เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7  หญิงชราหูหนวกผู้เจ้าเล่ห์

บทที่ 7  หญิงชราหูหนวกผู้เจ้าเล่ห์

บทที่ 7  หญิงชราหูหนวกผู้เจ้าเล่ห์


บทที่ 7  หญิงชราหูหนวกผู้เจ้าเล่ห์

เมื่อได้ยินคำพูดที่สงบนิ่งของหลินเย่ อี้จงไห่ก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาในใจทันที

ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มคิดในใจ หรือว่า...หลินเย่รู้แล้วว่า หญิงชราหูหนวกไม่ใช่ญาติผู้เสียสละของวีรชน ?

ถึงได้กล้าทำตัวกร่างแบบนี้ ?

แม้แต่หญิงชราหูหนวกที่เมื่อครู่ยังร้องโอดโอยบ่นเจ็บเสียงดัง ก็ถึงกับตัวสั่นวาบไปทั้งร่าง

เธอมองหน้าอี้จงไห่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหญิงชราหูหนวกยึดติดกับสถานะ "ญาติผู้เสียสละ" จนตัวเองก็เชื่อไปแล้วว่ามันคือเรื่องจริง

แต่เมื่อหลินเย่พูดออกมาแบบนั้น เธอถึงเพิ่งรู้สึกตัว ทั้งหมดนั่นมันก็แค่คำโกหกเท่านั้น

ถ้าตำรวจมาจริง ๆ แล้วความจริงถูกเปิดเผยว่าเธอแอบอ้างสถานะนี้ แบบนี้ไม่ใช่โดนจับแน่เหรอ ?

ดังนั้น ตอนนี้เธอไม่กล้าร้องเจ็บอีกแล้ว ได้แต่ตัวสั่นมองไปที่หลินเย่

“อี้จงไห่ จะรออะไรอีกล่ะ รีบไปแจ้งตำรวจสิ ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่หนีไปไหนแน่นอน”

หลินเย่เห็นว่าอี้จงไห่ยังยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ก็พูดเร่งอีกครั้ง

พร้อมกับหันไปมองกลุ่มคน แล้วพูดขึ้น “ใครก็ได้ ช่วยไปแจ้งตำรวจแทนอี้จงไห่ที !”

“ฉัน ! ฉันไปเอง ! !”

สวี่ต้าม่าวที่ชอบหาเรื่องสนุกตลอดเวลา รีบยกมืออาสาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“หยุดเลย !”

“ห้ามไปเด็ดขาด ! !”

หญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ร้องห้ามออกมาพร้อมกัน

“เรื่องในชุมชนก็ให้คนในชุมชนจัดการ ถ้าแจ้งตำรวจขึ้นมา ชื่อเสียงของชุมชนอันสงบสุขของเราจะเหลืออะไรล่ะ !”

อี้จงไห่พยายามควบคุมอารมณ์อย่างสุดกำลัง แล้วหาเหตุผลมาเบี่ยงเบนไม่ให้คนอื่นแจ้งตำรวจ

“หลินเย่... แก...ช่างกล้านัก...กล้าทำร้ายคนแก่ แล้วยังทำตัวอวดดีอีก ฉันว่าแกนี่มัน...”

อี้จงไห่โมโหจนมือที่ชี้หลินเย่สั่นระริก

“จะว่าอะไรก็พูดให้จบนะ !”

“แล้วก็อย่าพูดซ้ำอีก ! หญิงชรานั้นอาจจะเป็นบรรพบุรุษของแก แต่ไม่ใช่ของฉัน !”

หลินเย่หัวเราะเยาะ ขัดคำพูดของอี้จงไห่กลางประโยค พร้อมมองเขากับหญิงชราหูหนวกด้วยแววตาท้าทาย

“หลินเย่กล้าทำร้ายหญิงชราหูหนวก ทำไมอี้จงไห่ถึงไม่ให้แจ้งตำรวจล่ะ ?”

“ก็หญิงชราหูหนวกเป็นฝ่ายลงมือตีหลินเย่ก่อน จะโทษเขาได้ยังไง…”

“โง่รึเปล่า ! ! ไม่ได้ยินที่หลินเย่พูดเรื่องสถานะญาติผู้เสียสละรึไง อี้จงไห่ถึงไม่กล้าให้สวี่ต้าม่าวไปแจ้งความ ฉันว่าหญิงชราหูหนวกอาจจะไม่ใช่ญาติผู้เสียสละจริง ๆ ก็ได้นะ…”

“หา ? ไม่จริงหรอกมั้ง ก็แกเคยบอกว่าแกถักรองเท้าฟางส่งให้พรรคไม่ใช่เหรอ ?”

“แบบนี้พวกเราก็โดนหญิงชราหลอกมาตั้งนานเลยเหรอ ? !”

“ฉันว่าสถานะญาติผู้เสียสละของหญิงชราหูหนวกคงเป็นของปลอมแน่ ๆ !”

คนรอบ ๆ เริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ต่างก็เริ่มตั้งคำถามกับสถานะของหญิงชราหูหนวก

ทันใดนั้น อี้จงไห่ที่รู้ว่าทิศทางของสถานการณ์เริ่มผิดปกติ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนดึงชายเสื้อเขาเบา ๆ เขาก้มลงมองก็เห็นว่าหญิงชราหูหนวกส่งสายตาให้เขาอย่างลับ ๆ

อี้จงไห่รีบร้องขึ้น “เร็วเข้า ! ใครก็ได้ ! รีบพาหญิงชราไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายก่อน !”

แม้คนอื่นจะเริ่มสงสัยในสถานะของหญิงชราหูหนวก แต่เพราะอี้จงไห่มีอิทธิพลอยู่มากในชุมชน ทุกคนก็ยังช่วยกันหารถเข็นมาพาหญิงชราหูหนวกไปโรงพยาบาลจนได้

เมื่อมองดูทั้งสองคนที่หนีหัวซุกหัวซุน หลินเย่ก็แค่นหัวเราะ ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างเย็นชา

ส่วนเหยียนปู้กุ้ยที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด ก็จ้องมองด้วยแววตาเป็นประกาย คล้ายกับมีอะไรบางอย่างผุดขึ้นในใจ...

อี้จงไห่พาหญิงชราหูหนวกขึ้นรถเข็นที่ยืมมาจากเพื่อนบ้าน แล้วปฏิเสธไม่ให้ใครตามไปด้วย

แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้พาหญิงชราไปโรงพยาบาล ทั้งสองคนแค่เดินวนอยู่แถว ๆ นั้นสักพัก ทำเป็นเหมือนกำลังไปโรงพยาบาล จนกระทั่งเห็นว่าคนในชุมชนกลับเข้าบ้านกันหมดแล้ว จึงรีบกลับเข้าหลังบ้านของหญิงชราหูหนวกด้วยท่าทีร้อนรน

ทันทีที่ปิดประตูลง อี้จงไห่ก็รู้สึกว่าร่างกายสั่นสะท้านเหมือนคนเป็นไข้ จะหนาวหรือกลัวก็แยกไม่ออก

หันไปมองหญิงชราหูหนวก เธอเองก็ไม่ต่างกัน นั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

หลังเงียบไปพักใหญ่ เธอจึงเงยหน้าขึ้นถามอี้จงไห่ด้วยเสียงแผ่วเบา

“จงไห่... แกว่า... ไอ้เด็กบ้านหลินนั่น มันรู้เรื่องสถานะของฉันหรือเปล่า ?”

“ไม่น่าจะรู้นี่นา เรื่องนี้มีแค่ฉันกับซุ่ยฮวาที่รู้เท่านั้น...”

“แม้แต่แม่ของหลินเย่เองก็ยังไม่รู้เลย แล้วเขาจะไปรู้ได้ยังไง ?”

อี้จงไห่ขมวดคิ้วแน่น พยายามนึกว่าเรื่องหลุดไปจากใคร หญิงชราหูหนวกพูดเสียงแผ่วเหมือนกลัวใครได้ยิน “แต่ดูจากคำพูดของไอ้เด็กนั่นวันนี้ มันไม่เหมือนแค่ขู่ลอย ๆ เลยนะ”

“แกว่า... มันจะไปแจ้งตำรวจมั้ย ?”

อี้จงไห่เริ่มได้สติหลังจากที่ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมานาน พูดออกมาด้วยเสียงแน่วแน่

“ไม่หรอก ยายไม่ต้องห่วง ต่อให้มันไปแจ้ง ตำรวจก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับก็จบ”

เขาหยุดคิด ก่อนพูดต่อ “ตอนนั้นฉันแค่ให้เมียพูดเลียบ ๆ เคียง ๆ เรื่องยายเป็นญาติผู้เสียสละเท่านั้น ไม่เคยพูดตรง ๆ ด้วยซ้ำ”

“หลายปีผ่านไป ใครจะไปจำได้ว่าใครเริ่มพูดก่อน ถ้าตำรวจมา เราก็แค่บอกว่าชาวบ้านพูดกันเอง เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“ส่วนยาย... ก็แค่แกล้งหูหนวกไป ถามอะไรก็บอกไม่ได้ยิน ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ตำรวจจะทำอะไรได้ ?”

“อายุขนาดนี้แล้ว ตำรวจยังจะใช้ ‘เครื่องมือฟื้นความจำ’ กับยายหรือไง ?”

อี้จงไห่คร่ำหวอดอยู่ในชุมชนมานาน เรื่องเล่ห์เหลี่ยมเขาไม่แพ้ใคร

ตอนแรกเขาแค่ตกใจเพราะหลินเย่รุกแรงเกินไป แต่พอได้ตั้งสติ ก็กลับมามั่นใจเหมือนเดิม

ส่วนหญิงชราหูหนวก เมื่อคิดทบทวนก็ใจชื้นขึ้น ใบหน้าที่เคยแสดงความเมตตาแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาต

“ไอ้หลินเย่นั่น เล่นงานพวกเราจนเสียเชิงต่อหน้าคนทั้งชุมชน แกดูสิ คนพากันสงสัยฉันหมดแล้ว ทีนี้คงจะอ้างชื่อ ‘ญาติผู้เสียสละ’ ไปข่มใครไม่ได้อีกแล้ว”

“นึกว่าพ่อแม่มันตายหมด จะจัดการง่าย ที่ไหนได้ มันถึงกับเป็นหนามยอกอกของชุมชนเราเลย !”

ในดวงตาของอี้จงไห่ปรากฏแววเหี้ยมเกรียม เขากัดฟันแน่นแล้วพูดขึ้น

“ต้องหาทางกำจัดมันออกจากชุมชน ถ้าปล่อยไว้นาน เดี๋ยวคนอื่นจะเอาอย่าง แบบนั้นยุ่งแน่ !”

เขาหันไปถามหญิงชราหูหนวก “ยายมีแผนอะไรบ้างไหม ?”

หญิงชราหูหนวกกลอกตา ก่อนพูดเสียงเย็นชา “แค่ไล่มันออกน่ะมันไม่พอหรอก !”

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเย็นยะเยือก “จะตีงู ต้องตีที่เจ็ดนิ้ว ส่งมันเข้าคุกไปเลยไม่ดีกว่ารึไง ?”

อี้จงไห่ได้ยินดังนั้น ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที รู้ทันทีว่าหญิงชราหูหนวกมีแผนแล้ว

หญิงชราหูหนวกไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่สายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง

อี้จงไห่รับรู้ทันที รีบย่องไปที่ประตู เปิดแง้มดูทั้งซ้ายขวา แล้วตรวจตราอย่างละเอียด พอมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ก็ปิดประตู ดึงม่านลงแน่นหนา ก่อนกลับเข้ามาในห้อง

ในเวลานั้น หญิงชราหูหนวกได้หยิบกล่องไม้เก่า ๆ กล่องหนึ่งออกมา

กล่องดูเก่ามาก แต่แกะสลักลวดลายสวยงามชัดเจน ดูก็รู้ว่าเป็นของมีค่า ถ้าแค่กล่องยังมีราคาขนาดนี้ แล้วของข้างในจะขนาดไหน ?

อี้จงไห่เริ่มรู้สึกอยากรู้ขึ้นมา

พอเห็นแววตาตื่นตะลึงของอี้จงไห่ หญิงชราหูหนวกก็เผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ค่อย ๆ เปิดกล่องไม้

ข้างในคือปิ่นหยกสีเขียวมรกตทั้งแท่ง !

ลำปิ่นแกะสลักเป็นรูปหงส์อย่างปราณีต ที่ปลายเป็นดอกบัวหิมะที่กำลังบาน และยังมีจี้เล็ก ๆ รูปเมล็ดบัวห้อยอยู่ด้วย

“โอ้โห !”

อี้จงไห่เบิกตากว้าง สลับมองปิ่นกับหญิงชราหูหนวก

แม้เขาจะไม่ใช่นักสะสม แต่ก็รู้ว่าปิ่นหยกนี้มีมูลค่าสูงมากแน่นอน

หญิงชราหูหนวกถึงกับมีของล้ำค่าแบบนี้เก็บไว้ ?

เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า ยังจะมีอะไรอีกที่หญิงชราหูหนวกซ่อนไว้...

หญิงชราหูหนวกเห็นอี้จงไห่ตะลึงถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจ  “ปิ่นอันนี้มาจากในวังเก่า เมื่อก่อนมีแต่พวกคุณหญิงคุณนายเท่านั้นที่ใช้”

“ถึงจะชิ้นไม่ใหญ่ แต่ถ้าจะซื้อบ้านของเรานี่ ก็ยังเหลือเงินทอนอีกเยอะ !”

“แกแค่รอจังหวะที่ไอ้หลินเย่มันไม่อยู่บ้าน แล้วแอบเอาปิ่นนี้ซ่อนไว้ในบ้านมัน จากนั้นไปแจ้งตำรวจ บอกว่ามรดกตกทอดของฉันถูกขโมย”

“พอตำรวจมาเจอของกลางพร้อมหลักฐาน รับรองได้ว่ามันติดคุกยาวแน่ !”

ในดวงตาหญิงชราหูหนวกเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม

“ถ้าจะให้ดี... เอาให้มันได้กิน ‘ถั่วลิสงเม็ดหนึ่ง’ ไปเลยยิ่งดี !”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อี้จงไห่ถึงกับใจหล่นวูบ

‘ถั่วลิสงเม็ดหนึ่ง’ ก็หมายถึง กระสุนหนึ่งนัด

นี่มันโหดเกินไปแล้ว !

อี้จงไห่อาจเคยเล่นแผนตัดกำลัง ไล่เบียด ขับไล่ หรือแม้แต่บีบให้คนออกจากชุมชน แต่แผนของหญิงชราหูหนวกนี่ไม่ใช่แค่เล่นสกปรก แต่เล่นถึงตาย !

การใส่ร้ายป้ายสี แม้จะเลวร้าย แต่ก็ได้ผลแน่นอน

ตราบใดที่ตำรวจพบปิ่นในบ้านหลินเย่ เขาก็หมดอนาคตทันที

จบบทที่ บทที่ 7  หญิงชราหูหนวกผู้เจ้าเล่ห์

คัดลอกลิงก์แล้ว