- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 22 แผนการเริ่มต้น
บทที่ 22 แผนการเริ่มต้น
บทที่ 22 แผนการเริ่มต้น
บทที่ 22 แผนการเริ่มต้น
“คุณยาย ลุงอี้ พวกคุณจะออกไปข้างนอกเหรอครับ ?”
“ใช่จ้ะ คุณยายรู้สึกอึดอัด ฉันก็เลยพาเธอออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย”
อี้จงไห่ประคองหญิงชราหูหนวกไว้ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ทักทายเพื่อนบ้านระหว่างทาง เหมือนกับเป็นลูกหลานกตัญญูคนหนึ่ง ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาก็ค่อยๆ พาหญิงชราเดินออกจากตัวบ้านใหญ่
“หึ ๆ......”
หลินเย่ที่อยู่หลังบ้าน มองดูสองคนแสดงละครก็แค่นหัวเราะอย่างดูแคลน พอตกเย็น กลิ่นหมูผัดก็ลอยไปทั่วอีกครั้ง ทำเอาคนในลานบ้านพากันอิจฉาตาร้อน
หลังจากกินข้าวและล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว หลินเย่ก็นอนพิงหัวเตียงอย่างสบายใจ เปิดหนังสืออ่าน
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน...
“ช่วยด้วย ! ใครก็ได้ ช่วยด้วย ! !”
“มีขโมย ! ขโมยเข้าบ้านฉัน ขโมยมรดกตกทอดของตระกูลไป !”
เสียงร้องโวยวายดังลั่นมาจากหลังบ้าน เสียงแก่ ๆ แบบนี้ ฟังแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าเป็นหญิชราหูหนวกแน่นอน
อย่าดูถูกว่าอายุมากแล้วเชียวนะ เสียงเธอดังใช้ได้เลย ตะโกนไม่กี่ทีก็ทำเอาทั้งลานบ้านแตกตื่นกันหมด
หลินเย่วางหนังสือลงพร้อมยิ้มมุมปาก “ในที่สุด...ก็มาแล้ว !”
“ก๊อก! ก๊อกๆ ๆ !”
เสียงเคาะประตูเร่งเร้า ดังขึ้นจากด้านนอก
“ใครน่ะ ?”
หลินเย่ใส่รองเท้าเดินไปเปิดประตู เห็นว่าเป็นอี้จงไห่ยืนอยู่หน้าบ้าน “มีอะไร ? อายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้จักมารยาทขั้นพื้นฐานอีก ใครสอนให้เคาะประตูแบบนี้ ?”
ยังไม่ทันที่อี้จงไห่จะอ้าปาก หลินเย่ก็สวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า อี้จงไห่ทำหน้านิ่ง สีหน้าดูเย็นชายืนอยู่หน้าประตู คนอื่นอาจจะเกรงใจเขา แต่หลินเย่ไม่ใช่หนึ่งในนั้น
“หลินเย่ พูดกับผู้อาวุโสแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งนะ...”
“อี้จงไห่ นี่นายหมายความว่าแค่แก่กว่าก็เป็นผู้อาวุโสหมดเลยงั้นเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นดีเลย พรุ่งนี้ฉันจะหาผู้อาวุโสสักแปดสิบคนมายัดไว้ที่บ้านนาย นายจะได้มีโอกาสกตัญญูให้พอใจ !”
“แก... ! ! !”
หน้าอี้จงไห่ซีดเขียวไปหมด แต่เพื่อให้แผนดำเนินต่อ เขาก็ได้แต่กลืนไฟในอกไว้
เขาพูดกับหลินเย่ว่า “รีบออกมาเถอะ จะมีประชุมใหญ่ของบ้านเรา มีขโมยเข้ามาขโมยมรดกตกทอดของหญิงชราไป !”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเย่ก็แค่นเสียงเยาะ “มรดกตกทอดงั้นเหรอ ? หญิงชราหูหนวกเป็นคนที่รัฐดูแลอยู่ เธอจะมีของดีอะไรให้ขโมยนักหนา ? ต้องถึงกับเรียกประชุมทั้งชุมชนเลย ?”
“จะมีค่าหรือไม่มีก็เถอะ แต่มันเป็นสมบัติตกทอดของครอบครัว แถมยังเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของชุมชนเราด้วย เราต้องช่วยกันหาคืนมาให้ได้ !”
อี้จงไห่พูดอย่างจริงจัง
หลังพูดจบ เขาก็ไม่รอคำตอบจากหลินเย่ รีบหมุนตัวกลับไปทันที กลัวว่าถ้าอยู่ต่อล่ะก็ หลินเย่อาจจะไม่ยอมไปร่วมประชุมด้วยเลย
หลินเย่หัวเราะออกมาเล็กน้อย ล็อกประตูบ้าน แล้วหยิบเมล็ดแตงโมมากิน เดินอ้อยอิ่งไปที่ลานกลางบ้าน
ตอนนี้ ที่โต๊ะไม้แปดเซียนกลางลาน หญิงชราหูหนวกนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าหม่นหมองน่าสงสาร
รอบ ๆ มีคนมารวมตัวกันเยอะพอสมควร แต่ทุกคนก็ดูงง ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มรดกตกทอดของหญิงชราหูหนวกถูกขโมยไป ? ?
ฟังดูเหลือเชื่อ ใครกันในชุมชนนี้ที่กล้าขโมยของจากเธอ ?
แถมเธอยังเป็นคนที่รัฐให้ความช่วยเหลือ น่าจะจนมากจนไม่มีอะไรให้ขโมยด้วยซ้ำ
“เงียบก่อน ! ทุกคนเงียบก่อน ! ดูซิว่ามากันครบหรือยัง ?”
หลิวไห่จงรีบคว้าโอกาสแสดงบทบาท “รองผู้ดูแล” ออกมาเป็นคนเปิดการประชุม
“ครบแล้ว !”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาคนหนึ่ง เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวไห่จงก็กระแอมเบา ๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าหนักใจว่า
“การประชุมวันนี้ เราจัดขึ้นเพราะเกิดเรื่องใหญ่ในชุมชนเรา”
“ผู้ดูแลพาหญิงชราออกไปเดินเล่น แต่ระหว่างนั้นบ้านกลับถูกขโมยขึ้น มรดกตกทอดถูกขโมยไป !”
“โจรแบบนี้มันช่างไร้มนุษยธรรมจริง ๆ รังแกคนแก่ที่อยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ได้ลงคอ !”
อี้จงไห่ก็พูดเสริมขึ้นมาข้าง ๆ
“ของที่หายไปคือปิ่นหยกที่ตกทอดกันมาหลายรุ่น เป็นของที่หญิงชราหวงแหนที่สุด แต่ตอนนี้กลับหายไปแล้ว เราต้องลากตัวโจรคนนี้ออกมาให้ได้ แล้วลงโทษตามกฎหมาย !”
“บ้านเรานี่เป็นบ้านที่มีระเบียบ ไม่มีใครเคยลักเล็กขโมยน้อยมาก่อน เรื่องนี้ต้องจัดการให้เด็ดขาด !”
ระหว่างที่พูด อี้จงไห่ก็แอบมองไปที่หลินเย่อย่างมีนัย
“พรืด ด~~”
ในบรรยากาศที่เคร่งเครียดนี้ เสียงหัวเราะของหลินเย่ก็ดังขึ้นมาอย่างโดดเด่นและไม่เข้ากับสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย
“หลินเย่ นายหัวเราะอะไร ? มรดกตกทอดของหญิงชราโดนขโมยไป นายดีใจนักหรือไง ?”
อี้จงไห่เห็นหลินเย่หัวเราะ ก็รีบถามเสียงเข้มทันที
“ก็ดีใจนิดหน่อยน่ะนะ แต่ที่ขำจริง ๆ คือนายต่างหากอี้จงไห่ ที่กล้าพูดว่า ‘บ้านเราไม่เคยมีขโมย’ ฮ่า ๆ ๆ ๆ !”
เมื่อหลินเย่พูดจบก็หัวเราะเสียงดังออกมาทันทีเหมือนฟังเรื่องตลกสุดชีวิต
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ โทษที ๆ ทนไม่ไหวจริง ๆ !”
คำพูดนี้เรียกสีหน้าพิลึก ๆ จากชาวบ้านในชุมชนได้ทันที
โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นหลายคนเริ่มกลั้นยิ้มกันไม่ไหว สายตาหลายคู่พากันมองไปที่เจียจาง ก็ใครล่ะที่เป็นขาประจำเรื่องขโมยของในชุมชนนี้ !
ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านเจียมาก็หลายปี มีบ้านไหนในละแวกนี้ไม่เคยโดนเธอขโมยของบ้าง ?
“หลินเย่พูดถูกนะ เจียจางเคยแอบหยิบหัวไชเท้าแห้งที่บ้านฉันตากไว้อยู่เลย !”
“บ้านฉันก็เหมือนกัน ผักกาดในห้องใต้ดินหายเป็นประจำ ฉันสงสัยมานานแล้วว่าเป็นฝีมือเจียจาง”
“ฉันว่านะ คราวนี้ก็ไม่พ้นเธออีกแน่ ๆ”
“หญิงชราของหาย ถึงกับเรียกประชุมใหญ่ แต่ตอนบ้านเราโดนขโมย กลับให้เราทำใจ เฮอะ !”
“มองไม่ออกกันเหรอ ? อย่างที่หลินเย่ว่าล่ะ อี้จงไห่มันก็แค่ลำเอียง เพราะอยากให้เจียตงสวี่เลี้ยงดูตอนแก่ !”
“หน้าซื่อใจคดชัด ๆ !”
อี้จงไห่ฟังเสียงนินทาที่ซัดมารอบทิศแล้วหน้าเขียวเป็นไก่ต้ม ! บรรยากาศที่ควรจะจริงจังจริงใจ กลับถูกหลินเย่ทำลายลงในพริบตา
แถมตัวเขาเองก็กลายเป็นเป้าถูกวิจารณ์ไปด้วยอีกคน จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มหันไปสวดยับใส่เจียจาง อย่างพร้อมเพรียง
“พวกแกพูดอะไรไร้สาระกัน ! ป้าเคยขโมยของพวกแกตอนไหน ?”
เจียจางไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย ยืนเท้าเอวตะโกนด่ากลับใส่คนทั้งลาน ท่าทางเธอนี่เหมือนพร้อมจะลุยกับทุกคนยังไงก็ยังงั้น เห็นว่าเรื่องเริ่มจะเลยเถิด อี้จงไห่ก็ได้แต่กดความโมโหไว้ แล้วตะโกนขึ้น
“พอแล้ว ! เงียบก่อน ! ตอนนี้ประเด็นคือของตกทอดของหญิงชราหาย เราต้องหาตัวขโมยให้ได้ก่อน !”
“แล้วตอนบ้านเราของหายล่ะ ? ทำไมไม่เคยเห็นแกเปิดประชุมบ้างเลย ?”
หลินเย่แทรกขึ้นมาทันที
“หลินเย่ ! หุบปากซะ !”
อี้จงไห่ถึงกับของขึ้น เกือบจะลงไม้ลงมือ “หัวไชเท้าอะไรนั่น มันเรื่องเก่าแล้ว ! ตอนนี้เรากำลังพูดถึงปิ่นหยกของหญิงชรา !”
“ก็ได้ ๆ ๆ ๆ แกเลือกปฏิบัติก็แล้วแต่เถอะ พวกเราคนธรรมดาจะทำอะไรได้ล่ะ”
หลินเย่เห็นว่าตัวเองพูดจนคนทั้งชุมชนคล้อยตามได้แล้ว ก็แสร้งทำเป็นยักไหล่แบบประชด แล้วเดินถอยไปยืนหลังกลุ่มคน