดตามเขาเงียบๆ ยามค่ำเช่นนี้ กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิด

หลี่ซูเดินลำพังกลางรัตติกาลที่เหน็บหนาว หลังดื่มสุรา ลมเย็นยิ่งเหมือนเจาะทะลุผิวหนังจนถึงกระดูก

ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหน พอรู้สึกตัวอีกที เขาก็พบว่าตนมายืนอยู่ริมฝั่งน้ำที่คุ้นเคยเข้าเสียแล้ว

หลี่ซูหัวเราะขื่นๆ ที่นี่เหมือนเป็นดินแดนเคราะห์กรรมประจำตัว ทุกข์และสุขทั้งชีวิตของเขา ล้วนเริ่มจากตรงนี้

ใกล้ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ฝั่งน้ำยังเย็นกว่าในหมู่บ้านมาก ลมแรงพัดโหมเข้าปากจมูก หลี่ซูฝืนต้านลมหนาว เดินไปอย่างยากลำบาก

ทุกครั้งที่เขามาที่นี่ ย่อมพกความหวังว่าอาจได้เห็นเงาร่างหนึ่งที่คุ้นตายืนอยู่ตรงนี้เงียบๆ เรียบสงบ ไม่เปื้อนฝุ่นโลกีย์

ทุกครั้งก็มักผิดหวัง แต่ในครั้งนี้ยิ่งเดินใกล้จุดนั้น ความคาดหวังกลับยิ่งแรงกล้า

ท่ามกลางความมืดมิดยิ่งกว่าการยกมือมองไม่เห็นนิ้ว หลี่ซูรู้สึกว่าตนหายใจถี่ขึ้น

ในใจเขารู้สึกบางอย่างเชื่อมโยงขึ้นมา ราวกับดาวตกเฉียดผ่านฟ้าค่ำ ส่องสว่างชั่วขณะ

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นคุ้นเคย กลิ่นที่คุ้นเคยจนเหมือนฝังอยู่ในกระดูก

เงาร่างบอบบางนั้นยืนอยู่อย่างสงบที่ริมฝั่งน้ำ หันหน้าไปยังแม่น้ำจิ่ง เงี่ยหูฟังเสียงไหลของสายน้ำ หลี่ซูใจเต้นแรง รีบย่องเข้าใกล้สองก้าวอย่างเงียบกริบ กลัวทำลายภาพลวงตาตรงหน้า

เงาร่างนั้นเหมือนจะรู้ตัว หันกลับมาพร้อมกัน ทั้งสองห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว มองสบตากันกลางความมืด แม้มองไม่เห็นหน้าตา แต่แววตาของอีกฝ่ายกลับเปล่งประกายจับจ้องกันอย่างลึกซึ้ง

“ตงหยาง...เป็นเจ้าใช่ไหม?” หลี่ซูเอ่ยเสียงสั่น

ร่างนั้นเหมือนจะตื่นเต้น ยามแรกเหมือนจะพุ่งเข้ากอดเขา แต่กลับอดกลั้นเอาไว้

“ขะ...ข้า...ข้าคือนักพรตเสวียนฮุ่ย ท่าน...ท่าน…”

น้ำเสียงยังคงคุ้นเคย หลี่ซูแม้หลับตาก็ยังจินตนาการได้ว่า นางในยามนี้กำลังสับสน เคอะเขิน และพูดตะกุกตะกักอย่างน่ารักเพียงใด

ในเมื่อผู้เป็นนักพรตทำไม่ได้ หลี่ซูทำได้

เมื่อแน่ใจว่าเป็นนาง เขาก็ก้าวขึ้นไปกอดนางไว้แน่น ราวกับจะบดบังทุกลมหายใจ

ตงหยางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เงียบอยู่ในอ้อมกอดเขาครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็พยายามดิ้น “เจ้า...เจ้าปล่อยข้านะ ข้า...ข้าเป็นนักพรต เจ้า...เจ้าอย่าได้ล่วงเกินนักพรต…”

“รู้แล้ว รู้แล้ว เสวียนฮุ่ยใช่ไหม? อย่าขยับ ปล่อยให้ข้ากอดเจ้าอีกสักพัก ข้าห่างเจ้านานเกินไป จนเกือบลืมกลิ่นของเจ้าแล้ว…” หลี่ซูปลอบอย่างส่งๆ แต่ยังกอดแน่นเหมือนเดิม จมูกแนบกับซอกคอนาง สูดหายใจลึก

“เจ้า...เจ้าอย่าทำแบบนี้ มันจะทำลายความสงบของข้า…” ตงหยางร้องประท้วงอย่างแผ่วเบาในอ้อมแขน

“ให้ข้ากอดก่อน แล้วค่อยกลับไปสงบจิตใจก็แล้วกัน…ว่าแต่ เจ้ามาถึงหมู่บ้านเมื่อใด?”

ตงหยางเหมือนจะยอมจำนน ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดเขา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เพิ่งกลับมาไม่นาน สำนักเต๋าสร้างเสร็จแล้ว พระบิดาส่งคนมาบอกว่าข้าออกจากวังได้แล้ว…”

……….

จบบทที่ 290 - คืนแห่งการพบพาน

คัดลอกลิงก์แล้ว