- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 282 - คำเตือนของจอมมาร
282 - คำเตือนของจอมมาร
282 - คำเตือนของจอมมาร
282 - คำเตือนของจอมมาร
เมื่อฟ้อนรำกับต่อสู้จบลง เฉิงเหยาจิ้นดูเหมือนจะพอใจแล้ว เขาทิ้งตัวนั่งข้างหลี่ซูไม่พูดพล่าม ยกถ้วยสุรากรอกใส่ปากหลี่ซูเต็มคำ พอเห็นหลี่ซูหน้าแดงหูแดงมือไม้ปัดป่ายด้วยความร้อนก็ยิ้มอย่างพอใจ แล้วจึงเริ่มคุยจริงจัง
“เจ้าเด็กน้อย ระยะนี้ลำบากใช่เล่น ความสัมพันธ์ลับกับองค์หญิงตงหยางคงถูกจับได้แล้วกระมัง?” เฉิงเหยาจิ้นมองเขาอย่างจับผิด
หลี่ซูยิ้มเจื่อน “ใช่ ข้าทำให้ฝ่าบาททรงพิโรธ”
“อืม เด็กยังอ่อนประสบการณ์ เรื่องนี้สมควรเป็นเคราะห์กรรม” เฉิงเหยาจิ้นหรี่ตาแล้วยิ้ม “ตอนข้ารู้จักเจ้าครั้งแรก ก็เพราะเจ้าลงมือฆ่าอาหลานแห่งเผ่าถูลี่ เพื่อช่วยองค์หญิงตงหยาง ข้าเห็นท่าทีระหว่างเจ้ากับองค์หญิงก็รู้ว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่ แต่เพราะข้าชอบเจ้า เลยรายงานฝ่าบาทแค่ว่าเจ้าถูกพบตัวกลางทางทำให้โจรอาหลานลักพาตัวไปด้วย จริงๆ แล้วเจ้ากำลังนัดพบองค์หญิงอยู่ใช่หรือไม่?”
หลี่ซูยิ้มขื่น “ขอบคุณท่านลุงเฉิงที่ช่วยเหลือ ข้าอยู่กับตงหยางจริง แต่ ‘นัดพบ’ ฟังดูรุนแรงเกินไป พวกเราแค่คุยกันริมน้ำเท่านั้น”
“ข้าจะเรียกว่านัดพบ!” เฉิงเหยาจิ้นถลึงตา “ทำไปแล้วจะกลัวคนพูดถึงอะไร? ตอนกอดองค์หญิงอยู่ เจ้าคิดอะไรอยู่เล่า?”
หลี่ซูรีบหุบปาก สู้พูดกับคนแบบนี้ไม่ได้ เขาจะพูดอะไรก็คืออย่างนั้น หากคิดจะเถียงต้องมีร่างกายแข็งแกร่งไว้รับหมัดด้วย
เฉิงเหยาจิ้นถอนหายใจ “เจ้าหนู กระดาษไม่มีทางห่อไฟได้ ผลดีมากเกินไปก็กลายเป็นเหตุร้าย เจ้าเพิ่งเหยียบย่างสู่ราชสำนัก ต้องรู้ว่ามันอันตรายเพียงใด เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนให้เจ้า”
หลี่ซูสีหน้าเคร่ง “ท่านลุงไม่ทราบ ข้ากับตงหยางมีใจให้กันแต่ก็เคารพกฎเกณฑ์ ไม่เคยทำให้ราชสกุลเสื่อมเสีย อีกทั้งข้าก็ไม่ได้อวดดี เพียงแต่ว่ามีคนแอบแจ้งความเรื่องนี้…”
เฉิงเหยาจิ้นเสียงเย็น “เจ้าจะบอกว่าเป็นฝีมือไท่จือใช่หรือไม่? ข้าไม่สนเรื่องอดีตระหว่างเจ้ากับเขา แต่ครั้งนี้ เจ้าโทษเขาไม่ได้ เจ้าทำตัวเองให้คนเห็น ใครเห็นก็ต้องขุดขึ้นมาใช้แน่ โชคดีที่ศัตรเจ้าคิดว่าเรื่องนี้จะฆ่าเจ้าได้ แต่เขาประเมินตำแหน่งของเจ้าในใจฝ่าบาทต่ำเกินไป…”
เขาแยกเขี้ยวหัวเราะ “ตำแหน่งเจ้าก็แค่ไม่สูงนัก สูงสู้ตระกูลใหญ่ไม่ได้ ฝ่าบาทก็ไม่เคยคิดจะให้เจ้ากับองค์หญิงสมหวัง แต่เจ้าก็ไม่ได้ต่ำจนเท่าขุนนางทั่วไป หากเป็นขุนนางคนอื่นคงถูกประหารทันที แต่เจ้ารอดเพราะฝ่าบาทชมเจ้าว่าเป็นเยาวชนอัจฉริยะ และเจ้าเองก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ หากเจ้าไม่ก่อกบฏ ต่อให้ก่อเรื่องแค่ไหน ฝ่าบาทก็ยังไม่อยากฆ่าเจ้า”
“ศัตรูเจ้าประเมินเจ้าต่ำอีกครั้ง เลยล้มเหลวอีก แต่เจ้าหนู เจ้าโชคดีเกินไป ครั้งแล้วครั้งเล่าที่รอดพ้นมาได้ ศัตรูย่อมไม่ยอมแพ้ จะยิ่งศึกษาจุดอ่อนเจ้าจนทะลุ และเมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าคงไม่มีใครช่วยได้อีกแล้ว”
หลี่ซูสะดุ้ง
เฉิงเหยาจิ้นกล่าวได้น่าคิด ศัตรูย่อมไม่พลาดซ้ำสอง พอเรียนรู้จากความล้มเหลวแล้ว การลงมือครั้งต่อไปจะไร้ช่องโหว่ และหากถึงวันนั้นก็คงถึงคราวสิ้นชีพจริง
หลี่ซูจึงถาม “ข้าอยากรู้ ท่านลุงเคยเจอศัตรูเช่นนั้นหรือไม่? ท่านรับมืออย่างไร?”
เฉิงเหยาจิ้นเงยหน้าดื่มสุราแล้วหัวเราะ “ข้าชีวิตนี้โง่เง่าซื่อบื้อ ตรงไปตรงมาตลอด ไม่เคยเจอศัตรูจู้จี้ขนาดนั้น หากมี ด้วยความไว้วางใจจากฝ่าบาท เล่ห์กลใดก็ทำอันตรายข้าไม่ได้ ข้าจึงยังนั่งดื่มกินได้สบาย อดีตศัตรูบางคนตายไปแล้ว บางคนหนี บางคนยังอยู่แต่ไม่กล้าทำอะไรข้า…”
สายตาเฉิงเหยาจิ้นเริ่มแดงก่ำจากฤทธิ์สุรา แต่จ้องหลี่ซูอย่างจริงจัง “เจ้ากับข้าไม่เหมือนกัน พวกข้าเป็นทหารเก่าร่วมบุกเบิกแผ่นดินกับฝ่าบาท ต่อให้ทำผิด ฝ่าบาทก็ไม่เอาชีวิต เช่นหลี่เหยาซือ ตอนนั้นมีคนฟ้องว่าเขาคิดกบฏ ฝ่าบาทยังไม่อยากฆ่า แล้วเจ้าล่ะ...อายุน้อย รากฐานอ่อน หากถูกจับได้จริง ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ เจ้าก็มีแต่ซวย ข้าจึงขอเตือน หากไม่หาทางถอนรากถอนโคนศัตรูให้เข็ดขยาด ก็จงออกจากวังวนนี้ไปเสียให้ไกล สองสามปีค่อยกลับมา ก็จะเห็นทิวทัศน์ใหม่อีกครั้ง”
หลี่ซูครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นลุกขึ้นโค้งคำนับยาว “ทุกคำของท่านลุงคือเพชรแท้ ขอบพระคุณมาก ข้าได้รับคำสอนแล้ว”
“จะขอบคุณก็อย่าแค่พูด มอบอะไรให้ข้าบ้าง ข้างประตูนั่นวัวตัวหนึ่ง...”
หลี่ซูรีบตบหน้าขา พูดขัดทันควัน “แย่แล้ว! ก่อนออกจากบ้านข้าต้มน้ำแกงทิ้งไว้บนเตา ลืมปิดไฟ...ท่านลุง ข้าขอลา!”
เฉิงเหยาจิ้นถอนหายใจเศร้าๆ “แต่ก่อนยังอ้างฟ้ามืดอย่างมีความจริงใจ เดี๋ยวนี้ข้ออ้างเจ้าชักเหลวไหลขึ้นทุกวัน...ครั้งหน้าอย่าหาว่าข้าโง่ ใช้ข้ออ้างให้ดีกว่านี้ เข้าใจไหม?”
หลี่ซูหัวเราะฝืดๆ “ข้าผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะเตรียมข้ออ้างให้ดีแน่นอน”
“รู้ว่าเจ้าต้องไปส่งผักต่อ รีบไปเถอะ ต่อไปส่งผักให้ข้าร้อยจินทุกเดือนนะ เอาทุกอย่าง!”
…
กรมไท่ฉางคือหน่วยงานราชการ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพิธีกรรมและดนตรีของราชสำนักต้าถัง
กิจกรรมสำคัญของราชวงศ์เช่น พิธีบูชาฟ้า พิธีบูชาเทพเจ้า หรือพิธีบูชาต้นหม่อน ฮ่องเต้จะนำเหล่าขุนนางทั้งหลายสวดภาวนาและเผากระดาษบูชา ขณะเดียวกันในที่ห่างออกไปจะมีเสียงฆ้อง เสียงกลอง เสียงขลุ่ย เสียงพิณ และเสียงดนตรีหลากชนิดที่บรรเลงอย่างครึกครื้น ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของนักดนตรีจากกรมไท่ฉาง
กล่าวโดยรวมแล้ว กรมไท่ฉางเปรียบได้กับคณะดนตรีและการแสดงของประเทศ ไม่เพียงแต่รับผิดชอบดนตรีในพิธีสำคัญของราชสำนัก แต่ยังรวมถึงการบรรเลงดนตรีและการแสดงในวังหลวงด้วย
หากวันใดหลี่ซื่อหมินทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ หรือเมื่อดื่มสุรากับขุนนางจนเมามาย ทรงโบกพระหัตถ์กล่าวว่า “เรียกนักร้องนักเต้นมาเถิด” ก็จะมีนักร้องนักเต้นจำนวนนับสิบหรือเป็นร้อยก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง ร่ายรำบรรเลงขับกล่อมให้บรรยากาศครึกครื้น เป็นแน่นอนว่า ย่อมดูสง่างามกว่าระบำคลั่งของตระกูลเฉิงอยู่หลายเท่า
นักร้อง นักเต้น และนักดนตรีที่หลี่ซื่อหมินเรียกตัวมานั้น ล้วนอยู่ในความดูแลของกรมไท่ฉาง ยุคอู่เต๋อ ฮ่องเต้เกาจู่หลี่หยวนเคยมีพระราชโองการตั้ง “สำนักสอนดนตรีภายใน” ขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ฝึกสอนการร่ายรำ ดนตรี และเสียงเพลง ใช่แล้ว “สำนักสอนดนตรี”
ในยุคนั้นไม่ใช่เหมือนในอีกพันปีข้างหน้าที่กลายเป็นสถานที่หาความบันเทิงของชนชั้นสูง แต่เป็นสถานฝึกฝนทักษะศิลป์อย่างแท้จริง นักร้องนักเต้นที่งามล่มเมืองเหล่านี้ หากไม่ใช่ฮ่องเต้แล้ว ไม่มีใครกล้ายื่นแม้แต่นิ้วเดียวไปแตะต้องพวกนาง หากฝ่าฝืน มีหวังถูกตัดมือโยนเข้าคุกทันที เพราะสิ่งที่อยู่ในถ้วยของฮ่องเต้ ไม่ใช่ว่าใครก็แตะต้องได้
ทว่ากิจกรรมสำคัญมิได้มีทุกวัน ดังนั้นบรรดานักร้องนักเต้นในกรมไท่ฉางส่วนมากจึงว่างงานอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ดี รับเงินเดือนจากราชสำนักแล้ว จะว่างงานโดยแท้จริงก็มิได้ เมื่อว่างเว้นงาน ก็ต้องฝึกฝนขับร้องร่ายรำบทใหม่ต่อไปไม่หยุดหย่อน
การที่หลี่ซูจะเข้าไปในกรมไท่ฉางนั้นไม่ง่ายเลย ท้ายที่สุดแล้ว นั่นเป็นคณะการแสดงระดับประเทศ มิใช่ที่ๆ ขุนนางตำบลจะเดินเข้าไปง่ายๆ ได้
เขาพาหวังจื่อวนเวียนอยู่หน้ากรมไท่ฉางครึ่งค่อนวัน เห็นทหารยามที่หน้าประตูไม่ได้มีท่าทีจะให้เข้าเลย หลี่ซูจึงกระพริบตา ก่อนจะหันหลังกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลเฉิงอีกครั้ง
ตอนนี้แหละที่ต้องอาศัยอำนาจของบรรดาคุณชายเสเพลทั้งหลาย
ในเมืองฉางอันมีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่ง พวกเขาไม่ทำงานไม่ทำการ ไม่ชอบทำมาหากิน วันๆ ขี่ม้าล่าสัตว์หรือก่อเรื่องไปทั่ว แต่ด้วยบุญคุณจากบิดาหรือปู่ย่าตายาย พวกเขาเหล่านี้กลับได้รับแต่งตั้งตำแหน่ง แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งว่างเปล่าก็ตาม
การบุกคฤหาสน์ตระกูลเฉิงสองครั้งในวันเดียว ไม่เพียงแต่ต้องรวบรวมความกล้า ยังต้องเอาชนะความกลัวในใจไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้ว ใครจะรู้ว่าข้างในจะโผล่อะไรแปลกๆ มาฉุดคอเสื้อแล้วหัวเราะ “วะฮ่าฮ่าฮ่า” ออกมาอีกเมื่อไหร่
โชคของหลี่ซูถือว่าไม่เลว เฉิงเหยาจิ้นอาจจะดื่มหนักขณะรับรองเขาเมื่อตอนกลางวัน เวลานี้หลับไปแล้ว หลี่ซูจึงรีบให้คนไปตามเฉิงฉู่โม่ออกมา
พอได้ยินว่าอยากไปฟังดนตรีที่กรมไท่ฉาง เฉิงฉู่โม่ก็ทำหน้ารังเกียจทันที “ที่นั่นแตะต้องผู้หญิงไม่ได้ นั่งเฉยๆ มีอะไรสนุกหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าในชีวิตของเฉิงฉู่โม่ ตัวชี้วัดความบันเทิงคือแตะต้องผู้หญิงได้หรือไม่
หลี่ซูถอนใจ “พี่เฉิง ท่านจะไม่ลองมีจิตมั่นคงบ้างหรืออย่างไร?”
“น้องชายเอ๋ย อย่าล้อเล่นเลย…นักร้องนักเต้นในกรมไท่ฉาง แค่แตะต้องยังไม่ได้ อย่าหวังจะกอดหรือให้นั่งตัก มันเป็นไปไม่ได้เลย…”
ว่าแล้วเฉิงฉู่โม่ก็ยังกระเง้ากระงอดต่อ “ผู้หญิงในนั้นงามล่มเมืองทุกคน แต่เสียดาย…”
ใบหน้าหลี่ซูก็เริ่มมืดครึ้ม “พี่เฉิง ท่านพอเถอะ…แค่ฟังเพลงนิดเดียวไม่ได้หรือ เดี๋ยวเสร็จแล้วข้าจะพาไปหอคณิกา ที่นั่นอยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจ”
เฉิงฉู่โม่ถึงกับตกตะลึง ยกมือแตะหน้าผากหลี่ซู “เจ้าป่วยหรือเปล่า? เจ้าป่วยหนักแล้วล่ะ…เมื่อก่อนเจ้าขี้เหนียวสุดๆ วันนี้ทำไมใจกว้างขนาดนี้? ท่านเซียนเฒ่าซุนเพิ่งกลับมาจากจาริกเมื่อวาน ข้าจะพาเจ้าไปพบเขา…”
หลี่ซูพลันรู้สึกว่าตัวเองเรียกคนผิด ควรไปหาคุณชายบ้านต้วนหรือตระกูลฟางเสียดีกว่า อย่างน้อยไม่ต้องพูดให้มาก ไม่ต้องปวดหัวให้ตาย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้เฉิงฉู่โม่จะพูดมาก แต่ทำงานกลับคล่องแคล่วเกินคาด เว้นแต่วังหลวงแล้ว ทั้งเมืองฉางอันแทบไม่มีที่ไหนที่พวกเขาบุกเข้าไม่ได้ ไม่ว่าที่ใดก็ใช้ท่าทีกร่างเดินฝ่าด่านเข้าไป
เข้าไปในกรมไท่ฉางอาจยากสำหรับคนทั่วไป แต่กับเฉิงฉู่โม่กลับง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เมื่อมาถึงหน้าประตู เขาชี้ไปที่ทหารยามอย่างหยิ่งยโส สั่งให้ไปตาม “ท่านปุโรหิตประจำกรมไท่ฉาง” ออกมา
………..