- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 167 - ดำรงตนในยุควุ่นวาย
167 - ดำรงตนในยุควุ่นวาย
167 - ดำรงตนในยุควุ่นวาย
167 - ดำรงตนในยุควุ่นวาย
คำพูดของเฉิงเหยาจิ้นทำให้หลี่ซูเหงื่อเย็นซึมเต็มหลัง
ที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่โดดเด่น ไม่แย่งชิง ไม่แข่งขัน อะไรที่พอหลีกเลี่ยงได้ก็เลี่ยง แม้แต่การเข้าไปทำงานที่สำนักอาวุธไฟก็ยังทำตัวเรื่อยเฉื่อย เพราะกลัวจะถูกผู้มีอำนาจจับตามอง แล้วพลัดตกสู่หล่มโคลนที่ยากถอนตัว
แต่เมื่อได้ฟังคำของเฉิงเหยาจิ้นในวันนี้ เขาก็เพิ่งตระหนักว่า…เขายังคงเด่นเกินไป และความเด่นนั้นก็กลายมาเป็น "บัตรเชิญ" สามฉบับในอกเขาอย่างไม่อ้อมค้อม
เฉิงเหยาจิ้นมองเขาด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างสะใจ
สีหน้าหลี่ซูยิ่งดูไม่จืด “ท่านลุงเฉิง เหตุใดไม่เตือนข้าน้อยตั้งแต่ก่อนหน้านี้?”
เฉิงเหยาจิ้นหรี่ตายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เตือน? เจ้าคิดว่าเจ้าจะยอมฟัง? ชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่เยาว์วัย เป็นที่รู้จักทั้งฝ่าบาท กำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจ แม้เจ้ากับตระกูลเฉิงจะร่วมมือขายสุราด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละเรื่อง หากเจ้ายังไม่รู้ตัว การเตือนไปก็มีแต่จะทำให้เจ้าห่างจากตระกูลเฉิงมากขึ้น แล้วพวกเราจะได้อะไร?”
“ในทางกลับกัน ถ้าเรานั่งมองเจ้าโดนกำจัด ตระกูลเฉิงก็จะไม่ต้องแบ่งเงินสุราให้เจ้าอีกต่อไป ดีจะตาย วันนี้พูดกับเจ้าขนาดนี้ ข้าก็ขาดทุนมากแล้วรู้ไหม?”
นานๆ ทีเฉิงเหยาจิ้นจะพูดตรงไปตรงมา ความหมายก็ชัดเจน ตระกูลเฉิงกับหลี่ซูไม่ได้สนิทขนาดนั้น แม้จะมองเขาเป็นญาติผู้น้อย แต่ตระกูลเฉิงคือขุนนางใหญ่ ทุกเรื่องต้องมีผลประโยชน์ ไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่ลงมือ แม้จะร่วมขายสุราแต่ก็ไม่มีสายสัมพันธ์อื่นอีก อยากได้การเตือนจากคนอื่น? เจ้ามีคุณค่าพอแล้วหรือ?
หลี่ซูได้แต่พูดไม่ออก
ความสัมพันธ์ไม่พอแล้วหรือ? ไปลูบก้นสาวด้วยกันบนถนนจูเชวี่ยก็เป็นหนึ่งในมิตรภาพ “เหล็กกล้าแห่งชีวิต” แล้วไม่ใช่หรือ?
บทสนทนาหมุนไปหมุนมา ในที่สุดก็วกกลับมาที่ “บัตรเชิญสามฉบับ” นั่นอีกครั้ง
เฉิงเหยาจิ้นยิ้มเหมือนจะสะใจ ทำเอาหลี่ซูแทบอยากฝ่าฝืนมารยาท ตบเขาเสียที…
“สามงานเลี้ยง หากไปหรือไม่ไปก็ล้วนแล้วแต่สร้างศัตรูทั้งสิ้น และศัตรูแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา ไท่จื่อ เว่ยอ๋อง ฉางซุนอู๋จี๋ คนใดคนหนึ่งคิดจะบีบเจ้าตาย ก็ง่ายดายราวกับ…”
หลี่ซูรีบแทรกขึ้น “เหมือนบีบกระต่าย…”
“หืม?”
“เหมือนบีบกระต่ายน้อยแสนน่ารักให้ตาย…”
“ก็แค่แมลงสาบตัวหนึ่ง จะอะไรนักหนา?” เฉิงเหยาจิ้นถลึงตา
หลี่ซูหมดคำ “ขอรับ บีบแมลงสาบก็แมลงสาบ…ท่านลุงเฉิงเชิญกล่าวต่อ ข้าน้อยขอฟังอย่างตั้งใจ”
“งานเลี้ยงเหล่านั้นไม่ใช่แค่ดื่มเหล้า แต่มันคือการบังคับให้เจ้า ‘เลือกข้าง’ ไปบ้านใคร เจ้าก็ถือว่าเป็นคนของบ้านนั้น วันข้างหน้ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เจ้าก็ต้องโบกธงให้พวกเขา ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ว่าไท่จื่อจะรักษาตำแหน่งได้หรือไม่ เว่ยอ๋องจะโค่นไท่จื่อได้หรือไม่ ตระกูลฉางซุนจะรุ่งโรจน์ต่อไปได้กี่ชั่วคน สามงานเลี้ยงนี้ เลือกยากจริงๆ ข้าแค่เตือนเจ้าได้ แต่เลือกแทนเจ้าไม่ได้”
หลี่ซูเงียบงัน ก้มหน้าคิดนาน
ในฐานะคนจากยุคหลัง เขารู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้าง สุดท้ายแล้ว ทั้งสามฝ่ายนั้น…ไม่มีใครได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย ผู้ที่หัวเราะสุดท้ายกลับเป็นหลี่จื้อ เด็กทารกที่ตอนนี้ยังดูไม่เอาไหน และผู้ที่หัวเราะดังกว่านั้น คือหญิงสาวนามอู่จ้าว (บูเช็คเทียน)
ดังนั้น ไม่ว่าจะการเชิญของฝ่ายไหน หรือจะบีบบังคับให้เขาเลือกข้าง หลี่ซูไม่อยากเข้าร่วมกับใครทั้งนั้น เขาไม่เห็นอนาคตกับคนเหล่านี้ สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ คือคิดหาวิธีให้ทั้งสามฝ่ายยอมปล่อยเขาไป
เฉิงเหยาจิ้นหัวเราะ
“ไหนๆ วันนี้ก็บอกเจ้ามามากแล้ว ข้าก็จะบอกอีกหน่อย มีอะไรอยากรู้อีกก็ถามมา”
“ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากเรียนถาม”
“ว่ามา”
หลี่ซูเงยหน้า ส่งสายตาจริงจัง “ท่านลุงเฉิงเคยเป็นขุนนางเก่าจากจวนฉินอ๋อง เป็นแม่ทัพคนสนิทของฝ่าบาท ข้าอยากรู้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไท่จื่อกับเว่ยอ๋องเคยส่งบัตรเชิญให้ท่านบ้างหรือไม่? แล้วท่านตอบรับอย่างไร?”
เฉิงเหยาจิ้นชะงัก สีหน้าประหลาดใจ จ้องมองหลี่ซูอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะลั่น
“เจ้าเด็กนี่ ถามอะไรไม่ถาม มาถามจุดตายเสียได้ สมกับเป็นคนฉลาดจริงๆ ฮ่าๆๆ”
หลี่ซูก็หัวเราะ “ขอท่านลุงเฉิงชี้แนะ”
เฉิงเหยาจิ้นหัวเราะจนเหนื่อย แล้วลูบเครารุงรัง “ถ้าลูกหลานข้าฉลาดได้ครึ่งของเจ้า ตระกูลเฉิงในรุ่นข้าคงได้รุ่งเรืองไปอีกสามชั่วคน…เมื่อปีแรกแห่งรัชศกเจิ้งกวน ฝ่าบาทตั้งไท่จื่อ ตอนนั้นเขาเพิ่งแปดขวบ ยังไม่มีเล่ห์กลใด แต่ตลอดสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา แม้ไท่จื่อกับเว่ยอ๋องจะแข่งกันอย่างลับๆ ทั้งสองกลับไม่เคยกล้าส่งบัตรเชิญมาถึงข้า
เจ้ารู้ไหมทำไม?”
หลี่ซูเงยหน้ามองใบหน้ารกรุงรังเต็มหนวดของเฉิงเหยาจิ้น
พลันความคิดกระจ่าง
“ข้า…เข้าใจแล้ว แต่ไม่กล้าพูด”
เฉิงเหยาจิ้นตาเป็นประกาย
“เข้าใจแล้ว?”
“เข้าใจแล้ว”
“เข้าใจจริงๆ หรือ?”
“เข้าใจจริงๆ”
“ฮ่าๆๆ วะฮ่าๆๆ สุดยอด! สนุกจริงๆ การคุยกับคนฉลาดแบบนี้มันช่างสบายใจนัก!”
หลี่ซูลุกขึ้น ค้อมตัวคารวะ
“วันนี้ข้าได้ฟังคำชี้แนะจากท่านลุงเฉิงมากมาย ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณอย่างสุดซึ้ง”
เฉิงเหยาจิ้นถอนหายใจ “จำไว้ให้ดี พูดจาเลวร้าย ทำเรื่องเลวทราม บางครั้งอาจเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติ แต่ในทางกลับกัน บางทีมันก็อาจเป็นหนทางหนีเคราะห์
วิชานี้อยู่ที่ใจ ฝึกให้ถึงระดับ ย่อมอยู่รอดปลอดภัยได้ทั้งชีวิต”
“ขอรับ”
“พูดกับเจ้าตั้งมาก ข้าคงไม่พูดเปล่า เรามาคุยเรื่องแบ่งเงินจากการขายสุรากันใหม่ดีกว่า ต่อไปข้าเอาเจ็ด เจ้าเอาสาม ตกลงตามนี้”
หลี่ซูยกย่องด้วยใจจริง กล่าวจบเรื่องเหตุผล ก็รีบแสดงตัวอย่างว่าการพูดคำเลวๆ ทำเรื่องเลวๆ คืออะไร ผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่จริงๆ
“ไม่ได้! ถ้าเช่นนั้นข้าจะเอาหัวโขกตายตรงนี้ให้ดู!”
...
ในที่สุดหลี่ซูก็เข้าใจแล้วว่า ชื่อเสียง “จอมมารแห่งโลกหล้า” ของเฉิงเหยาจิ้นได้มาอย่างไร
“มารร้าย” ก็เป็นวิธีหนึ่งในการดำรงตน แม้จะดูสุดโต่ง อาจก่อปัญหาให้ตน แต่ก็สร้างเกราะป้องกันอันแนบเนียนให้กับตนเองได้อย่างดี
เมื่อมีเกราะป้องกันนี้ ทุกคนล้วนหวาดกลัวเขา แต่กลับไม่มีใครระแวงเขา
ด้วยเหตุนี้ เฉิงเหยาจิ้นจึงสามารถมีชีวิตอย่างอิสระจนได้เป็นกว๋อกง
ได้รับความไว้วางใจจากหลี่ซือหมิน ใช้ชีวิตในนครฉางอันได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าเป็นขุนนางหรือผู้มีอำนาจ ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขา
ทั้งนี้ทั้งนั้น ล้วนมาจากท่าที “ดำรงตนแบบชั่วร้าย” ที่เขาเลือกใช้
คนที่ชอบทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้ มีแต่ฮ่องเต้เท่านั้นที่กล้าใช้งาน
เฉิงเหยาจิ้นแนะหลี่ซูตรงไปตรงมามาก เขาแนะนำให้หลี่ซูใช้แนวทางนี้เช่นกัน
จากนี้เป็นต้นไป ให้ “จอมมารรุ่นพ่อ” จูงมือ “จอมมารรุ่นลูก” เดินท่องไปทั่วฉางอัน
ผู้คนพบเห็นต่างหวาดผวา ผีเห็นยังต้องหลีก ก่อเรื่องสักสองสามครั้งให้จริงจังหน่อย
จากนั้นไท่จื่อ เว่ยอ๋อง หรือแม้แต่ตระกูลฉางซุน ใครจะกล้าดึงหลี่ซูเข้าข้างตัวเอง? ไม่กลัวโดนเผาวอดวาย?
เมื่อเดินออกจากจวนเฉิง
หลี่ซูเงยหน้ามองท้องฟ้า สูดหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย
แรงกดดันจากบัตรเชิญทั้งสาม…หายไปหมดแล้ว หรือควรจะพูดว่า…เขารู้แล้วว่าควรทำอย่างไร การมาเยือนจวนเฉิงในครั้งนี้…ไม่เสียเปล่าเลย
………….