เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21  ซื้อจักรยาน

บทที่ 21  ซื้อจักรยาน

บทที่ 21  ซื้อจักรยาน


บทที่ 21  ซื้อจักรยาน

หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จ หลินเย่ก็ออกจากโรงงานทันที

“สหายครับ ผมอยากซื้อจักรยานสักคัน”

เขาเดินตรงเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแล้วพูดกับพนักงานขาย ผู้คนที่อยู่ในร้านต่างก็หันมามองหลินเย่ด้วยสายตาอิจฉา

“มีตั๋วจักรยานไหมคะ ?” พนักงานถาม

หลินเย่หยิบตั๋วจักรยานออกมายื่นให้ พนักงานก็รับไปตรวจสอบอย่างละเอียด

“เชิญทางนี้ค่ะ เลือกดูได้เลยว่าชอบยี่ห้อไหน”

พนักงานชี้ไปยังจักรยานหลากหลายรุ่นที่วางเรียงอยู่ในร้าน หลินเย่เลือกจักรยานรุ่น 13 ขนาด 28 นิ้ว ใช้โครงเหล็กแมงกานีส หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “จักรยานรุ่นใหญ่สองแปด”

รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นไฮเอนด์เลยทีเดียว มาพร้อมกับโซ่ใหญ่ ขาตั้งโครเมียม แกนหลังชุบเงา และกระดิ่งหมุน ดีไซน์โดดเด่นสุด ๆ ราคาก็ไม่ธรรมดาอยู่ที่ 193 หยวน เรียกได้ว่าเทียบเท่าเงินเดือนครึ่งปีของเจียตงสวี่เลยทีเดียว แต่สำหรับหลินเย่ชายผู้กระเป๋าหนักในตอนนี้ แค่นี้ก็แค่เงินจิ๊บจ๊อย

เขาจัดการจ่ายเงิน ยื่นบัตร ทำทะเบียน ใช้เวลาราวชั่วโมงกว่า ๆ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยพร้อมปั๊มตรารับรอง

พอได้จักรยานมาครอบครอง หลินเย่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ตอนนี้เขาถือว่ามีทั้งรถทั้งบ้านอยู่ในเมืองหลวง เทียบกับชีวิตชาติที่แล้วก็ถือว่าดีกว่ามาก

“กริ๊งกริ๊ง ! !”

หลินเย่กระโดดขึ้นจักรยาน ขี่วนรอบประตูเจิ้งหยาง เรียกสายตาชื่นชมจากผู้คนรอบข้างมากมาย

“ว้าว จักรยานสองแปดคันใหม่เอี่ยมเลยนะ !”

“ดูมันสิ ยิ้มจนปากจะฉีกแล้ว !”

“เชอะ ถ้าฉันซื้อได้แบบนั้น ฉันก็ขี่โชว์ยิ่งกว่าหมอนี่อีก !”

“นั่นสิ !”

“หนุ่มคนนี้หล่อจังเลยนะ แถมยังมีจักรยานอีก ไม่รู้มีแฟนหรือยัง ?”

“เสี่ยวหลี่ ดูสิ หนุ่มคนนั่นทั้งหล่อทั้งมีจักรยาน !”

ท่ามกลางสายตาอิจฉานับไม่ถ้วน หลินเย่ขี่รถมุ่งหน้าสู่พานเจียหยวน

ที่นี่คือแหล่งรวมตัวของพวกเจ้าถิ่นแห่งเมืองหลวง มีทั้งต้นไม้ ดอกไม้ ปลา นก ขายกันเพียบ แถมบางมุมยังมีของเก่า ๆ วางขายอย่างลับ ๆ

หลินเย่ขี่วนอยู่แถวนั้นพักใหญ่ ส่วนมากก็มีแต่ขายต้นไม้ดอกไม้เสียเป็นส่วนใหญ่ เขาวนอยู่สักพักจนมาเจอมุมลึก ๆ ที่มีแผงขายของเก่า

เขาสะดุดตาเข้ากับปิ่นปักผมชิ้นหนึ่ง แต่เนื้อวัสดุดูหยาบ ๆ แถมมีรอยร้าวชัดเจน ดูยังไงก็ของเก๊

“พี่ชาย ปิ่นนี่เท่าไหร่ ?”

“ตาถึงนี้ ไม่ธรรมดาเลยนะน้อง นี่เป็นของตกทอดจากทวดของฉัน สมัยก่อนเคยอยู่ในวังเชียวนะ ถ้าไม่ลำบากจริง ๆ ฉันไม่ขายหรอก ถ้าน้องสนใจจริง ๆ เอาไปเลย 30 หยวน”

หลินเย่ได้ยินราคาก็อดมุมปากกระตุกไม่ได้

ไอ้เจ้าคนขายนี่ปากเก่งใช้ได้ ปิ่นที่ดูเหมือนทำจากหินอะไรก็ไม่รู้ ยังกล้าขอถึง 30 หยวน ! ถึงจะไม่ใช่เซียนของเก่า แต่ก็รู้ว่านี่มันไม่คุ้มเอาซะเลย

“สามสิบไม่มี มีแค่เหมาเดียว ขายไหม ?”

หลินเย่ไม่พูดมาก ควักเงินสิบเฟินออกมาจากกระเป๋าทันที

“อะไรวะ ฉันบอกราคาสามสิบ แกต่อเหลือเหมาเดียวเลยเนี่ยนะ ! แบบนี้ก็เกินไปแล้ว !”

พ่อค้าเริ่มหน้าแดง เหมือนอยากจะชกหลินเย่สักหมัด หลินเย่คิดว่าตัวเองก็ต่อรองแรงไปหน่อย เลยหยิบมาเพิ่มอีกเหมา

“สองเหมาล่ะกัน โอเคมั้ย ?”

“ไม่ได้ ๆ นี่มันของที่หลุดมาจากวังเลยนะ เก็บไว้เป็นมรดกได้เลย !”

“ไม่เอาก็แล้วกัน ฉันไปดูแผงอื่นก็ได้”

เขาวางปิ่นลงแล้วลุกจะเดินออกไป พ่อค้าหน้าถอดสี รีบลุกมาจับแขนหลินเย่ไว้

“น้อง ๆ ใจเย็นก่อน เพิ่มอีกนิดก็ได้ พี่ทั้งวันยังขายไม่ได้เลย ถ้าเอาจริง เดี๋ยวพี่ลดให้สุด ๆ”

“สองเหมาเท่านั้น เกินกว่านี้ไม่เอา !”

“เอา ๆ สองเหมาก็สองเหมา ถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้วกัน !” พ่อค้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ยัดปิ่นใส่มือหลินเย่ทันที ราวกับกลัวเขาจะเปลี่ยนใจ

หลินเย่ถึงกับงงไปเล็กน้อย รู้สึกว่าตัวเองอาจจะให้แพงเกินไปด้วยซ้ำ แต่แค่สองเหมา ไม่คิดมากก็แล้วกัน

เขาจ่ายเงิน แล้วเก็บปิ่นที่ดูไม่มีราคาอะไรใส่กระเป๋า

พอเดินมาถึงที่ลับตาคน หลินเย่พลิกข้อมือ หยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ที่ตัวเองแกะสลักขึ้นมา

จากนั้นก็วางปิ่นใส่ลงไปในกล่อง

บอกเลยว่าถ้าไม่สังเกตดี ๆ ปิ่นที่เขาได้มากับของที่ซื้อมา ขนาดและสีใกล้เคียงกันมาก แต่คุณภาพนั้นห่างกันราวฟ้ากับเหว เก็บกล่องไม้ลงในช่องเก็บของพิเศษเสร็จแล้ว เขาก็ขี่จักรยานมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด

สมัยนี้ยังไม่มีความบันเทิงอะไรมากนัก หลินเย่เลยคิดจะซื้อหนังสือมาอ่านแก้เบื่อ พอเห็นว่าใกล้เวลาพอดี หลินเย่ก็ปั่นจักรยานกลับมาถึงลานบ้านเหอหยวน ทันทีที่เห็นเขากลับมาพร้อมจักรยาน ก็สร้างความฮือฮาทั้งลานใหญ่ เพราะนี่คือจักรยานคันแรกของลานบ้านเหอหยวน !

ไม่ใช่แค่คนในลานเท่านั้นที่ตะลึง แต่ข่าวก็ลามไปทั่วทั้งถนนอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลินเย่ก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แม้จะดูเปิดตัวแรง แต่เขาไม่ได้กังวลอะไร

บัตรซื้อจักรยานนั่นเป็นรางวัลที่หวงต้าหมิงให้มาอย่างถูกต้องตามระเบียบ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

หลินเย่เข็นจักรยานเข้าลานบ้านเหอหยวน พอดีกับที่เหยียนปู้กุ้ยกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ด้านหน้า เขาถึงกับเบิกตากว้าง

“หลินเย่ นายซื้อจักรยานจริง ๆ เหรอ ? !”

เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

จักรยานยี่ห้อ ‘ยงจิ่ว’ รุ่นสองแปดคันใหญ่ ราคากว่าร้อยหยวน ไม่ใช่ของราคาถูกเลย แถมตั๋วจักรยานนี่ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่

จริงอยู่ว่าเหยียนปู้กุ้ยมีเงิน แต่ไม่มีตั๋วจักรยาน เขาเองก็หมายตาอยากได้อยู่เหมือนกัน

“โรงงานให้ตั๋วมาใบหนึ่ง ก็เลยซื้อไว้ใช้ เวลาออกไปจัดซื้อก็จะได้สะดวก” หลินเย่ตอบอย่างเรียบ ๆ              นี่นับเป็น จักรยานคันแรกของบ้านเหอหยวนอย่างแท้จริง

เหยียนปู้กุ้ยอิจฉาจนคันยุบยิบ อยากให้เป็นจักรยานของตัวเองเสียเหลือเกิน “ตอนแรกนึกว่าคนแรกที่ซื้อจักรยานจะเป็นลุงใหญ่ซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นหลินเย่”

เหยียนเจียเฉิงพูดกับน้องชายเหยียนเจียฟาง

“หลินเย่นี่ชีวิตดีจริง ๆ กินดีอยู่ดีทุกวัน ตอนนี้ยังมีจักรยานอีก”

เจียฟางบ่นเสียงอิจฉา

“จักรยานนี่ดูดีจริง ๆ นะ” เขาบ่นพึมพำเบา ๆ

หลังจากพูดคุยกับเหยียนปู้กุ้ยพอหอมปากหอมคอ หลินเย่ก็เดินไปยังหลังลานบ้าน แต่พอผ่านลานกลาง ก็เจอกลุ่มคนที่กำลังจ้องจักรยานของเขาเขม็ง ไม่ว่าจะเป็นอี้จงไห่ สวี่ต้าหม่า เจียจาง เจียตงสวี่ หรือแม้แต่ฉินหวยหรู

“เด็กคนนี้กำพร้าพ่อแม่ แต่กลับไม่รู้จักเก็บเงินเลย มีเงินก็เอาไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย”

เจียจางเบ้ปาก แต่สายตาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา

ในสายตาของเธอ หลินเย่ควรจะรู้สถานะตัวเองดี และช่วยเหลือบ้านตระกูลเจียโดยไม่ปริปากบ่น ถึงจะสมควรเป็น "คนดี" ของเธอ

ฉินหวยหรูเองก็มองจักรยานของหลินเย่ไม่วางตา ใจเต้นตุ๊บ ๆ เต็มไปด้วยความอยากได้

“เหอะ จะอะไรนักหนา แค่จักรยานคันเดียว”

เจียตงสวี่แกล้งพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในใจนั้นอิจฉาจนแทบระเบิด อี้จงไห่เดินเข้ามาหาหลินเย่ พลางถามด้วยสีหน้าขรึม

“หลินเย่ นายได้ตั๋วจักรยานมาจากไหน ?” น้ำเสียงแบบนั้นทำให้หลินเย่รู้สึกไม่สบอารมณ์ทันที

ดูท่าว่าอี้จงไห่จะชินกับการเป็น ‘ลุงใหญ่’ จนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน

“คนอื่นเขาให้มา จะเกี่ยวอะไรกับคุณ ?”

หลินเย่พูดเรียบ ๆ ไม่คิดจะอธิบายด้วยซ้ำ

“ใครให้ ?”

อี้จงไห่ถามเสียงเข้ม ราวกับกำลังสอบปากคำผู้ต้องหา

ใบหน้าหลินเย่เริ่มเย็นชา

“ถ้าคิดว่าฉันได้มาผิดทาง ก็ไปแจ้งความสิ”

“นี่คือท่าทีของนายงั้นเหรอ ?” อี้จงไห่เริ่มเสียงแข็ง

“หลินเย่ นายพูดกับผู้อาวุโสแบบนี้ได้ยังไง ไม่ให้เกียรติกันบ้างเลยรึ ?” เจียตงสวี่ทำหน้าขึงขัง ราวกับยืนอยู่บนศีลธรรมอันสูงส่ง

“ฉันว่าตั๋วนั่นจะต้องได้มาอย่างไม่ถูกต้อง บางทีเขาอาจจะขโมยมาด้วยซ้ำ สมควรถูกแจ้งจับ !”

เจียจางหัวเราะเสียงเย็น

“งั้นก็ไปสิ ไปแจ้งเลย ฉันจะกลัวพวกแกหรือไง ?” หลินเย่พูดอย่างไม่ใส่ใจ

เขาเบื่อที่จะต้องมาทนฟังคำพูดพวกนี้แล้ว เพราะตั้งแต่ต้นก็โดนพวกคนในลานกีดกันอยู่แล้ว แต่จะให้เขายอมให้คนพวกนี้มาดูดเลือดดูดเนื้อ ? ไม่มีวัน

“หลินเย่นี่มันไม่รู้จักกาลเทศะจริง ๆ”

“ในสายตามัน ไม่มีแม้แต่ผู้อาวุโสอย่างอาจารย์เลย”

“ควรจัดประชุมทั้งลานแล้วประณามมัน !”

“ฉันจะไปแจ้งสำนักงานเขต ต้องไล่หมอนี่ออกไปให้ได้ !”

ใบหน้าอี้จงไห่เปลี่ยนสีไปมา ความแค้นในใจปะทุขึ้นเรื่อย ๆ แค่เรื่องที่หลินเย่พูดไม่ให้เกียรติตน ยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกประชุมลานใหญ่หรือขับไล่เขาออกจากลานได้

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้จะเป็นถึงลุงใหญ่ หรือแม้แต่หัวหน้าโรงงานหลอมเหล็ก ก็ไม่มีสิทธิ์ขับใครออกจากลานหากเขาไม่ได้ทำผิดร้ายแรงจริง ๆ

แต่ในเมื่อหลินเย่กลับมาแล้ว แผนที่วางไว้ก็ถึงเวลาลงมือเสียที ‘หลินเย่ นายอย่าคิดว่าจะลอยนวลได้ วันนี้แหละ ฉันจะจัดการนายให้สิ้นเรื่อง ! ’

อี้จงไห่คิดในใจอย่างเย็นชา ขณะเดินไปยังบ้านของหญิงชราหูหนวก

จบบทที่ บทที่ 21  ซื้อจักรยาน

คัดลอกลิงก์แล้ว