- หน้าแรก
- สุภาพบุรุษผู้ว่างงาน แห่งรัชศกเจิ้งกวน
- 24 - เรียนหนังสือ
24 - เรียนหนังสือ
24 - เรียนหนังสือ
24 - เรียนหนังสือ
ข่าวเรื่ององค์หญิงเปิดโรงเรียนในหมู่บ้าน ความจริงแล้วมีจุดประสงค์ที่เรียบง่ายมาก
สุภาษิตว่าไว้ว่า “มังกรแข็งแกร่งยังไม่อาจกดงูเจ้าถิ่น” คำนี้ใช้กับองค์หญิงตงหยางได้อย่างเหมาะสม
เหล่าชาวนาในหมู่บ้านไท่ผิงนั้นแม้ไม่ร่ำรวยและไม่มีสถานะสูงส่ง ทว่าต่อให้ยากจนเพียงใด งูเจ้าถิ่นก็คืองูเจ้าถิ่น หากองค์หญิงผู้เปรียบเสมือนมังกรทองต้องการอยู่อย่างสุขสงบในหมู่บ้านไท่ผิงนับแต่นี้ จำเป็นต้องมอบผลประโยชน์บางประการให้งูเจ้าถิ่นเหล่านั้น
จะให้ข้าวโดยตรงก็ไม่ได้ ชาวกวนจงแม้ยากจน แต่มีศักดิ์ศรีสูงส่ง หากนำข้าวสารไปให้ถึงบ้าน คนเหล่านั้นจะด่าหยาบคายลับหลัง เพราะในสายตาของบุรุษกวนจง นั่นคือกาให้ทาน” นั่นเป็นพฤติกรรมที่น่าอพยพอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา
ยามเกิดปีเคราะห์ แม้บ้านจะอดอยากใกล้ตายก็ไม่ขอร้องจากเจ้าของที่นา แต่ต้องให้เจ้าของที่นาเอาข้าวไปส่งถึงบ้านเอง พวกเขาจะทำท่าไม่ใยดี รับไว้แล้วกล่าวเพียงว่า “นับเป็นหนี้ ขอยืมไว้ก่อน” หากมีใครพูดว่าเป็นการแจกทานล่ะก็ จะโดนพวกเขากลับคำทันที
หากคิดจะผูกใจชาวนา การแจกข้าวคือหนทางล้มเหลวที่เสี่ยงทำให้ถูกเกลียด แต่การเปิดโรงเรียนในหมู่บ้านกลับต่างออกไป เรื่องนั้นถือเป็นกิจกรรมกุศล เพียงจ้างบัณฑิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จไม่กี่คน ให้ช่างไม้ทำโต๊ะเก้าอี้อีกสองสามสิบชุด โรงเรียนก็ถือว่าเปิดดำเนินการได้แล้ว
ใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์สูง นอกจากจะสามารถผูกใจประชาชนได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังทำให้ตระกูลหลี่ได้รับเสียงสรรเสริญ และไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะส่งผลดีต่อราชสำนัก หากได้บัณฑิตผู้ทรงความสามารถจากที่นี่เข้าสู่ราชการ...
ถือว่าคุ้มค่าในหลายแง่มุม
องค์หญิงตงหยางเพิ่งอายุสิบหก หากจะบอกว่าความคิดเปิดโรงเรียนนี้เป็นของนางเอง ต่อให้ตีตายหลี่ซูก็ไม่เชื่อ ส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นแนวคิดที่หลี่ซื่อหมินมอบให้ก่อนที่นางจะออกจากวัง เรื่องเล็กเพียงเท่านี้ แต่กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายทางการเมืองอย่างเด่นชัด
…
เมื่อข่าวเปิดโรงเรียนขององค์หญิงแพร่ออกไป หลี่เต้าจิงก็ลากหลี่ซูออกจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีอย่างแรงกล้า ราวกับลบล้างความหดหู่ที่เสียเงินไปถึงสามร้อยเหวินก่อนหน้า ใบหน้าคร้ามเข้มแดงระเรื่อจนเห็นชัด แม้กระทั่งไฝดำที่อยู่ด้านซ้ายของสันจมูกยังดูคล้ายแมลงวันที่กำลังร้องเพลงอย่างเบิกบาน
“อะไร? อะไร? บ้านเราไฟไหม้หรือ?” หลี่ซูตกใจจนตื่นเต็มตา พอเห็นสีหน้าดีใจของบิดาก็รีบเปลี่ยนสมมุติฐาน “หรือบ้านศัตรพ่อไฟไหม้?”
“พูดจาเหลวไหล!” วันนี้หลี่เต้าจิงใจดีเป็นพิเศษ ถึงกับไม่เฆี่ยนตีเขา กลับตบศีรษะเบาๆ อย่างสนิทสนม
“ไปล้างหน้าแต่งตัวให้เรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าสะอาด แล้วไปโรงเรียนกับพ่อ”
“โรงเรียน? เรียนหนังสือ?” หลี่ซูงุนงงอยู่พักใหญ่ จ้องมองใบหน้าของบิดาราวกับจะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายพูดเล่น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงแห้ง “อย่าล้อกันเลย ข้าขอนอนต่อ เที่ยงแล้วค่อยปลุก...”
อ้าปากหาวยังไม่ทันจบ เขาก็รู้สึกว่าก้นโดนเตะเต็มแรง แล้วร่างก็ลอยขึ้นจากพื้น แขนแข็งแรงข้างหนึ่งโอบรัดตัวเขาเอาไว้ แล้วก็พาตัวเขาออกจากบ้าน เหมือนต้นข้าวโพดที่โดนหมีถอนโคนแล้วแบกไว้ใต้วงแขน…
โอ้ย อยากโตไวๆ เสียจริง โตแล้วจะไม่มีเหตุการณ์อับอายเช่นนี้อีก…
---
โดนบิดาหนีบไว้ใต้รักแร้ตลอดทางไปโรงเรียนในหมู่บ้าน ระหว่างทางชาวบ้านพากันหันมามองเป็นตาเดียว บนใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความเคารพแต่ก็กลั้นยิ้มไว้อย่างยากลำบาก
นับตั้งแต่เขารักษาโรคฝีดาษได้สำเร็จ หลี่ซูก็กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน บรรดาผู้เฒ่าแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น เพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องก็เคารพนับถือเขายิ่งนัก เห็นชัดว่าทุกคนได้รับคำกำชับจากผู้ใหญ่ในบ้าน เมื่อพบเขาจึงมักจะคำนับก่อน แล้วหลีกทางให้เดินนำหน้า
แต่วันนี้เขากลับกลายเป็นตัวตลก โดนพ่อหนีบแขนหิ้วมาทั้งตัว เพื่อนร่วมรุ่นสองสามคนที่เดินสวนมา เดิมทีกะจะคำนับเขา แต่เมื่อเห็นบุคคลที่เคยช่วยชีวิตชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกำลังหน้าแดงก่ำเพราะโดนบิดาหนีบ ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าควรคำนับหรือแกล้งทำเป็นไม่เห็น ทว่าในตอนนั้นพ่อลูกหลี่ก็จากไปไกลเสียแล้ว
“ภาพลวงตา พวกเจ้ามองเห็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น! รีบลืมมันเสียเถอะ!” กลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวล หลี่ซูยังไม่วายพยายามสะกดจิตเพื่อนๆ ด้วยเสียงที่ห่างไกลไปทุกที
…
ด้านตะวันออกของหมู่บ้านเคยเป็นดินเค็ม ดินด่าง กินพื้นที่ราวร้อยกว่ามู่ ไม่สามารถปลูกพืชได้ ต่อมาทางการอำเภอจิงหยางได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากอำเภอลานเถียนมา ผู้เชี่ยวชาญผู้นั้นว่ากันว่าบรรพชนสิบแปดรุ่นล้วนเป็นเกษตรกร มีประสบการณ์มากมาย พอมาดูพื้นที่แล้วก็แนะนำให้ “ล้างดิน”
การล้างดินเค็มด่างเป็นงานใหญ่มาก ต้องรดน้ำให้ทั่วดิน เพื่อชะล้างเกลือออกจากดิน แล้วระบายน้ำออก หรือปล่อยให้น้ำซึมลึกลงดิน เมื่อล้างจนไม่มีเกลือในดินแล้ว จึงจะสามารถปลูกพืชได้
ต้องล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า กินเวลาหลายปี กว่าจะทำให้ดินแปลงนี้ปลูกพืชได้ แม้จะได้ผลแต่ก็ยังนับเป็นแปลงดินคุณภาพต่ำ ให้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มเหนื่อย
บริเวณข้างๆ ดินเค็มเคยมีบ้านหลังหนึ่ง สร้างได้อย่างมีเอกลักษณ์ เคยเป็นที่พักของผู้เชี่ยวชาญคนนั้น บ้านนี้สร้างโดยแรงงานชาวบ้านในหมู่บ้าน ในยุคนั้นการสร้างบ้านไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองมากนัก ไม้จากป่ายังไม่ได้มีเจ้าของ หินก็หาได้ทั่วไป ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันโค่นไม้ ขุดหิน แล้วก็สร้างบ้านได้ในไม่กี่วัน
บ้านหลังนี้ก็คือที่ตั้งของโรงเรียนประจำหมู่บ้านไท่ผิง
หลี่เต้าจิงพาหลี่ซูมาถึงหน้าโรงเรียน ไม่พูดพล่ามทำเพลง เตะก้นเขาอีกที แล้วถีบตัวเข้าไปในโรงเรียน
หยาบคายเกินไปแล้ว หลี่ซูคิดว่าคนที่ควรมาเรียนหนังสือจริงๆ ควรเป็นพ่อมากกว่า อย่างน้อยคุณครูในโรงเรียนคงจะสอนพ่อให้รู้จักคำว่า สุภาพเรียบร้อยกับรักบุตรอย่างลึกซึ้ง
เขาทำหน้าตาว่าง่าย แต่ในใจกลับแอบวางแผน หนีเรียนแน่ๆ อย่างน้อยในชาติก่อนเขาก็เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย จะมาเรียนหนังสือโบราณที่น่าเบื่ออย่างนี้อีกทำไมกัน?
“หลี่ซู” หลี่เต้าจิงเรียกเขาขึ้นมาทันใด
หลี่ซูหันกลับไปมอง เห็นใบหน้าพ่อเปี่ยมด้วยความจริงจังและความคาดหวัง อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ตั้งใจเรียนให้ดีนะ เรียนหนังสือถึงจะมีทางออก ถึงจะมีชีวิตที่ดี พ่อในชาตินี้ไม่มีหวังแล้ว แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าในอนาคต...”
พูดได้แค่สองสามประโยคก็จนด้วยถ้อยคำ ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลี่เต้าจิงชูกำปั้นขึ้นมาสั่น แล้วทำหน้าเหี้ยมเกรียมใส่เขา “อย่างไรเสีย...ต้องเรียนหนังสือให้ดี! ถ้าไม่เรียน ข้าตีเจ้าแน่!”
หลังจากขู่เสร็จ หลี่เต้าจิงก็หันหลังเดินจากไป หลี่ซูที่สายตาไวก็เห็นว่าในชั่วพริบตาที่พ่อหันหลังไปนั้น ขอบตาของเขากลับแดงเรื่อขึ้นมา
หลี่ซูยืนนิ่งอยู่หน้าประตูโรงเรียนในหมู่บ้าน มองดูบิดาที่หันหลังให้ตนแล้วแหงนหน้าถอนหายใจยาวออกมา ไม่รู้ว่าเป็นการฮึดสู้เพื่อวันข้างหน้าที่มีความหวัง หรือถอนหายใจให้กับชีวิตที่อาภัพและยากจนของตน
หลังจากถอนหายใจยาวนั้น หลี่เต้าจิงที่เดิมมีท่าทีหลังค่อม ก็ค่อยๆ ยืดตัวตรงขึ้น คล้ายสนใหญ่กลางลมหนาว คล้ายเสาต้นหนึ่งที่ค้ำยันฟ้า เดินไปอีกสองสามก้าว ก็เจอชาวบ้านคนหนึ่งเดินสวนมา ทั้งสองทักทายกัน แล้วหลี่เต้าจิงก็จับแขนอีกฝ่ายไว้ หันกลับไปชี้มาทางหลี่ซู เอ่ยด้วยน้ำเสียงดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่ในความเป็นจริงกลับแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ “ดูสิ ลูกข้าจะเข้าโรงเรียนในหมู่บ้านแล้วนะ อีกหน่อยจะได้เป็นบัณฑิตคนเรียนหนังสือเหมือนคนอื่นเขา”
เมื่อได้รับคำชื่นชมและอิจฉาจากชาวบ้าน หลี่เต้าจิงก็ยิ้มออกมาอย่างเบิกบานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลี่ซูกลับรู้สึกว่าในดวงตาของตนเริ่มร้อนผ่าว ยิ่งขยี้ตาก็ยิ่งร้อนผ่าวเข้าไปทุกที
………