- หน้าแรก
- บรรพบุรุษของข้ามั่นคงเกินไป
- บทที่ 59: ศึกสร้างรากฐาน
บทที่ 59: ศึกสร้างรากฐาน
บทที่ 59: ศึกสร้างรากฐาน
บทที่ 59: ศึกสร้างรากฐาน
สตรีในชุดพิธีการวังหลวงที่นำเรือเหาะสีครามมานั้นคือ หลิวซิงเฟิง หนึ่งในสามผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน แห่งหน่วยเฟยหยุนเว่ย ประจำโรงประมูลกุ่ยหยุน
หลิวซิงเฟิงขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปยังหยางอู๋จี้ท่ามกลางหมอกดำเบื้องหน้า มือของนางยังคงกำกระบี่บินสีครามไว้แน่น แสงสีครามที่เพิ่งช่วยชีวิตลู่หยุนเฟยไว้เมื่อครู่ก็มาจากกระบี่บินระดับสองเล่มนี้ ซึ่งรัศมีวิญญาณของมันยังคงไม่จางหายและเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ
"กระดิ่งวิญญาณ ... เจ้าคือหยางอู๋จี้! ศิษย์พี่เสวียนซินตามล่าเจ้ามาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ นึกว่าเจ้าหนีออกจากแคว้นเว่ยไปแล้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้ามาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ดูท่าวันนี้คงถึงคราวเคราะห์ของเจ้าแล้ว"
เมื่อเห็นกระดิ่งสีแดงในมือของหยางอู๋จี้ หลิวซิงเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็จำที่มาของเขาได้ทันที นางแอบตกใจอยู่ลึกๆ ที่เห็นจอมมารเฒ่าผู้นี้มากบดานอยู่ในเทือกเขาเมฆาคล้อย ใต้จมูกของนางเอง
ในฐานะหัวหน้าทีมหน่วยเฟยหยุนเว่ยของซ่งชิงหมิง หลิวซิงเฟิงเคยมาสำรวจแถบนี้เมื่อหลายเดือนก่อน ทว่าในตอนนั้นนางเน้นสำรวจเขตแดนของสัตว์อสูรระดับสองจากทางอากาศ จึงไม่ได้สังเกตเห็นถ้ำของหยางอู๋จี้ที่อยู่ตีนเขา
มิฉะนั้น หากนางค้นพบกลุ่มผู้ฝึกตนสายมารพวกนี้เร็วกว่านี้ วันนี้นางคงไม่มาจัดการกับหยางอู๋จี้เพียงลำพังในฐานะผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานแค่คนเดียวแน่
ตบะของหลิวซิงเฟิงอยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่สี่เท่านั้น การจะสังหารหยางอู๋จี้ด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องยากยิ่ง ส่วนผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณ คนอื่นๆ ก็ยากจะสอดแทรกการต่อสู้ในระดับนี้ได้ ที่จริงนางเองก็ไม่มีความมั่นใจนักว่าจะรั้งตัวจอมมารเฒ่าหยางอู๋จี้ที่มีตบะระดับสร้างรากฐานขั้นที่ห้าไว้ได้
"ถึงคราวเคราะห์งั้นรึ เหอะ... นังหนู ช่างปากดีนัก! เจ้าแก่เฉินเสวียนซินนั่น ข้าจะคิดบัญชีกับมันไม่ช้าก็เร็ว"
หลังเกิดเรื่องในอดีต หยางอู๋จี้ถูกขึ้นบัญชีหมายหัวจากสำนักเซียวเหยา แห่งแคว้นเว่ยทันที ทางสำนักถึงกับส่งเฉินเสวียนซิน ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นที่แปดมาจัดการกับเขาโดยเฉพาะ
เฉินเสวียนซินเป็นผู้ฝึกตนอาวุโสแห่งสำนักเซียวเหยา พลังปราณและวิชาอาคมเหนือกว่าหยางอู๋จี้ในช่วงรุ่งโรจน์อย่างมาก หลังจากหยางอู๋จี้หนีออกมาจากเขตตงหลิน เขาถูกเฉินเสวียนซินตามรอยเจอถึงสองครั้งและเกือบเอาชีวิตไม่รอด
โชคดีที่หยางอู๋จี้มีวิชาเอาตัวรอดพิเศษ แม้จะได้รับบาดเจ็บและต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุนทั้งสองครั้ง แต่เฉินเสวียนซินก็หาโอกาสจับตัวเขาไม่ได้เสียที
เมื่อได้ยินหลิวซิงเฟิงเอ่ยชื่อเฉินเสวียนซิน โทสะก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของหยางอู๋จี้ ในการเผชิญหน้าทั้งสองครั้งนั้น แม้เขาจะหนีรอดมาได้ แต่ลูกศิษย์จำนวนมากต้องตายภายใต้คมกระบี่ของเฉินเสวียนซิน แถมอาวุธวิเศษที่เขาถนอมมานานหลายปีก็ถูกชายผู้นี้ทำลายลง ชื่อนี้จึงเป็นชื่อที่เขาเคียดแค้นเข้ากระดูกดำ
เขามาหลอมสร้างดาบมารเล่มนี้ในเทือกเขาเมฆาคล้อย ก็หวังจะกลับไปแก้แค้นชายผู้นั้นในภายหลัง เขาเชื่อว่าหากหลอมดาบมารได้สำเร็จ ด้วยอานุภาพของมัน เขาจะไม่ต้องหนีอย่างอนาถาเมื่อเจอเฉินเสวียนซินอีก และอาจมีโอกาสล้างอายที่เคยได้รับมา
อย่างไรก็ตาม ดาบมารยังหลอมไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันจนดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานจากสำนักเซียวเหยามาเสียก่อน ทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างแท้จริง
หลังจากพบหลิวซิงเฟิง หยางอู๋จี้แอบส่งกระแสจิตบอกลูกศิษย์ด้านล่างรวมถึงกู้เหลียงซาน ให้หาโอกาสหลบหนีไปเสีย
เขาเป็นคนที่รักตัวกลัวตาย และตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานคนอื่นตามหลิวซิงเฟิงมาอีกหรือไม่ ในเมื่อที่กบดานถูกเปิดเผยแล้ว เขาคงต้องทิ้งถ้ำนี้ไปก่อน แล้วค่อยกลับมาล้างแค้นพวกสำนักเซียวเหยาเมื่อดาบมารเสร็จสมบูรณ์
"มารเฒ่าหยาง วันนี้ข้าจะไม่รบกวนศิษย์พี่เฉิน ให้ข้าได้ทดสอบวิชาของเจ้าดูก่อนแล้วกัน"
สิ้นคำพูด หลิวซิงเฟิงก็เรียกกระบี่บินระดับสองออกมาอีกครั้ง กระบี่ขยายร่างขึ้นหลายจั้งกลางอากาศ ก่อนจะฟาดฟันลงไปยังหยางอู๋จี้ในม่านหมอกดำ
เมื่อเห็นกระบี่พุ่งเข้ามา หยางอู๋จี้หัวเราะอย่างเยือกเย็น "เหอะๆ อยากลองวิชาข้าข้างั้นรึ? งั้นก็ดูว่าเจ้ามีความสามารถพอไหม" ทันใดนั้น พลังมหาศาลระเบิดออกมาจากหมอกดำ มือโครงกระดูกขนาดใหญ่ยักษ์สองข้างพุ่งออกมาคว้ากระบี่สีครามของหลิวซิงเฟิงไว้แน่น
การต่อสู้ระหว่างสองผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่น่าสะพรึงกลัว จนทำให้ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณที่อยู่เบื้องล่างต้องรีบหนีออกห่างจากพื้นที่ เพื่อไม่ให้โดนลูกหลงจนบาดเจ็บ
สตรีสองคนที่ติดตามหลิวซิงเฟิงมาคือศิษย์สายตรงของนาง ทั้งคู่มีระดับตบะกลั่นลมปราณช่วงปลาย
เมื่อเห็นอาจารย์เข้าสู่การต่อสู้กับผู้บำเพ็ญมารระดับสร้างรากฐานแล้ว หญิงสาวทั้งสองรู้ตัวว่าช่วยอะไรไม่ได้ จึงรีบเข้าไปประคองลู่หยุนเฟยที่บาดเจ็บอยู่ไม่ไกลออกไปยังที่ปลอดภัย
"ศิษย์พี่ลู่ รีบทานยารักษาเร็วเข้า" หญิงสาวในชุดสีเหลืองวางยาลูกกลอนสีเหลืองสองเม็ดลงในมือของลู่หยุนเฟย
"ขอบใจมาก ศิษย์น้องเกา" ลู่หยุนเฟยไม่เกรงใจ เขารับยามากลืนลงคอทันที อาการบาดเจ็บของเขาสาหัสมาก เขาไอออกมาเป็นระยะขณะพูด
หลังจากทานยา แม้จะยังอ่อนแรง แต่สีหน้าของลู่หยุนเฟยก็เริ่มดูดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นลู่หยุนเฟยเริ่มพักฟื้น หญิงสาวอีกคนในชุดแดงก็หันไปพูดกับหญิงชุดเหลืองว่า "ศิษย์น้อง เจ้าอยู่ดูแลศิษย์พี่ลู่ที่นี่ ข้าจะไปช่วยจัดการพวกศิษย์มารนั่นเอง"
พูดจบ หญิงชุดแดงก็ชักอาวุธวิเศษออกมาแล้วพุ่งเข้าหาซ่งชิงหมิงที่กำลังต่อสู้อยู่ใกล้ๆ
กลุ่มของซ่งชิงหมิงที่สู้กับพวกมารอยู่ด้านหลังนั้นได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยกระดิ่งวิญญาณของหยางอู๋จี้และกำลังตกที่นั่งลำบาก เพื่อนร่วมทางหลายคนถูกกู้เหลียงซานและพวกฆ่าตายไปแล้ว
ทันทีที่ได้รับข้อความให้ถอยทัพจากหยางอู๋จี้ กู้เหลียงซานและพวกก็รีบทิ้งกลุ่มของซ่งชิงหมิงแล้วแยกย้ายหนีไปทุกทิศทาง ซ่งชิงหมิงและพวกที่เสียเปรียบอยู่แล้วไม่มีโอกาสจะหยุดกู้เหลียงซานไว้ได้เลย เมื่อหญิงชุดแดงมาถึงข้างกายซ่งชิงหมิง นางเห็นว่าพวกกู้เหลียงซานหนีไปหมดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
"นังหนู ข้าไม่อยู่เล่นด้วยแล้ว เรื่องวันนี้ข้าจะจำไว้"
เมื่อเห็นกู้เหลียงซานและพวกลูกศิษย์ถอยไปแล้ว หยางอู๋จี้ก็เก็บอาวุธวิเศษแล้วรีบเหาะหนีออกไปทางนอกภูเขาอย่างรวดเร็ว
หลิวซิงเฟิงเห็นหยางอู๋จี้พยายามหนี นางไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ จึงบังคับเรือเหาะไล่ตามไปทันที
หลังจากผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานทั้งสองจากไป การต่อสู้ที่แท่นบูชาก็จบลง หญิงชุดแดงพร้อมกับซ่งชิงหมิงและคนอื่นๆ รีบกลับมาสมทบกับกลุ่มของลู่หยุนเฟย
หลังจบศึก นอกจากหญิงสาวสองคนที่มาช่วยหลิวซิงเฟิงแล้ว เกือบทุกคนที่รอดชีวิตต่างบาดเจ็บ โดยมีหลายคนเจ็บหนักจนยังไม่ได้สติ
เมื่อนับจำนวนดู พบว่าจากผู้ฝึกตนสิบสามคนที่มาถึง มีห้าคนถูกฆ่าตายในที่เกิดเหตุ และอีกสามคนรวมถึงลู่หยุนเฟยบาดเจ็บสาหัส เท่ากับเสียกำลังพลไปเกือบครึ่ง ดูท่าทีมหน่วยเฟยหยุนเว่ยของพวกเขาคงปฏิบัติภารกิจไม่ได้ไปอีกพักใหญ่
ฝ่ายศิษย์มารก็ถูกฆ่าไปเจ็ดคน ที่เหลือหนีรอดไปได้ ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียอย่างหนักในการต่อสู้ครั้งนี้
ซ่งชิงหมิงไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปรวดเร็วเพียงนี้ ศึกกับพวกมารในวันนี้เต็มไปด้วยความพลิกผัน จากตอนแรกที่นึกว่าเป็นแค่การสู้กันของระดับกลั่นลมปราณ กลับลุกลามกลายเป็นการสู้กันของระดับสร้างรากฐานอย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณเหล่านี้ไร้หนทางต่อกรกับระดับสร้างรากฐานโดยสิ้นเชิง ซ่งชิงหมิงเข้าใจแล้วว่าความแตกต่างระหว่างสองระดับนี้กว้างใหญ่เพียงใด
เมื่อเดินมาถึงข้างกายลู่หยุนเฟย ซ่งชิงหมิงก็ต้องแปลกใจที่เห็นหญิงชุดเหลืองกำลังดูแลเขาอยู่ ร่างที่ดูบอบบางและคุ้นตาผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ เกาอวี้เหยา ที่เขาเคยติดต่อซื้อขายยากับนางบ่อยครั้งที่เขากระท่อมหญ้าเมื่อไม่กี่ปีก่อนนั่นเอง
(จบบทนี้)