- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 76 อี้จงไห่กับภรรยารู้สึกเสียใจ
บทที่ 76 อี้จงไห่กับภรรยารู้สึกเสียใจ
บทที่ 76 อี้จงไห่กับภรรยารู้สึกเสียใจ
บทที่ 76 อี้จงไห่กับภรรยารู้สึกเสียใจ
อี้จงไห่ค่อย ๆ ฟื้นจากการหมดสติ หลังจากตั้งสติได้ในสามวินาที เขาก็รู้ตัวว่าตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล และทันที เขารีบมองดูมือทั้งสองข้างของตัวเอง
“ลุงอี้ ! ในที่สุดคุณก็ฟื้นแล้ว ! ฮือออออ...”
ป้าใหญ่ที่นั่งร้องไห้มานานนับชั่วโมงจนตาบวมเป่ง พอเห็นอี้จงไห่ฟื้นขึ้นมาก็ถึงกับร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความสะเทือนใจ
“ชุ่ยฮวา... มือของฉันเป็นยังไงบ้าง ? หมอรักษาได้มั้ย ?”
อี้จงไห่ยังพอรู้สึกได้ว่ามือของตัวเองมีแรงหลงเหลืออยู่บ้าง นิ้วมือขยับได้เล็กน้อย แม้จะอ่อนแรงและไร้เรี่ยวแรง แต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมาก เขาเฝ้าหวังอย่างแรงกล้า พลางมองดูหน้าป้าใหญ่ด้วยความคาดหวัง
“คุณ... หมอเขา...”
ป้าใหญ่พูดทั้งน้ำตา กลั้นสะอื้นจนพูดไม่เป็นประโยค
“เขาพูดว่ายังไงกันแน่ !” อี้จงไห่ถามด้วยเสียงแหบพร่า แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรนและความอ่อนล้า
“หมอบอกว่า... เอ็นมือของคุณ... ต่อกลับมาได้แบบพอจะใช้งานได้เล็กน้อย แต่ต่อไปนี้... คงทำงานหนักไม่ไหวอีกแล้ว... ฮือออ...” ในที่สุดป้าใหญ่ก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อเธอพูดข่าวร้ายออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น
“ว่าไงนะ ! !”
อี้จงไห่หน้าซีดเผือดทันที ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉะ... ฉัน... เป็นช่างเหล็กนะ ... ถ้าไม่มีมือแล้ว... ฉันจะทำงานได้ยังไง ?”
“ไอ้พวกสารเลว ‘สิบสามไท่เป่า’ ! พวกมันทำลายชีวิตฉัน ! ชีวิตฉันพังหมดแล้ว ! !”
อี้จงไห่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขากัดฟันแน่น ก่อนพูดออกมาด้วยความคลั่งแค้น ป้าใหญ่รีบเช็ดน้ำตา ก่อนจะเข้ามาประคองเขา ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ลุงอี้ อย่าทำแบบนี้เลยนะ ! ใจเย็นก่อน หมอบอกว่าตอนนี้ห้ามขยับมือแรง เดี๋ยวเอ็นที่เพิ่งต่อไว้จะขาดอีก”
“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง !”
แต่อี้จงไห่ไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“พักฟื้นไปทำไม ! มือของฉันไม่สมบูรณ์ ก็ทำงานไม่ได้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในยามแก่ชราล่ะ ? ใครจะเลี้ยงดูฉัน ?”
ป้าใหญ่พยายามกลั้นน้ำตา ก่อนพูดปลอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ยังมีตงสวี่อยู่ตรงนี้นะ... ถึงจะทำงานช่างไม่ได้ แต่โรงงานก็ต้องหางานอื่นให้คุณทำแทนแน่ ๆ คุณอย่าคิดสั้นเลยนะ” หลังจากปลอบอยู่พักใหญ่ อี้จงไห่ที่จมอยู่ในความสิ้นหวังก็ค่อย ๆ สงบลง
เขารู้ดีว่าป้าใหญ่พูดถูก โรงงานคงไม่ใจร้ายถึงขั้นไล่เขาออกเพียงเพราะพิการ ตราบใดที่ยังมีงานทำ... ชีวิตก็ยังมีความหวัง
“ลุงอี้... หิวไหม ? ฉันจะกลับไปทำข้าวมาให้” ป้าใหญ่พยายามฝืนยิ้มทั้งที่ภายในใจยังเต็มไปด้วยความหดหู่ จงไห่ไม่ตอบอะไร เพียงแต่นิ่งเงียบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะพยักหน้าขึ้นมาอย่างช้า ๆ
ขณะที่ป้าใหญ่กำลังจะออกจากห้องเพื่อกลับไปทำกับข้าว จู่ ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ประตูห้องถูกเปิดออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย
“สหายอี้จงไห่ฟื้นแล้วใช่ไหมครับ ?”
ตำรวจนายหนึ่งถามขึ้นมาด้วยเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นหญิงข้างเตียงที่ดูเหมือนวิญญาณหลุดลอยจากร่าง
“ฟื้นแล้วค่ะ...”
เธอพยักหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ก่อนจะพาเจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้ามาในห้อง ตำรวจนายหนึ่งเดินไปที่ข้างเตียงของอี้จงไห่ แล้วพูดถามเบา ๆ อย่างระมัดระวัง
“สหายอี้จงไห่... ช่วยเล่าให้เราฟังได้ไหมครับ ว่าใครเป็นคนทำร้ายคุณแบบนี้ ?” พวกเขารู้ดีว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเพิ่งสูญเสียความสามารถในการใช้มือไป คำถามต่าง ๆ ตอนนี้จึงอาจทำร้ายจิตใจของเขาได้
ตำรวจอีกนายก็ยืนเงียบ ๆ พร้อมกับหยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดบันทึก
อี้จงไห่หันหน้ามาทางตำรวจ พร้อมกับดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย และเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ริมฝีปากเริ่มสั่นระริก แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมา
“สหายอี้จงไห่ อย่าเพิ่งตื่นเต้นนะครับ !”
“บอกพวกเรามาเถอะว่าใครเป็นคนทำร้ายคุณ เราจะตามตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด !”
ตำรวจพยายามพูดปลอบใจอย่างใจเย็น เมื่อเห็นสีหน้าของอี้จงไห่เริ่มแดงจัดพร้อมริมฝีปากสั่น
“เปะ... เป็นพวกที่ปิดหน้าไว้... พวกมันจะปล้นเงินผม... ผมไม่ยอมให้... มันก็รุมซ้อมผม ! แล้วยัง... ยังเฉือนเอ็นมือผมด้วย...” น้ำตาของอี้จงไห่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ
เมื่อครู่เขาแทบจะเผลอพูดชื่อ ‘สิบสามไท่เป่าแห่งปักกิ่ง’ ออกมาแล้วด้วยซ้ำ เขาอยากให้ตำรวจจับพวกมันทั้งหมดเข้าคุกและถ้าเป็นไปได้... พวกมันควรถูกลงโทษให้ถึงตาย เพื่อให้ความแค้นในใจของเขาได้สิ้นสุดลงเสียที
แต่สุดท้าย...เขาก็นึกถึงคำขู่ของพวกสิบสามไท่เป่าขึ้นมา เขากลัว... กลัวจนไม่กล้าพูดความจริง !
พวกที่ป้วนเปี้ยนอยู่ตามถนนแบบนั้น ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าความชั่ว... แต่ที่แน่ ๆ คือพวกมันมีพี่น้องเยอะ !
ถึงตำรวจจะจับพวกกลุ่มนั้นไปได้... แต่ถ้าพวกพ้องของมันตามมาล้างแค้นเขาล่ะ ! ?
คนพวกนั้นเลี้ยงชีพด้วยคมมีด ทำได้ทุกอย่าง... แม้กระทั่งฆ่าคน ! แม้ตอนนี้มือของเขาจะใช้การไม่ได้แล้ว... แต่เขายังไม่อยากตาย ! !
สุดท้าย อี้จงไห่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะบอกความจริงแก่ตำรวจ ตำรวจถามคำถามอย่างใจเย็นหลายข้อ โดยเฉพาะเรื่องลักษณะท่าทางของคนร้ายที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
หลังจากจดบันทึกจนเสร็จ ตำรวจก็พูดปลอบใจอี้จงไห่กับภรรยาอยู่สองสามคำก่อนจะออกจากห้องไป พวกเขาต้องรีบตามหาตัวคนร้ายตามเบาะแสที่ได้มาให้เร็วที่สุด
“ลุงอี้ ฉันกลับไปทำข้าวก่อนนะ” ป้าใหญ่พูดเสียงแผ่วเบาก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับตำรวจ
“โอ๊ย... โอ๊ย...”
ไม่นาน เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดของอี้จงไห่ที่อยู่ในห้องดังขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ายป้าใหญ่ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ รีบเอามือปิดปากแล้ววิ่งออกจากโรงพยาบาลไป
“อ้าว ป้าใหญ่กลับมาแล้วเหรอ ? ลุงอี้เป็นยังไงบ้าง ?”
“ใช่ ๆ ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม ?”
เสียงถามด้วยท่าทีเสแสร้งเป็นห่วงใยดังขึ้นมาจากชาวบ้านในซื่อเหอหยวนเมื่อเห็นเธอกลับมา แต่ป้าใหญ่รู้ดี... ว่าคนพวกนี้แค่สอดรู้สอดเห็น ไม่ได้สนใจจริงจังเลยสักคน เธอแทบไม่อยากพูดด้วยด้วยซ้ำ
มีเพียงชาซูที่ถามด้วยความจริงใจ
“ป้าใหญ่ ลุงอี้ไม่เป็นไรมากใช่ไหม ?”
เมื่อเห็นท่าทีจริงใจของเขา น้ำตาของป้าใหญ่ก็ไหลพรากอีกครั้ง “ฮือ...ชาซู...ลุงอี้โดนคนพวกนั้นเฉือนเอ็นมือไป... ตอนนี้มือทั้งสองข้างใช้การไม่ได้แล้ว...”
“อะไรนะ ! ! ใครมันทำเรื่องแบบนี้ได้ ! ?”
ชาซูถึงกับสบถลั่นอย่างโกรธแค้น
พวกชาวบ้านในลานซื่อเหอหยวนได้ยินเรื่องนี้ก็พากันตกตะลึง ก่อนหน้านี้พวกเขาแค่รู้ว่าอี้จงไห่ประสบอุบัติเหตุถูกนำตัวส่งไปโรงพยาบาลทันที แต่ไม่คิดเลย...ว่ามือทั้งสองข้างจะถูกทำลายจนหมดสภาพ !
“เจอโจรปล้นน่ะสิ...”
ป้าใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
“เฮ้อ...เวรกรรมแท้ ๆ ...”
ชาวบ้านบางคนในลานถอนหายใจด้วยความสงสาร แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ทำเป็นพูดตามมารยาทเท่านั้น ป้าใหญ่ไม่สนใจใครอีก เขาเดินตรงกลับไปบ้านด้วยท่าทีเดียวดาย
ชาวบ้านในลานซื่อเหอหยวนมองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความเศร้าของเธอ ต่างก็พากันถอนใจ...แต่ในใจกลับเย็นชาเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ชีวิตในลานกลับไปเป็นปกติเหมือนเดิม...ทำกับข้าว พูดคุย จับกลุ่มพูดคุยกัน เพียงแต่หัวข้อในวันนี้กลายเป็น ‘เรื่องของบ้านตระกูลอี้’ เสียส่วนใหญ่
คนส่วนมากกลับลอบดีใจที่เห็นอี้จงไห่ตกต่ำเช่นนี้ เพราะเขาเองก็มีชื่อเสียงไม่ดีในลาน หลายคนยังไม่ลืมเรื่องที่ เขาคอยกีดกันหลินเย่ จนทำให้ชุมชนซื่อเหอหยวนพลาดโอกาสได้รับเลือกเป็น ‘ซื่อเหอเหยวี่ยนดีเด่น’
ตอนนี้...หลายคนจึงแอบสะใจที่เขาได้รับกรรม !
“ชุ่ยฮวา ! นี่คิดจะปล่อยให้ฉันหิวตายหรือไง ! ?” เสียงแหลมของหญิงชราหูหนวกดังออกมาจากในห้อง ทันทีที่ได้ยินเสียงชุ่ยฮวากลับมาถึงบ้าน
“อกตัญญู ! อกตัญญูจริง ๆ ! ป่านนี้แล้วยังไม่เอาข้าวมาให้ฉันกินอีก !”
“นี่คิดจะปล่อยให้ฉันหิวตายจริง ๆ สินะ ! ! !”
เสียงโวยวายดังลั่นไปทั่วทั้งลานบ้าน คนในลานที่ได้ยิน ต่างก็ทำหน้าประหลาดใจ...
ตอนนี้บ้านตระกูลอี้กำลังลำบากขนาดนี้ ใครจะมีใจมาดูแลหญิงชราได้อีก ? ป้าใหญ่ที่อยู่กลางลานได้ยินก็ไม่แสดงอาการใด ๆ เหมือนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง เธอเดินตรงเข้าครัวด้วยท่าทางเหม่อลอย
เธอเริ่มทำอาหารอย่างไร้อารมณ์