เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

251 - ผ้าดิบจากเฮ่าโจว

251 - ผ้าดิบจากเฮ่าโจว

251 - ผ้าดิบจากเฮ่าโจว


251 - ผ้าดิบจากเฮ่าโจว

ยามจันทร์ลอยขึ้นเหนือยอดหลิว งานเลี้ยงที่จวนหลี่ยังไม่เลิก เฉิงฉู่โม่คงเพราะนานๆ ทีจะถูกคนชม วันนี้ถูกหลี่เต้าจิงกล่าวชมไม่กี่คำ ก็เริ่มเคลิบเคลิ้ม เหล้าเลยดื่มเข้าไปจนเมามาย

การดื่มกับเฉิงฉู่โม่ไม่เคยขาดหัวข้อพูดคุย จากเรื่องราวลับของราชวงศ์ก่อนจนถึงเรื่องลับของราชวงศ์นี้ เขาพูดได้ไม่หยุดราวกับของสะสมมีค่า ครั้นเริ่มเมาได้ที่ เฉิงฉู่โม่ก็เอ่ยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง

เพราะฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแต่เนิ่น หลี่ซื่อหมินตลอดปีที่ผ่านมาจึงดำรงชีวิตอย่างเปล่าเปลี่ยว แม้ว่าจะยังมีสี่สนมเอกในตำหนักหลัง แต่สี่นางนี้ต่างก็ชิงดีชิงเด่นแย่งความโปรดปรานจนตำหนักไท่จี๋ปั่นป่วนวุ่นวายไม่เว้นวัน หลี่ซื่อหมินถึงกับเบื่อหน่ายจนแทบจะทนไม่ไหว จึงไม่โปรดสนมเหล่านั้นอีก

เมื่อฮ่องเต้ดำรงชีวิตอย่างเปล่าเปลี่ยว ขุนนางทั้งหลายก็ทนดูไม่ได้ ตรรกะของเหล่าขุนนางก็ช่างประหลาดเสียจริง เรื่องรักใคร่ส่วนตัวของคนอื่นเกี่ยวอะไรกับพวกเขาก็ไม่รู้ แต่พวกเขากลับยึดคติว่า “เมื่อองค์ราชาเป็นทุกข์ ขุนนางย่อมละอาย” พอหลี่ซื่อหมินซึมเศร้า ขุนนางก็พากันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนแสบร้อน

ดังนั้นฉางซุนอู๋จี้จึงรวบรวมขุนนางจำนวนหนึ่ง ยื่นฎีกาขอให้หลี่ซื่อหมินทรงคัดเลือกสาวงามเข้าเป็นสนม โดยคัดเลือกหญิงงามจากตระกูลขุนนางใหญ่หรือบุตรีของขุนนางความดีความชอบ เข้าตำหนักเพื่อช่วยคลายความเหงาให้แก่ฮ่องเต้พระองค์นี้ ไม่มีทางยอมให้ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นชายชราเงียบเหงาเด็ดขาด

หลี่ซื่อหมินคือฮ่องเต้ผู้พิชิตแผ่นดิน แต่ก็คือบุรุษปกติคนหนึ่ง เขาเพิ่งจะอายุสี่สิบปีเท่านั้น บุรุษทั้งหลายย่อมมีความชอบคล้ายกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ย

ฮ่องเต้ผู้สง่างามและแสนซึมเศร้าทำท่าเหมือนจะปฏิเสธอยู่หลายครา กล่าวอย่างจริงจังว่าต้องการมุ่งมั่นดูแลบ้านเมือง ไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องรักใคร่ส่วนตัวอะไรทำนองนั้น

แต่ฉางซุนอู๋จี้ที่เป็นสหายมาตั้งแต่แบเบาะก็รู้จักธาตุแท้ของเขาดี จึงยังคงยื่นฎีกาเรื่อยๆ ขอให้มีการคัดเลือกสนมเข้าไปในวัง ขณะที่หลี่ซื่อหมินก็ยังคงปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ เล่นบทละครเจ้าแผ่นดินมีคุณธรรม ขุนนางจงรักภักดีให้เห็นกลางท้องพระโรง จนกระทั่งเว่ยจิงผู้ยึดมั่นในความเที่ยงธรรมถึงกับรู้สึกสะอิดสะเอียน

ก็แค่คัดเลือกหญิงงามเข้าเป็นสนม ต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ยังมีหน้าพูดถึงคุณธรรม?

ท้ายที่สุดแม้แต่เว่ยจิงที่แทบอ้วกใส่ก็ยังต้องเข้าร่วม ยื่นฎีกาตามไปอีกคน ครั้งสุดท้ายยังพูดอย่างแฝงนัยว่า หากยังเสแสร้งต่อไป ขุนนางเฒ่าผู้นี้จะขอคัดค้านการคัดเลือกเสียเอง พอเถอะ รีบชำระกาย แล้วให้สาวงามทั้งหลายเข้าไปนอนในอ้อมแขนท่านเสียที…

หลี่ซื่อหมินก็รู้ว่าหากยังปฏิเสธต่อไปจะดูเสแสร้งเกินไป จึงรีบตอบรับตามกระแส เพื่อป้องกันไม่ให้เว่ยจิงออกหน้าคัดค้านให้เสียเรื่องเสียราว

เดือนสิบเอ็ด ปีเจิ้งกวนที่สิบเอ็ด ฮ่องเต้แห่งต้าถัง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของฮองเฮาครบหนึ่งปี ก็เริ่มต้นการคัดเลือกหญิงงามเข้าวังเป็นสนมอย่างเป็นทางการ.

พูดกันตามตรง ในฐานะสามีแล้ว หลี่ซื่อหมินก็ถือว่าทำได้ดีพอตัว แน่นอนว่า หากจะเรียกร้องให้เขารักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต ก็คงไม่สมจริงนัก โดยเปรียบเทียบกันแล้ว การที่เขารอถึงหนึ่งปีหลังจากฉางซุนฮองเฮาสิ้นพระชนม์ จึงค่อยต้อนรับสาวงามเข้าวังอีกครั้ง อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีใจมีคุณธรรมอยู่บ้าง

หลี่ซื่อหมินกับฉางซุนฮองเฮาคือคู่สามีภรรยาตัวอย่างที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งที่บันทึกในพงศาวดารและเรื่องเล่าขาน ล้วนกล่าวถึงความรักมั่นคงของทั้งสอง ความเฉลียวฉลาดของหลี่ซื่อหมิน และความเป็นกุลสตรีที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมของฮองเฮา

หลังจากฉางซุนฮองเฮาสิ้นพระชนม์ ความคิดแท้จริงในใจของหลี่ซื่อหมินไม่มีใครล่วงรู้ได้ แต่ที่แน่ชัดคือ เขาอยู่กับความเปล่าเปลี่ยวมาหนึ่งปีเต็ม หากจะมองในแง่ดีที่สุด คือชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยกำลังเข้มแข็ง พอเสียคู่ชีวิตไป เขาก็ใช้เวลาทั้งปีอยู่กับความคิดถึง จากนั้นจึงรวบรวมใจเพื่อจะลืม แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่ายกย่องไม่น้อย

ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ในที่สุดหลี่ซื่อหมินก็ตัดสินพระทัยให้มีการคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง

คนที่เสียใจที่สุดกับการตัดสินใจครั้งนี้ คงไม่พ้นสี่สนมเอกในวังหลัง เดิมทีฉางซุนฮองเฮาก็เป็นเสมือนภูผาสูงที่พวกนางไม่อาจข้ามได้ พวกนางต่างตั้งความหวังแทบขาดใจว่าซักวันหนึ่งตำแหน่งฮองเฮาจะว่างลง และแล้วนางก็สิ้นพระชนม์ไปจริงๆ

ทั้งสี่สนมล้วนมีโอรสธิดา และมีความสัมพันธ์กับหลี่ซื่อหมินมานานหลายปี ครบพร้อมทุกคุณสมบัติที่ฮองเฮาพึงมี ต่างก็มุมานะใช้ความขยันขันแข็งทุ่มเทหัวใจหวังจะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น ใช้ความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่มาเติมเต็มชีวิตที่เงียบเหงาว่างเปล่า

ใครเล่าจะรู้ว่าฮ่องเต้ผู้นี้กลับทรงประสงค์จะรับหญิงงามหน้าใหม่เข้าวังเสียอย่างนั้น! ชัดเจนว่าสี่ต้นหอมแก่ในวังหลังกินกับน้ำจิ้มไม่อร่อยเสียแล้ว…

แรงปรารถนาในการไต่เต้ของสี่สนมจึงเหมือนเปลวไฟที่เจอลมฝนในพริบตา มอดดับลงในทันที ไม่อาจมีแม้แต่ความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นฮองเฮาอีกต่อไป พวกนางเพิ่งตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ตำแหน่งฮองเฮาในใจของชายผู้นี้ มีได้เพียงฉางซุนฮองเฮาเท่านั้น คนอื่นไม่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย

การที่หลี่ซื่อหมินยอมคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง บางทีอาจมีจุดประสงค์เพื่อ “ปราม” สี่สนมเหล่านี้ด้วยก็เป็นได้

เรื่องซุบซิบในวังหลังเช่นนี้ หลี่ซูฟังแล้วก็รู้สึกเพลิดเพลินใจอย่างยิ่ง ถึงกับรู้สึกตำหนิตนเองเบาๆ ว่าที่แท้ตนก็มีด้านขี้เม้าท์เหมือนกันเสียด้วย…

เรื่องซุบซิบก็แค่เรื่องซุบซิบ ฟังจบก็จบไป ขุนนางทั้งหลายพากันเป็นห่วงเรื่องบนเตียงของหลี่ซื่อหมินกันแทบขาดใจ แต่หลี่ซูกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ฮ่องเต้มีนางในนับหมื่น หากจะพูดตามทฤษฎี หญิงใดที่เข้าตาเขา ล้วนสามารถฉุดมากระทำตามอำเภอใจได้ทั้งสิ้น ความเหงาของบุรุษระดับนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างหลี่ซูจะเข้าใจได้หรอก

วันถัดมา บรรดาทหารติดตามจากจวนเฉิงก็ขี่ม้ามาถึงหมู่บ้านไท่ผิง และยังพาคนหนึ่งมาด้วย นั่นคือพ่อค้าผ้าจากตลาดตะวันออกผู้มีใบหน้าเศร้าสร้อย ผ้าบางดั่งปีกจักจั่นที่หลี่ซูเลือกไว้เมื่อวานนี้ ก็ได้มาจากร้านของชายผู้นี้…โดยวิธีไม่ชอบธรรม

พ่อค้าผู้โชคร้ายสีหน้าซีดขาวดุจโฉมงามแต่งหน้าจัด ยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าหลี่ซูไม่หยุด

เมื่อวานเสียผ้าไปผืนหนึ่งก็ว่าซวยพอแล้ว ไม่คาดว่าวันนี้พวกโจรเถื่อนพวกนี้จะถึงกับจับตัวเขามาด้วย ช่างน่าสลดใจยิ่งนัก เมืองฉางอันนี้ช่างน้ำลึกไฟแรงเสียจริง…

เฉิงฉู่โม่เห็นสีหน้าหวาดกลัวประหนึ่งกำลังจะถูกประหารของพ่อค้าผู้นี้แล้วรู้สึกระคายตา จึงเตะไปหนึ่งที อาการสั่นของอีกฝ่ายหายเป็นปลิดทิ้งทันที น้ำตาคลอเบ้า แต่การพูดจาก็เป็นระเบียบมากขึ้นกว่าก่อนหน้ามาก

หลี่ซูถามอย่างสุภาพถึงแหล่งที่มาของผ้าผืนนั้น ก็ได้ความว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากแถบเมืองเฮ่าโจว และพ่อค้าผู้นี้ก็เป็นคนเฮ่าโจวเช่นกัน นับว่าเป็นความบังเอิญอยู่ไม่น้อย เมืองเฮ่าโจวขึ้นชื่อเรื่องการผลิตผ้าไหม จึงมีชาวบ้านเลี้ยงไหมอยู่มากมาย เรียกได้ว่าเกือบทุกบ้านต่างเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ

แน่นอนว่าตัวไหมก็เหมือนคน บ้างแข็งแรง บ้างอ่อนแอ ไหมที่อ่อนแอเหล่านี้หลายตัวก็ใกล้ตาย หรือหากยังไม่ตาย ด้ายไหมที่ปั่นออกมาก็มักจะคุณภาพแย่ ตัวไหมแบบนี้ส่วนมากจะถูกคัดทิ้ง

แต่พ่อค้าผู้นี้กลับหัวใส เขาไปรวบรวมตัวไหมที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นมาจากบ้านต่างๆ แม้จะต้องตายไปจำนวนมาก แต่ที่เหลือยังพอปั่นไหมออกมาได้ ด้ายไหมเหล่านี้แน่นอนว่าทั้งหยาบทั้งเปราะ แต่พ่อค้าไม่รู้ใช้วิธีใดแปรรูป จนสามารถทอออกมาเป็นผ้าผืนหนึ่งได้ ซึ่งก็คือผ้าที่หลี่ซูเลือกไว้นั่นเอง ด้วยเหตุที่ไหมมีคุณภาพต่ำ ผ้าที่ทอจึงโปร่งแสงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหนาแน่นดี เนื้อบางเบาราวผ้าโปร่ง บังแสงไม่ได้แต่ก็ยังกันลมอยู่บ้าง

พ่อค้าผู้นี้ขนผ้ารุ่นนี้มาขายที่ฉางอัน เดิมก็คิดไว้แล้วว่าน่าจะขายไม่ออกนัก ผลก็คือ…ขายไม่ออกจริงๆ

ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือราษฎร การเลือกซื้อของล้วนเน้นความคุ้มค่า ต้องทั้งงามและใช้ได้จริง ผ้าที่ทั้งบาง โปร่ง และเปราะเช่นนี้ ย่อมไม่เข้าตาใครง่ายๆ ผ้าดิบสีพื้นกว่าพันพับจึงถูกกองทับไว้ในร้าน ขายไม่ออกแม้แต่น้อย แม้แต่พ่อค้าชาวต่างชาติที่หลอกง่ายยังเมินใส่ กระทั่งเมื่อวานนี้ที่โชคร้าย ไปเจอกับลูกชายตระกูลกว๋อกงที่กำลังปล้นอยู่…

หลี่ซูดีใจเป็นล้นพ้น

“เศษผ้าพวกนั้นข้าจะเอาทั้งหมด!” ท่าทางของเศรษฐีใหม่ฉายชัดเจนบนใบหน้า

พ่อค้าเถียงเบาๆ “มันเป็นผ้าดีทั้งนั้น ไม่ใช่เศษผ้านะขอรับ…”

“ผ้าดีหรือ? อย่างนั้นเจ้าลองไปขายที่ฉางอันสักหนึ่งฉื่อดูสิ เดี๋ยวก็โดนตบหน้ากลับมาเอง” หลี่ซูถลึงตาใส่

พ่อค้าถอนใจ ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอีก ผ้าผืนนี้ขายไม่ได้จริงๆ เดิมคิดว่าเป็นการคิดค้นของใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่เท่าเศษผ้าเสียด้วยซ้ำ

“ในคลังของเจ้ายังเหลืออีกกี่พับ?”

พ่อค้าตอบเสียงหม่น “สักสองพันพับเห็นจะได้ ขาดทุนย่อยยับ ต้นทุนก็กลับคืนไม่ได้…”

“ขายให้ข้าทั้งหมด คิดราคามา”

พ่อค้าหน้าตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบโพล่งออกมาว่า “สองพันตำลึง…”

แต่ยังไม่ทันจบคำ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกขนลุกซู ความเย็นยะเยือกปกคลุมบริเวณรอบตัวราวสามวา พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่กดดันทั่วบริเวณ…

หลี่ซูยิ้มน้อยๆ เฉิงฉู่โม่และพวกทหารติดตามล้อมพ่อค้าไว้แน่น เสมือนกลุ่มนักเลงรุมรีดค่าขนมจากเด็กเรียนดีที่มุมซอย จะต่อราคาทำไม? ปล้นไปเลยไม่ง่ายกว่าหรือ?

“หนึ่งพันตำลึง…”

พ่อค้าฉลาดใช้ได้ รีบเปลี่ยนราคาทันที ทว่าอุณหภูมิรอบตัวยังไม่ยอมสูงขึ้นสักนิด

ใบหน้าพ่อค้าบิดเบี้ยว พูดตะกุกตะกักต่อ “หะ ห้าร้อย…ไม่สิ สามร้อย…เฮ้อ ท่านคุณชาย อยากได้เท่าไรก็ว่ามาเถอะ ข้าให้หมดเลย…เปล่าๆ ทั้งหมดก็ได้ ท่านจะเอาไหม?”

เป็นพ่อค้าที่ไร้หลักการจริงๆ…

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นโจรหรือ? ข้าจะให้เจ้าสองพันตำลึงก็ได้ แต่เจ้าต้องเป็นคนขนผ้ามาทั้งหมดที่นี่เอง ห้ามย้อมแมวเด็ดขาด…เฮอะ แต่ก็คงย้อมไม่ได้หรอก ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว”

พ่อค้าดีใจจนแทบจะทรุดลงกราบ สองพันตำลึงนั้นชดเชยความเสียหายได้เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว เดิมก็เป็นเพราะสายตาธุรกิจของตนมีปัญหา ไปลงทุนกับผ้าประหลาดนี้เสียเอง ตอนนี้ได้ทุนกลับมาถือว่าเทวดายังเมตตา

เขารีบตอบตกลงอย่างยินดีพลางหันไปมองเฉิงฉู่โม่กับบรรดาทหารติดตามที่เมื่อครู่ยังดูน่าสะพรึงกลัว ตอนนี้กลับน่ารักขึ้นมาในทันที

โจรน้อยกลุ่มนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน น่าเอ็นดูจริงๆ จุ๊บๆ จุ๊บๆ…

……………….

จบบทที่ 251 - ผ้าดิบจากเฮ่าโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว