- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 47 ดูตัวสำเร็จ เตรียมซ่อมแซมบ้าน
บทที่ 47 ดูตัวสำเร็จ เตรียมซ่อมแซมบ้าน
บทที่ 47 ดูตัวสำเร็จ เตรียมซ่อมแซมบ้าน
บทที่ 47 ดูตัวสำเร็จ เตรียมซ่อมแซมบ้าน
เหยียนเจียเฉิงเห็นหน้าหญิงสาวชื่ออวี่สวี่ ก็รู้สึกพอใจอย่างมาก เขารู้สึกว่าอวี่สวี่ตัวจริงดูดีกว่าในรูปถ่ายเสียอีก
“ไม่ต้องลำบากแล้ว มานั่งคุยกันก่อนเถอะ”
พ่อของอวี่สวี่เห็นว่าเหยียนเจียเฉิงดูขยันขันแข็ง ก็ยิ่งถูกใจ ยิ้มพลางเชิญให้มานั่ง เหยียนเจียเฉิงนั่งลงอย่างเรียบร้อยข้างพ่อของเขาเอง ส่วนพ่อกับแม่ของอวี่สวี่นั่งคนละข้างของโต๊ะ ขณะที่อวี่สวี่นั่งตรงข้ามเขากับพ่อ
อวี่สวี่นั่งแอบมองเหยียนเจียเฉิง เห็นว่าหน้าตาของเขาก็ถือว่าใช้ได้ ดูสุภาพเรียบร้อย เลยรีบก้มหน้าด้วยความเขินอายเล็กน้อย
การนัดดูตัวเริ่มขึ้นแล้ว
เหยียนเจียเฉิงพูดด้วยท่าทีจริงใจขึ้น “สวัสดีครับ ผมชื่อเหยียนเจียเฉิง อายุ 20 ปี เป็นลูกชาวนา บ้านอยู่ในเมือง ตอนนี้ทำงานเป็นเด็กฝึกงานในโรงงานเครื่องจักร...”
ระหว่างพูด เขาก็แอบสังเกตสีหน้าของครอบครัวฝ่ายหญิงไปด้วย อวี่สวี่ไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ แค่ก้มหน้าฟังเฉย ๆ และไม่พูดอะไร
เหยียนเจียเฉิงเริ่มรู้สึกประหม่าในใจ ไม่แน่ใจว่าครอบครัวฝ่ายหญิงจะพอใจกับเขาไหม
จากนั้น พ่อของอวี่สวี่ก็พูดขึ้นขึ้น “สวัสดีเหยียนเจียเฉิง ลูกสาวของพ่อชื่ออวี่สวี่ ปีนี้เธออายุ 19 ปี พวกเราก็เป็นครอบครัวยากจนเหมือนกัน อยู่ในเมืองเหมือนกัน แต่ลูกสาวของพ่อตอนนี้ยังไม่ได้ทำงานนะ”
“ไม่เป็นไรครับคุณลุง ผมไม่ถือสา”
เหยียนเจียเฉิงรีบตอบพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย
แต่เหยียนปู้กุ้ยผู้เป็นพ่อของเหยียนเจียเฉิงรู้สึกเสียดายไม่น้อย เพราะหลังจากแต่งงาน ถ้าอวี่สวี่มีงานทำ ที่บ้านก็จะมีรายได้เพิ่มอีกหนึ่งทาง
“ไม่ต้องพูดอะไรอย่างอื่นหรอก ผมขอถามเรื่องเดียว... ถ้าแต่งงานแล้ว เรื่องในบ้านทั้งหมดจะให้ลูกสาวของผมเป็นคนจัดการได้ไหม ?”
พ่อของอวี่สวี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเหยียนเจียเฉิงสัมผัสได้ถึงความสำคัญของคำถามนี้ เหยียนเจียเฉิงกังวลอยู่ในใจเล็กน้อย คิดว่าตัวเองจะยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ไหม
หลังจากมองไปที่พ่อของเขา เหยียนปู้กุ้ยก็ส่งสายตาบอกให้เขารับปากไปก่อน
เหยียนเจียเฉิงเลยกัดฟันตอบกลับไปว่า “เอ่อ... ได้ครับ เรื่องในบ้านต่อไปให้อวี่สวี่ดูแลทุกอย่าง” เมื่ออวี่สวี่ได้ยินคำตอบก็เงยหน้าขึ้นยิ้มออกมาอย่างพอใจ
พอดูออกว่าเธอเองก็เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แม้พ่อของเธอจะเป็นคนถาม แต่ความจริงก็คงเป็นความต้องการของเธอด้วย
“ไม่ฝืนใจใช่ไหม ?” อวี่สวี่ถามย้ำขึ้นอีกครั้ง
เหยียนเจียเฉิงคิดในใจว่าแค่ได้แต่งงานมีเมียสักคนก็บุญหนักหนาแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องคิดมาก
เขาจึงตอบหนักแน่นว่า
“ไม่ฝืนเลยครับ !”
เพื่อเมีย เขายอมหมดแหละ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เรื่องในบ้านยกให้เมียดูแลไปก็ได้ !
อวี่สวี่ก็สวยน่ารักขนาดนี้ ตัวเขาเองก็แค่คนงานชั่วคราว เงินเดือนแค่ 13.5 หยวน จะมีเมียได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
ถ้าแต่งได้จริง ๆ ก็ถือว่าคุ้มมาก
แม่ของอวี่สวี่จึงพูดขึ้นว่า
“งั้นครูเหยียน ถ้าเด็กทั้งสองคนพอใจกันแล้ว จะกำหนดวันแต่งงานเมื่อไหร่ดีล่ะ ?”
แม่ของอวี่สวี่รู้สึกดีต่อเหยียนเจียเฉิงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งเหยียนปู้กุ้ยก็เป็นครูด้วย ยิ่งมั่นใจว่าถ้าลูกสาวแต่งไปจะไม่ลำบาก
เหยียนปู้กุ้ยรีบพูดขึ้นว่า “ผมดูฤกษ์ไว้แล้วนะ ถ้าอย่างนั้น มะรืนนี้เลยดีไหม ? ไปจดทะเบียนกัน”
พ่อแม่ของอวี่สวี่มองหน้ากัน แล้วหันไปดูลูกสาว อวี่สวี่ก็กำมือแน่นอยู่นาน สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ
“งั้นก็ตามนั้น วันจันทร์มะรืนนี้ ไปขอใบรับรองแล้วค่อยไปจดทะเบียน”
พ่อของอวี่สวี่ตัดสินใจสรุป
สมัยนั้น คนแต่งงานกันเร็วมาก บางคู่ดูตัววันเดียวก็จดทะเบียนเลย ไม่เหมือนสมัยใหม่ที่ต้องคบกันเป็นปีสองปี
ถ้าคู่ไหนดูใจกันนานเกินเดือน ก็จะถูกคนซุบซิบนินทา
จากนั้นไม่นาน ป้าสามก็กลับมาพร้อมของกินเต็มมือ เห็นสามีส่งยิ้มอย่างพอใจกับลูกชายที่กำลังคุยเล่นกับอวี่สวี่อย่างมีความสุข ก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้เรียบร้อยแน่ เธอจึงเริ่มก่อไฟทำอาหาร
—
ตัดมาที่โรงพยาบาล
“คุณหมอ อาการของคุณยายเป็นยังไงบ้าง ?”
หลังจากตรวจร่างกายมาทั้งเช้า อี้จงไห่ก็ถามหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล หมอเปิดผลตรวจแล้วถอนหายใจ พูดอย่างอ่อนใจว่า
“อาการไม่ดีเลย กล้ามเนื้อเริ่มฝ่อลีบ ท่อนล่างของร่างกายไม่มีความรู้สึกแล้ว เราก็ช่วยอะไรไม่ได้...”
“หมอ... หมอหมายความว่า... คุณยายเดินไม่ได้แล้วเหรอ ?”
อี้จงไห่คว้าแขนหมอ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ ดวงตาแดงก่ำด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ใจเย็น ๆ นะครับ สหาย... อย่าเพิ่งตื่นตระหนก”
คุณหมอขมวดคิ้ว กดมือของอี้จงไห่ลง ก่อนจะพูดปลอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า “ด้วยการแพทย์ตอนนี้... ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้หรอกนะ”
“แต่ว่า... เมื่อวานเธอยังดี ๆ อยู่เลย ทำไมจู่ ๆ เช้าวันนี้กลับลุกไม่ขึ้นซะล่ะ ?”
“พวกคุณกลับไปลองนวดที่ขาให้ยายบ่อย ๆ เผื่อว่าสักวันจะกลับมามีความรู้สึกขึ้นก็ได้” หลังจากฟังคำพูดปลอบใจของคุณหมอจบ อี้จงไห่กับภรรยาก็เหลือบมองกันด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ
จบกัน !
ถ้าหญิงชราหูหนวกคนนี้ต้องกลายเป็นคนพิการนอนติดเตียงขึ้นมา พวกเขาสองคนผัวเมียจะลำบากหนักแน่
คนทั้งชุมชนซื่อเหอหยวนก็รู้กันหมดว่าทั้งสองบ้านนี้สนิทกันขนาดไหน
อี้จงไห่เองก็ถูกหญิงชราหูหนวกรักเหมือนเป็นลูกชายอีกคน ถ้าแกนอนติดเตียงเมื่อไหร่ ก็ต้องมาคอยดูแลเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำทั้งวันทั้งคืนแน่นอน
เมื่อก่อนแค่คอยเอาข้าวเอาน้ำไปให้บ้างก็พอ แต่ถ้ากลายเป็นคนพิการขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็... งานช้างเลยทีเดียว !
“โอเค ฉันจะจ่ายยาช่วยเรื่องเลือดลมเพิ่มให้นะ พวกคุณไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ แล้วก็พายายกลับไปพักที่บ้านได้”
หลังพูดจบ คุณหมอก็ยื่นใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้
อี้จงไห่เหลือบดูแวบเดียว เปลือกตาถึงกับกระตุกขึ้นทันที แม้จะรวมค่าตรวจ ค่ายา ทุกอย่างแล้ว ก็แค่สิบหยวนกว่า ๆ เอง แต่ปัญหาคือ... ตอนนี้เขาไม่มีเงินเลยน่ะสิ !
เขายังต้องไปยืมเงินคนอื่นมาตั้งยี่สิบหยวน เพื่อรอวันเงินเดือนออกอยู่เลย
โชคดีที่วันนี้ชาซูมาด้วย
“ชาซู... นายก็รู้สถานการณ์ของฉันดี ตอนนี้เงินในบ้านโดนขโมยไปหมดแล้ว... ไม่มีเงินเลยจริง ๆ นายช่วยหน่อยได้ไหม...”
อี้จงไห่พูดพร้อมแสดงสีหน้าเศร้าหมองมองชาซู
“ไม่เป็นไรหรอกลุง เดี๋ยวผมจ่ายให้เอง”
ชาซูรับใบเสร็จมาแล้วพูดอย่างใจกว้าง
“เฮ้อ... ยามคับขันก็ยังต้องพึ่งชาซูอยู่ดี”
“นี่แหละ ทั้งชุมชนมีอยู่คนเดียวที่เข้าใจผู้ใหญ่ เคารพผู้สูงอายุ แถมยังมีน้ำใจ” อี้จงไห่กับป้าพากันชมไม่ขาดปาก ทำเอาชาซูถึงกับยิ้มปลื้ม
หลังจ่ายเงินเสร็จ พวกเขาก็พากันกลับบ้าน โดยเข็นหญิงชราหูหนวกที่ตาบวมจากการร้องไห้ตลอดทางกลับไป
คราวนี้ทั้งชุมชนรู้กันหมดแล้วว่า... หญิงชราหูหนวกกลายเป็นคนพิการจริง ๆ ! !
ตัดภาพมาที่สำนักงานเขต
“หัวหน้าหวัง ผมมาแล้ว !” หลินเย่พูดทักทายด้วยรอยยิ้ม
“อ้าว เสี่ยวหลินเองเหรอ มา ๆ มานั่งก่อนเร็ว”
หัวหน้าหวังเห็นหลินเย่มาก็รีบเชิญให้นั่งพร้อมกับรินชาให้ด้วยตัวเอง หลังคุยเรื่องทั่วไปอยู่พักหนึ่ง หัวหน้าหวังก็ถามขึ้นก่อน
“เสี่ยวหลิน วันนี้มามีธุระอะไรล่ะ ?”
“คืออย่างนี้ครับหัวหน้าหวัง... บ้านผมมันเริ่มเก่าทรุดโทรมแล้ว เลยอยากซ่อมแซมนิดหน่อย หัวหน้าหวังว่าพอจะได้ไหมครับ ?”
หลินเย่พลางพูดยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ได้สิ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมเขียนใบรับรองจากที่สำนักงานให้ ไปถึงที่ก็แค่คุยราคากันเอง” หลังพูดจบหัวหน้าหวังก็หยิบกระดาษมาเขียนพร้อมประทับตราของสำนักงานเขต
“นี่ ที่อยู่... แล้วก็นี่ ใบอนุญาตซ่อมบ้าน”
“ขอบคุณมากครับหัวหน้าหวัง... นี่ครับ ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ” หลินเย่พูดพลางหยิบถุงใส่ลูกอม ต้าไป่ถู (เป็นลูกอมรสนมตรากระต่ายขาว) ยื่นให้
“ดูเด็กคนนี้สิ ยังจะเกรงใจกันอีก เอาไปกินเองเถอะ”
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
หลินเย่ยิ้มแล้วรีบเดินออกไป ไม่เปิดโอกาสให้หัวหน้าหวังปฏิเสธ
“เด็กคนนี้นี่นะ...”
หัวหน้าหวังมองถุงลูกอมบนโต๊ะก่อนจะหยิบแบ่งให้ทุกคนในสำนักงาน