- หน้าแรก
- บรรพบุรุษของข้ามั่นคงเกินไป
- บทที่ 64 ออกเดินทางอีกครั้ง
บทที่ 64 ออกเดินทางอีกครั้ง
บทที่ 64 ออกเดินทางอีกครั้ง
บทที่ 64 ออกเดินทางอีกครั้ง
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ซ่งชิงหมิงและเหล่านักยุทธ์ที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ไม่มีท่าทีประหลาดใจ
หลู่หยุนเฟยได้รับบาดเจ็บที่เส้นชีพจรภายใน ซึ่งการบาดเจ็บเช่นนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าปีกว่าที่จะฟื้นฟูได้เต็มที่ ทางหน่วยองครักษ์เฟยหยุนเว่ย ย่อมต้องส่งนักยุทธฺคนใหม่มาทำหน้าที่แทนเขาอย่างแน่นอน
สวี่จื่อเยียน ในฐานะศิษย์สายตรงของ หลิวซิงเฟิง หนึ่งในสามผู้อาวุโสของหน่วยองครักษ์เฟยหยุนเว่ย อีกทั้งยังมีตบะบำเพ็ญถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่เก้า ด้วยความสามารถของเธอจึงถือว่าเกินพอที่จะมารับตำแหน่งแทนหลู่หยุนเฟย
จากนั้น สวี่จื่อเยียนได้แนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน ศิษย์ใหม่หลายคนที่เพิ่งเข้าร่วมสำนักเซียวเหยา เมื่อได้เห็นศิษย์พี่หญิงสวี่จื่อเยียน ต่างก็ละทิ้งท่าทางจองหองที่เคยแสดงออกตอนอยู่กับซ่งชิงหมิงและคนอื่นๆ ไปจนสิ้น ใบหน้าของพวกเขาดูสำรวมขึ้นมาก และถึงกับมีรอยยิ้มประดับอยู่บ้าง
แม้ว่าสวี่จื่อเยียน ซ่งชิงหมิง และคนอื่นๆ จะเคยพบกันมาบ้างแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่มีเวลาทำความรู้จักกันมากนัก หลังจากกลับมาที่ค่ายและทำลายเสบียงที่ยึดมาจากพวกนักยุทธ์ฝ่ายมาร ทั้งหมดนี้เป็นเพราะต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก หยางอู๋จี้ นักยุทธ์ฝ่ายมาร
เมื่อตอนนี้สวี่จื่อเยียนกลายเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ที่สิบเอ็ด เธอจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำความรู้จักกับทุกคนอีกครั้ง โชคดีที่แม้เธอจะเป็นศิษย์ของสำนักเซียวเหยา แต่เธอมีนิสัยที่เป็นกันเองโดยธรรมชาติ ไม่เหมือนกับศิษย์สำนักเซียวเหยาคนอื่นๆ ที่มักจะถือตัวว่าเหนือกว่า เธอจึงได้รับความยอมรับจากทุกคนอย่างรวดเร็ว
ซ่งชิงหมิงและเหล่ายุทธ์พเนจรคนอื่นๆ ซึ่งเคยได้รับการช่วยเหลือจากสวี่จื่อเยียน ต่างก็มีความประทับใจที่ดีต่อเธออยู่แล้ว ส่วนศิษย์สำนักเซียวเหยาคนอื่นๆ ที่มีระดับการบำเพ็ญต่ำกว่าเธอก็ให้ความเคารพเธออย่างมากเช่นกัน
หลังจากแนะนำตัวกันได้ครู่หนึ่ง สวี่จื่อเยียนก็ค่อยๆ สนิทสนมกับทุกคนมากขึ้น จากนั้นเธอจึงถือโอกาสประกาศภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยองครักษ์เฟยหยุนเว่ย
หน่วยองครักษ์ที่สิบเอ็ดจะต้องออกเดินทางอีกครั้งในเร็วๆ นี้ โดยจุดหมายคือพื้นที่อีกแห่งในเทือกเขาเมฆาคล้อย ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ
ไม่กี่วันต่อมา ซ่งชิงหมิงก็ได้ติดตามหน่วยองครักษ์ที่สิบเอ็ดชุดใหม่กลับเข้าสู่เทือกเขาเมฆาคล้อย อย่างไรก็ตาม ภารกิจในครั้งนี้มีตำแหน่งอยู่ใกล้กับกุ่ยหยุนฟาง มากกว่าเดิม หากดูจากความเร็วในการเดินทาง พวกเขาน่าจะถึงค่ายใหม่ภายในเวลาไม่เกินเจ็ดหรือแปดวัน
ตามระเบียบแล้ว หน่วยองครักษ์เฟยหยุนเว่ยแต่ละทีมที่ปฏิบัติภารกิจ จะต้องให้ผู้อาวุโสที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงทำการสำรวจพื้นที่เพื่อหาอสูรมารระดับสองก่อน จึงจะมอบหมายพื้นที่เฉพาะเจาะจงให้แต่ละทีมเข้าดำเนินการ
จากนั้นจะใช้ยันต์สื่อสารแจ้งให้พวกเขามุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อทำการสำรวจและปราบปรามสัตว์อสูรมารตัวอื่นๆ ในพื้นที่นั้นอย่างละเอียด
หลายวันหลังจากเข้าสู่เทือกเขาเมฆาคล้อย ซ่งชิงหมิงและคนอื่นๆ ก็มาถึงริมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่กว้างประมาณห้าถึงหกจั้ง เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินและเริ่มมืดค่ำแล้ว สวี่จื่อเยียนจึงเสนอให้ตั้งค่ายพักแรมที่นั่นในคืนนี้ และค่อยออกเดินทางต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากเร่งเดินทางด้วยพลังปราณมาตลอดทั้งวัน ทุกคนต่างก็รู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อตกกลางคืน ต่างคนต่างก็จุดไฟ หุงข้าวทิพย์เพื่อฟื้นฟูพลังปราณ และกางเต็นท์ชั่วคราวหลายหลังเพื่อทำสมาธิพักผ่อน
ซ่งชิงหมิงและนักยุทธ์ที่คุ้นเคยกันหลายคนจากหน่วยที่สิบเอ็ดเดิมได้ใช้เต็นท์พักแรมร่วมกัน
หลังจากทำสมาธิจนดึกสงัด ซ่งชิงหมิงก็ลุกขึ้นและเดินออกจากเต็นท์ เพื่อป้องกันการจู่โจมกะทันหันจากอสูรมาร สวี่จื่อเยียนได้จัดเวรยามให้ทุกคนผลัดกันเฝ้าระวังนอกค่ายในช่วงไม่กี่คืนที่ผ่านมา
ถึงเวรที่เขาต้องเฝ้ายามแล้ว ซ่งชิงหมิงจึงเดินไปที่กองไฟหน้าเต็นท์เพื่อเปลี่ยนเวรกับ หวังโช่วอวิ๋น
เมื่อไปถึง เขาพบร่างอันงดงามในชุดสีแดงนั่งอยู่ข้างกองไฟข้างๆ หวังโช่วอวิ๋น เมื่อเห็นว่าเป็นสวี่จื่อเยียน ซ่งชองหมิงก็รีบโค้งคำนับและกล่าวทักทาย
หวังโช่วอวิ๋น เมื่อเห็นซ่งชิงหมิงมาเปลี่ยนเวร ก็ยิ้มและโค้งคำนับสวี่จื่อเยียนเช่นกัน
"ศิษย์พี่สวี่ ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"
สวี่จื่อเยียนลุกขึ้นและพยักหน้า หวังโช่วอวิ๋นเหลือบมองซ่งชิงหมิงแวบหนึ่งก่อนจะรีบเดินจากไป
หวังโช่วอวิ๋นเป็นนักยุทธ์จากสำนักเซียวเหยาที่เพิ่งเข้าร่วมหน่วยที่สิบเอ็ด เขาไม่เคยแสดงท่าทีเป็นมิตรกับคนรู้จักของซ่งชิงหมิงที่เป็นนักยุทธ์ไร้สังกัดมาก่อน ซ่งชิงหมิงคุ้นชินกับเรื่องนี้แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าตอบตามมารยาท
หลังจากหวังโช่วอวิ๋นจากไป ซ่งชิงหมิงก็เดินไปที่กองไฟและนั่งลงอย่างผ่อนคลาย การที่มีเทพธิดาผู้งดงามมาช่วยอยู่เป็นเพื่อนในยามค่ำคืนเช่นนี้ ทำให้ซ่งชิงหมิงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
"ศิษย์น้องหวังและคนอื่นๆ ฝึกฝนอยู่ในสำนักมาตั้งแต่เด็ก และไม่ค่อยได้ออกมาฝึกฝนโลกภายนอก พวกเขาจึงค่อนข้างจองหอง ข้าหวังว่าสหายเต๋าซ่งจะไม่ถือสา"
สวี่จื่อเยียนกล่าวอย่างขออภัยกับซ่งชิงหมิง ขณะนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองไฟ ดวงตาที่สดใสของเธอเป็นประกายระยิบระยับ
เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่จื่อเยียน ซ่งชิงหมิงก็ยิ้มและโบกมือพลางกล่าวว่า "หัวหน้า ท่านเกรงใจไปแล้ว พวกเรานักยุทธ์พเนจรต่างก็มีพื้นเพต่ำต้อยและชินกับเรื่องแบบนี้แล้วล่ะขอรับ"
"ข้าได้ยินจากศิษย์น้องเกามาว่าสหายเต๋าซ่งก็มาจากอำเภอชิงเหอเหมือนกัน และเธอก็เคยพบท่านที่ชิงเหอฟางด้วย ท่านคงไม่ใช่นักยุทธ์พเนจรจริงๆ ใช่ไหม?" สวี่จื่อเยียนกะพริบตาและพูดด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง
เมื่อเห็นว่าสวี่จื่อเยียนดูเหมือนจะรู้เรื่องที่เขารู้จักกับ เกายูเหยา แล้ว ซ่งชิงหมิงก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ และตอบกลับอย่างเคอะเขินเล็กน้อยว่า "ข้าไม่ใช่นักยุทธ์พเนจรจริงๆ นั่นแหละขอรับ ข้ามาจากตระกูลซ่งแห่งภูเขาฟูหนิวในอำเภอชิงเหอ ครั้งนี้ข้าออกจากตระกูลมาเพื่อฝึกฝนที่กุ่ยหยุนฟาง"
เกายูเหยาคนนี้แปลกจริงๆ เมื่อเดือนก่อนตอนที่เธอมาหาซ่งชิงหมิงที่ค่าย เธอเน้นย้ำนักหนาว่าห้ามให้คนนอกรู้ว่าพวกเราเคยรู้จักกันมาก่อน ไฉนเธอถึงไปบอกสวี่จื่อเยียนเร็วขนาดนี้? เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซ่งชิงหมิงก็รู้สึกฉงนใจยิ่งนัก
“คืนนั้นตอนที่ศิษย์น้องเกาไปหาท่าน เธอบังเอิญเจอข้าระหว่างทางกลับ ข้าถามเธอสองสามคำด้วยความสงสัย เธอก็เลยเล่าเรื่องที่รู้จักกับท่านให้ฟังน่ะ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากหรอก ข้ายังรู้สึกสงสัยอยู่เลยว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงของพวกท่านเป็นยังไงกันแน่” สวี่จื่อเยียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของซ่งชิงหมิงที่ดูแปลกไป แล้วเธอก็อธิบายต่อ
“หัวหน้าโปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าเคยรู้จักแม่นางเกามาก่อนก็จริง แต่พวกเราแค่เคยแลกเปลี่ยนสิ่งของวิเศษกันในตลาดเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นศิษย์สำนักเซียวเหยา ข้าเองก็ตกใจมากที่เห็นเธอในการต่อสู้กับพวกนักยุทธฺฝ่ายมารในวันนั้น” หลังจากฟังคำอธิบายของสวี่จื่อเยียน ซ่งชิงหมิงก็พอจะเข้าใจสถานการณ์และเลือกที่จะบอกความจริงกับเธอ
เขาไม่ได้บอกสวี่จื่อเยียนว่าสิ่งของวิเศษที่เขาแลกเปลี่ยนกับเกายูเหยาคืออะไร ซึ่งนั่นหมายความว่าเขายังไม่ได้ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับเกายูเหยา
"อ้อ เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าเห็นว่าสหายเต๋าซ่งยังหนุ่มอยู่แท้ๆ แต่ตบะบำเพ็ญก็ถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หกแล้ว แถมพลังเวทย์ยังดูลึกซึ้งกว่าศิษย์น้องหวังและคนอื่นๆ มาก ไม่ทราบว่าท่านฝึกฝนวิชาสายไหนหรือ?"
"เหอๆ วิชาที่ข้าฝึกคือวิชาคุนหยวน ที่สืบทอดกันมาในตระกูลขอรับ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก แต่ว่าแม่นางเกานี่สิตบะบำเพ็ญถึงขั้นที่เก้าแล้ว ข้าคาดว่าอีกไม่นานข้าคงต้องเปลี่ยนมาเรียกว่ารุ่นพี่แล้วล่ะ"
เมื่อเผชิญกับคำถามที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของสวี่จื่อเยียน ซ่งชิงหมิงไม่กล้าตอบมากนัก จึงได้แต่เปลี่ยนหัวเรื่องอย่างระมัดระวัง
"ถึงแม้ข้าจะฝึกถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่เก้าแล้ว แต่พลังปราณของข้ายังไม่ได้รับการขัดเกลาจนถึงจุดสูงสุดของขั้น และยังขาดอีกเล็กน้อยกว่าจะถึงขั้นสร้างรากฐาน อีกอย่าง การเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ในสำนักมีศิษย์ระดับกลั่นลมปราณมากมาย และในแต่ละปีก็มีศิษย์ที่มีพรสวรรค์และรากปราณที่โดดเด่นเข้าสำนักมาเยอะมาก ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสแลกซื้อยาสร้างรากฐานได้ รากปราณของข้าอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น แม้แต่รากปราณของศิษย์น้องเกายังโดดเด่นกว่าข้าเลย" สวี่จื่อเยียนถอนหายใจและส่ายหัวขณะพูด
"ในฐานะศิษย์สายตรงของอาวุโสหลิว ท่านอาวุโสคงไม่ปล่อยให้เส้นทางการบำเพ็ญของท่านต้องหยุดชะงักหรอกขอรับ ข้าเชื่อว่าท่านอาวุโสหลิวจะช่วยสนับสนุนท่านเมื่อท่านถึงเวลาต้องสร้างรากฐานแน่นอน"
"ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ขอรับคำอวยพรของท่านนะสหายเต๋า" สวี่จื่อเยียนยิ้มหวานให้เขาอย่างกะทันหัน ทำเอาซ่งชิงหมิงถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
(จบบทนี้)