เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 77 คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน

บทที่ 77 คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน

บทที่ 77 คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน


บทที่ 77 คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน

หลินเย่ปั่นจักรยานกลับมาถึงลานซื่อเหอหยวน

มือที่จับแฮนด์รถมีปลาสดแขวนไว้อยู่สองตัว หนักราวสามกิโลกรัม ชัดเจนว่านี่คือผลลัพธ์ จากการตกปลามาทั้งวันของเขา ด้านหลังจักรยานยังมีถุงผ้าที่ซื้อจากร้านของเฉินเสวี่ยหรูไว้ด้วย

“ว้าว ! หลินเย่เปลี่ยนชุดใหม่ ดูหล่อขึ้นเยอะเลย !”

"พูดจริง ๆ นะ ! ! ! "

"ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยสังเกตว่าหลินเย่หล่อขนาดนี้ ? ! ! "

"ใช่ ก่อนหน้านี้แค่รู้สึกว่าหลินเย่ตัวสูงใหญ่ แต่ร่างกายผอม สีหน้าก็ไม่ดี"

“นั่นแหละ เพราะก่อนหน้านี้หลินเย่ลำบากมาก กินไม่อิ่ม แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้น ผิวพรรณก็เลยดีตาม”

“ยิ่งใส่ชุดจงซานแล้วยิ่งดูเปลี่ยนไปเลย”

“ใช่ ! เขาว่ากันว่า ‘คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน’ หลินเย่ใส่ชุดนี้ดูเท่ขึ้นจริง ๆ”

“ดูสิ ข้างหลังจักรยานเขามีถุงเสื้อผ้าใหม่อีกนะ”

“พวกนี้ไม่รู้จักประหยัดเลย แทนที่จะซื้อผ้ามาตัดเองกลับดันไปซื้อเสื้อผ้าราคาแพงมาใส่”

“ก็แบบนี่ล่ะ หลินเย่เป็นผู้ชายโสด จะตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นได้ไง และตอนนี้หลินเย่ก็ไม่ได้ขาดเงินสักหน่อย !”

เหล่าหญิงสาวในลานต่างแอบมองหลินเย่ด้วยสีหน้าแววตาเขินอายเล็กน้อย กระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น แม้แต่ฉินหวยหรูที่กำลังซักผ้าอยู่ ก็ยังแอบเหลือบมองหลินเย่อย่างอดไม่ได้

ก่อนหน้านี้ ใบหน้าของหลินเย่ดูซีดเซียวเหมือนไม่ค่อยมีแรง เหมือนคนทั่วไปในยุคนั้น โดยเฉพาะคนชนบท       ที่หน้าตาซีดเซียวเป็นเรื่องปกติ

แต่ตอนนี้ ใบหน้าของเขาขาวใสขึ้น ไม่ใช่ขาวแบบอ่อนแอ แต่เป็นขาวแบบสุขภาพดีและดูแข็งแรง รูปร่างยังสูงใหญ่เหมือนเดิมและไม่ได้ผอมบางเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ไหล่กว้าง แข็งแรง เอวไม่ย้วย หุ่นดีดูโดยรวมแล้วถือว่าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเป็นชาย ชุดจงซานที่เขาใส่ทำให้ใบหน้าที่ยังดูเด็กหน่อย ๆ ของเขาดูโตและมั่นคงมากขึ้น เพิ่มเสน่ห์ของผู้ชายขึ้นอีกหลายเท่า !

“ทำไมเขาถึงดูดีขึ้นขนาดนี้นะ...” ฉินหวยหรูคิดในใจและตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อทันที ถ้าจางซือมาเห็นว่าเธอเผลอทำหน้าเหม่อลอยใส่หลินเย่แบบนี้ คงไม่พ้นถูกต่อว่าแน่

“ถ้าใครได้แต่งงานกับหลินเย่ คงโชคดีมากเลยนะ”

“ใช่ ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันคงจับคู่ให้หลินเย่แล้ว”

“หลินเย่หน้าตาดี แถมยังเป็นรองหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของโรงงานเหล็กที่ 1 ด้วย ใครจะมีบุญวาสนาได้แต่งงานกับเขานะ ?”

" ปีที่แล้วตอนฉันไปดูตัว ก็เพราะคนในลานบอกว่าเขาทำพ่อแม่ตายไปแล้ว ฉันถึงได้ไม่สนใจหลินเย่เลย ตอนนี้ฉันเสียใจจริง ๆ ......"

“เรื่องนี้ฉันรู้ดี ว่าเป็นเจียงจางซือที่ปล่อยข่าวนี่แหละ”

หญิงสาวในลานต่างถอนหายใจ เมื่อนึกถึงหลินเย่ที่ใส่ชุดจงซานแล้วดูดีขึ้นมาก แต่พวกสาวน้อยในลาน กลับแอบมองเขาด้วยดวงตาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น

แต่คนที่เสียดายที่สุดก็คือ อวี่สวี่ เธอมีโอกาสจะได้แต่งงานกับหลินเย่ เป็นเพราะแม่ไม่เชื่อคำพูดของแม่สื่อ       แต่กลับไปเชื่อเหยียนเจียเฉิงแทน ทำให้เธอพลาดผู้ชายดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย !

ต่างจากชาวบ้านในลานที่สนใจแต่เรื่องชุดใหม่ของหลินเย่และความเปลี่ยนแปลงของเขา เหยียนปู้กุ้ยกลับจับจ้องไปที่ปลาสองตัวที่แขวนอยู่ตรงแฮนด์รถจักรยานของหลินเย่

“หลินเย่ กลับมาแล้วเหรอ โอ้โห ได้ปลาตัวใหญ่สองตัวเลยนะ”

“ไม่ให้ป้าสามมาช่วยทำปลาหน่อยเหรอ ? ป้าสามทำปลาอร่อยมากเลยนะ” เหยียนปู้กุ้ยยิ้มประจบ พยายามพูดจาเอาใจหลินเย่

“ไม่เป็นไร ผมทำเองได้”

หลินเย่มองเหยียนปู้กุ้ยด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับปฏิเสธอย่างไม่แยแส

“เอ่อ... หลินเย่ นายไม่รู้เหรอ ? วันนี้ในลานบ้านของเราเกิดเรื่องใหญ่แล้วนะ”

“อี้จงไห่ตอนเลิกงานเจอเรื่องร้าย !”

เหยียนปู้กุ้ยเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่ยอมแพ้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงลับ ๆ ล่อ ๆ

“อ้อ ? มีคนตายเหรอ ?”

เมื่อได้ยินข่าวเรื่องของอี้จงไห่ หลินเย่ก็คิดทันทีว่าเป็นฝีมือ ‘พี่เฉียง’ ที่ส่งคนมาเล่นงาน

“ไม่ตายนะ แต่เอ็นมือของเขาถูกเฉือนออก !”

“เฮ้อ... ถือว่าเป็นคนพิการไปแล้วล่ะ”

เหยียนปู้กุ้ยถอนใจเฮือกใหญ่แล้วรีบเสนอขึ้น “งั้นเราคุยกันไป กินข้าวไปดีไหม ?”

“นั่นมันน่าเสียดายจริง ๆ เป็นเวรกรรมที่ส่งต่อกันมา”

หลินเย่ก็ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยท่าทางเย็นชาและตอบกลับขึ้น “ไม่ต้องหรอก ผมไม่สนใจว่าอี้จงไห่จะเป็นตายร้ายดียังไง”

“อีกอย่าง เราสองคนก็รู้สถานะกันดีอยู่แล้ว อย่าเข้ามาใกล้อีกนะ ‘ผมเกลียดกลิ่นตัวคุณ’” หลังพูดจบ หลินเย่ก็ปั่นจักรยานกลับบ้านไปทันที ไม่สนใจสายตาอาฆาตและโลภของเหยียนปู้กุ้ยเลย

“ชุ่ยฮวา ฉันหิวแล้ว”

“อกตัญญูจริง ๆ ...อกตัญญู...”

“ในลานนี้ไม่มีใครดีเลยหรือไง ? ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ ไม่มีใครเอาข้าวมาให้กินบ้างเลย”

หลินเย่ยังไม่ทันเดินเข้าไปในลานหลังบ้าน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหญิงชราหูหนวกโวยวายออกมา เมื่อคิดถึงหญิงชราหูหนวกที่นอนติดเตียง ถูกปล่อยปละละเลยแบบนี้ หัวใจเขากลับรู้สึกสบายขึ้นแปลก ๆ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา พร้อมกับเสียงหม้อชามช้อน กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วซื่อเหอเหยวี่ยน

“ใครกันนะ ทำไมกลิ่นหอมจัง ดูเหมือนจะเป็นปลาตุ๋นซีอิ๊วด้วย”

หลิวไห่จงสูดดม แม้แต่ไข่ในปากก็ไม่อร่อยอีกต่อไป

"ใช่ ไม่คิดจะแบ่งปันเลยหรือไง" ป้ารองเสริม

หลิวกวางเทียนกับหลิวกวางฝูสูดกลิ่นอาหารอย่างหิวโหย พยายามนึกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินปลาคือเมื่อไหร่     แต่คิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ถ้าในบ้านมีปลาและเนื้อเมื่อไร หลิวไห่จงกับหลิวกวางฉีก็กินเรียบพวกเขาไม่ได้กินเลย

“จะเป็นใครได้ล่ะ ก็ต้องหลินเย่นี่แหละ”

หลิวกวางฉีกัดกินไข่ที่อยู่ในมือพร้อมแสดงออกด้วยความอิจฉาอย่างชัดเจน

“ไอ้หนูนั่นกินแต่ของดีทุกวัน ใช้ชีวิตดูฟุ่มเฟือยเกินไป ยังไงก็ต้องถูกคนไปแจ้งจับเร็ว ๆ นี้แหละ” หลิวไห่จงจิบเหล้าแล้วบ่นด้วยความอิจฉา

แต่ก็แค่พูดไปงั้นแหละ เพราะทุกคนรู้ดีว่าหลินเย่มีฝีมือในการตกปลา ถ้าจะไปแจ้งจับก็เท่านั้น แถมยังจะมีปัญหาเพิ่มให้ตัวเองอีก

“ฉันหิวแล้ว ใครกำลังทำปลาตุ๋นซีอิ๊ว รีบเอามาให้ฉันหน่อย”

“ทุกคนต้องรู้จักเคารพผู้สูงอายุด้วยนะ !”

“หญิงชราอย่างฉันแก่ขนาดนี้ แถมยังนอนติดเตียงอีก พวกแกไม่มีหัวใจ ไม่มีความเมตตาเลยหรือไง ?” หญิงชราหูหนวกได้กลิ่นปลาหอม ๆ ยิ่งหิวจนทนไม่ไหว ต้องตะโกนโวยวายเสียงดังขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอเลย

ป้าใหญ่ทำอาหารเสร็จแล้ว ก็เอาไปส่งที่โรงพยาบาล

ที่ลานกลางบ้านตระกูลเจีย

“ใครกินปลาตุ๋นซีอิ๊วกัน ?”

เจียจางซือวางขนมลงบนโต๊ะแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะสูดดมกลิ่นอาหารในอากาศ

“หลินเย่ทำค่ะ ฉันเห็นเขาตกปลาได้กลับมาสองตัว” ฉินหวยหรูพลางพูดเบา ๆ

“ไอ้หลินเย่นั่นกินแต่ของดี ๆ ไม่เคยเอามาแบ่งให้ครอบครัวเราเลย สมควรจะโสดตลอดชาติ !”

เจียจางซือรู้สึกโมโหมาก แต่ที่มุมปากมีน้ำลายไหลออกมาเป็นระยะ

“พ่อครับ ผมอยากกินปลา !” ปังเกิงร้องเสียงดัง

“ไปไกล ๆ”

เจียตงสวี่วันนี้เสียเงินพนันไปสามสิบหยวน อารมณ์ไม่ดี ตะโกนใส่ปังเกิงจนเด็กกลัวร้องไห้เสียงดัง

“ทำไมต้องตะคอกเด็กด้วย ?”

เจียจางซืออุ้มปังเกิงเข้ากอดแล้วปลอบขึ้น “ปังเกิงอย่าร้องไห้นะ พรุ่งนี้ให้แม่ไปซื้อเนื้อมา เราจะกินเนื้อกัน”

“แม่ค่ะ ฉันไม่มีเงิน” ฉินหวยหรูพลางพูดเบา ๆ

“ไม่มีเงิน ? แล้วเอาเงินไปทำอะไร ?”

เจียจางซือตวาดกลับไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง

“ตงสวี่ให้เดือนละสิบหยวน พวกเราสามสี่คนกินข้าวด้วยกัน จะเหลือเงินตรงไหน ?” ฉินหวยหรูพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เจียตงสวี่ให้เงินค่าใช้จ่ายเดือนละสิบหยวน

บวกกับเงินเลี้ยงดูของเจียจางซือเดือนละสามหยวน ที่เหลือเขาเอาไว้ซื้อบุหรี่กับเล่นไพ่

“ยังกล้าเถียงเหรอ ?”

เจียจางซือบีบแขนฉินหวยหรูอย่างแรงแล้วพูดตำหนิขึ้น “ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านของฉันรับเธอมา เธอคงยังขุดดินอยู่ที่บ้านนอกอยู่เลย ตอนนี้เธอปีกแข็งแล้ว.....”

“แม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำแบบนั้น” ฉินหวยหรูตาแดงแล้วพูดเสียงดัง

“พอได้แล้ว หยุดเถียงกัน !”

เจียตงสวี่ตะโกนเสียงดังออกมาพร้อมกับถ้วยและตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง

“พรุ่งนี้ถ้าฉันได้เงิน จะไปซื้อเนื้อมาอีก”

“ใช่ ใช่ ตงสวี่ของบ้านเรายังไงก็เจ๋งที่สุด !” เจียจางซือได้ยินแบบนี้ก็ยิ้มจนตาเป็นเส้นบาง ๆ

จบบทที่ บทที่ 77 คนอยู่ที่เสื้อผ้า ม้าอยู่ที่อาน

คัดลอกลิงก์แล้ว