- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 49 งานประลองย่อย
บทที่ 49 งานประลองย่อย
บทที่ 49 งานประลองย่อย
บทที่ 49 งานประลองย่อย
อู๋อวี้จิ่งชี้แจงต่อ “พวกท่านลองสังเกตดูสิ ตอนนี้ลานประลองยุทธ์ของสำนักแทบจะร้างผู้คน แต่เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ที่นั่นจะคึกคักจนแทบแตก
เพราะศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจข้างนอกจะทยอยกลับมา เพื่อทดสอบผลการฝึกฝน พวกเขาจะมองหาคู่ประลองฝีมือเพื่อวัดความก้าวหน้าของตนเอง”
เขากล่าวเสริม “อีกอย่าง ช่วงครึ่งปีหลัง ภารกิจสำนักของศิษย์หลายคนก็ลุล่วงแล้ว ได้แต้มความดีไปแลกอาวุธวิเศษและวิชาใหม่ๆ มา พอฝึกจนเข้ามือ ก็ย่อมคันไม้คันมืออยากลองวิชา
ส่วนพวกที่ทำนาวิญญาณ สวนสมุนไพร หรือเลี้ยงสัตว์วิญญาณ ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต นำไปแลกแต้มหรือขายเป็นหินวิญญาณ พอมีเงินก็ช้อปปิ้งของดีมาเสริมแกร่ง ดังนั้นครึ่งปีหลัง ลานประลองจะกลายเป็นสมรภูมิเดือดแน่นอน”
มีคนถามขึ้น “การประลองส่วนตัวแบบนี้เรียกว่างานประลองย่อยหรือ?”
“เปล่าหรอก นี่เป็นแค่การประลองกระชับมิตรส่วนตัว แต่พอถึงสิ้นปี ภารกิจส่วนใหญ่จบลง กลุ่มก้อนต่างๆ ในสำนักก็จะเริ่มจัดงานประลองกันเอง... ว่าแต่พวกศิษย์พี่ศิษย์น้อง มีใครได้รับเทียบเชิญจาก ‘กลุ่ม’ ไหนบ้างหรือยัง?”
จางเฟิงยิ้มเจื่อน “แน่นอน ข้าได้รับเชิญจากศิษย์พี่ท่านหนึ่ง ให้ไปร่วมงานสังสรรค์ที่ถ้ำฝึกตนของศิษย์พี่จงหมิง แต่เพราะเขาเป็นคนแคว้นโจว และข้าอ้างว่าเพิ่งเข้าสำนักยังไม่คุ้นที่ทาง เลยปฏิเสธไป”
หวังเชาก็เล่าบ้าง “มีศิษย์พี่คนหนึ่งมาชวนข้าเข้า กลุ่ม ของศิษย์พี่มู่อวิ๋นเฟิง บอกว่าเป็นคนยอดเขาหลิวอวิ๋นเหมือนกัน คนอื่นอยากเข้าแทบตายยังไม่ได้เข้า พูดจายังกะเป็นบุญคุณล้นหัว... ไอ้เวรเอ๊ย ข้าเลยเมินใส่มันไป”
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าบ้างส่ายหน้าบ้าง ดูเหมือนหลายคนจะเริ่มโดนทาบทามแล้ว
อู๋อวี้จิ่งวิเคราะห์ “พวกท่านอยู่สายในยังพอทำเนา เพราะคนน้อย แต่เขตสายนอกนี่สิ เทียบเชิญปลิวว่อนไปหมด พวกท่านเพิ่งมาใหม่อาจจะยังไม่เยอะ รอสักพักเถอะ หัวกระไดไม่แห้งแน่”
“แล้วศิษย์พี่อู๋เข้า กลุ่ม ไหนหรือยัง?”
“ข้าเพิ่งมา ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ใครจะกล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ากลุ่ม”
ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งถามอย่างกังวล “แล้วถ้าไม่เข้าจะมีปัญหาไหมเจ้าคะ? ข้าก็ได้รับเชิญ แต่ไม่กล้าตอบรับ” ผู้ฝึกตนย่อมมีความระแวงเป็นทุนเดิม
เจี่ยงจี้ชวน ผู้เฒ่าเจนโลก ให้คำตอบ “ถ้าไม่เข้า บางครั้งก็อาจโดนหาเรื่องได้ง่ายๆ เช่น ถ้าเจ้าไม่เข้ากลุ่มของผู้ดูแลหลี่แห่งหอการ เวลาไปเบิกของอาจโดนแกล้งให้ของไม่ครบ ต้องวิ่งหลายรอบ หรือโดนหักหัวคิวจากสามก้อนเหลือสองก้อน”
ศิษย์น้องชายอีกคนเสริม “ถ้าไม่เข้า อาจโดนท้าประลองไม่หยุดหย่อน ถ้าเจ็บตัวในลานประลอง สำนักก็ไม่ยุ่งด้วย”
หยางหลินถาม “แล้วถ้านอกลานประลองล่ะ?”
“นอกลานประลองสำนักห้ามต่อสู้ แต่ถ้าแอบดักตีหัวแล้วหนีรอดการตรวจสอบได้ ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น”
หยางหลินแย้ง “งั้นก็ปฏิเสธไปดื้อๆ เลยไม่ได้รึ?”
“โลกผู้ฝึกตนวัดกันที่ความแข็งแกร่ง ถ้ามัวแต่ปฏิเสธจะโดนดูถูก ไปไหนก็มีแต่คนนินทาว่าร้าย คำคนน่ะฆ่าคนได้นะศิษย์พี่”
เจี่ยงจี้ชวนเสริม “สำนักปี้อวิ๋นยังถือว่าเบาๆ ไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง ถ้าเป็นสำนักเหยาซาน แต่ละ กลุ่ม มี ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ คุม เพื่อผลประโยชน์แล้วฆ่าแกงกันเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีสังกัดอยู่ยากมาก”
อู๋อวี้จิ่งกล่าวต่อ “แต่เข้า กลุ่ม ก็ใช่ว่าจะดี ต้องจ่ายค่าคุ้มครองรายเดือน มีผลประโยชน์อะไรพวกศิษย์เก่าก็งาบไปก่อน เอาเข้าจริงมันก็เหมือน กลุ่ม อันธพาลในเมืองมนุษย์นั่นแหละ”
เจี่ยงจี้ชวนถอนหายใจ “บางทีศิษย์น้องหญิงก็โดนบีบให้ไปเป็นคู่บำเพ็ญ (ภรรยาน้อย) หรือศิษย์น้องชายโดนบังคับให้ช่วยทำภารกิจฟรีๆ แน่นอนว่านั่นเป็นกรณีเลวร้ายสุดๆ สรุปคือถ้าไม่มีแบ็คดีๆ ก็โดนรังแกง่าย”
จางเฟิงลุกขึ้นยืน “นี่แหละคือเหตุผลที่ข้านัดรวมตัวกันวันนี้ พวกเรามาจากงานชุมนุมเดียวกัน ย่อมต้องสามัคคีกันไว้ อย่าให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ
ข้าขอสัญญา หากศิษย์น้องคนไหนเดือดร้อน มาหาข้า ข้าจะช่วยสุดความสามารถ”
ทุกคนลุกขึ้นประสานมือคารวะด้วยความซาบซึ้ง
หยางหลินเสริมบ้าง “ถ้ามีไอ้บ้าที่ไหนมาบังคับศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงไปเป็นคู่บำเพ็ญ ข้าหยางหลินไม่ยอมแน่!”
เหล่าศิษย์หญิงมองเขาแล้วอมยิ้ม หวงซานเหนียงหัวเราะ “งั้นพวกข้าต้องขอบคุณศิษย์น้องหยางล่วงหน้าแล้วล่ะ” บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับงานประลองย่อยยังไง?”
อู๋อวี้จิ่งอธิบาย “ช่วงสิ้นปี กลุ่มต่างๆ จะรวมตัวกันจัดงานประลอง ศิษย์สายนอกทุกคนเข้าร่วมได้ ใครแววดีก็จะถูกทาบทามเข้า กลุ่ม และมอบตำแหน่งให้
เนื่องจากคนเข้าร่วมเยอะ ทางสำนักเลยสนับสนุนของรางวัลให้พอเป็นพิธี
หลังจบงานแข่งทางการ พวกที่มีความแค้นต่อกันก็จะขึ้นเวทีสะสางบัญชี หรือท้าดวลกัน นั่นแหละคือ ‘งานประลองย่อย’ ที่แท้จริง มีทุกปี จัดกันเอง”
ทุกคนถึงบางอ้อ และเริ่มจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
“พวกศิษย์พี่จะลงแข่งไหม?”
“แข่งไม่แข่งค่อยว่ากัน แต่ไปดูแน่นอน ถือโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์”
“งั้นไว้ไปด้วยกันนะ”
การสนทนาดำเนินไปอย่างคึกคัก
ศิษย์น้องคนหนึ่งถาม “ศิษย์พี่ หลังปีใหม่เราต้องเริ่มรับภารกิจแล้ว มีคำแนะนำไหมขอรับ?”
อู๋อวี้จิ่งตอบ “ข้าลองสืบดูแล้ว ถ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องอาวุธ โอสถ หรือวิชา แค่ทำภารกิจพื้นฐานให้ครบแต้มที่กำหนดก็พอ ไม่ยากหรอก
ถ้าปิดด่านหรือออกไปข้างนอก ก็ผลัดไปทำปีหน้าได้ ลากยาวได้สูงสุดสามปี ส่วนจะทำภารกิจอะไร ข้ายังไม่ได้เจาะลึก ยังมีเวลาอีกครึ่งปี ค่อยๆ สืบเอาก็ได้”
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องท่านใดเคยปลูก ‘หญ้าใบเงิน’ กับ ‘หญ้ารากปฐพี’ บ้าง? ข้ามือใหม่หัดปลูกขอคำชี้แนะหน่อย”
หนานกงเสี่ยวช่วยตอบคำถามแบ่งปันความรู้ จนกระทั่งบ่ายคล้อย ชาหมดกา บรรยากาศชื่นมื่น ทุกคนต่างพอใจกับการพบปะครั้งนี้
เมื่อออกจาก ‘ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง’ ทุกคนก็ร่ำลาแยกย้าย
กลุ่มศิษย์สายในทั้งห้าเดินกลับเข้าเขตชั้นใน ผ่านด่านตรวจมาถึงลานกว้าง จางเฟิงถาม “ศิษย์น้องมีธุระอะไรต่อไหม?”
ทุกคนส่ายหน้า แต่หยางหลินยกมือ “ข้ากำลังโต ต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารสักหน่อย”
หวังเชาหูผึ่ง “ไปๆ ข้าไปด้วย หิวจนไส้กิ่วแล้ว”
จางเฟิงกล่าว “งั้นข้าขอบาย ศิษย์น้องหญิงทั้งสองล่ะ?”
หนานกงเสี่ยวยิ้ม “ข้าก็ต้องหาอะไรทานเหมือนกัน ศิษย์พี่เชิญกลับก่อนเถอะ”
หวงซานเหนียงก็ตกลงใจจะกินด้วย สี่คนจึงไปที่โรงอาหารฝั่งตะวันตก ชั้นล่าง
ดื่มชามาจนท้องกางแต่ไม่มีสารอาหารตกถึงท้อง หยางหลินกับหวังเชาเลยโซ้ยแหลกไม่ห่วงภาพพจน์ ทำเอาหวงซานเหนียงกับหนานกงเสี่ยวตาตระตุกด้วยความทึ่ง
กินเสร็จก็ถึงเวลาแยกทาง สามคนมุ่งหน้าไปทางตะวันตก มีเพียงหยางหลินคนเดียวที่ต้องไปทางตะวันออก
เขามองตามหลังหวังเชาที่ขี่กระบี่เหาะเคียงคู่สองสาวงาม แล้วตะโกนไล่หลังด้วยความหมั่นไส้
“ไอ้เฒ่าหวัง! กลับไปอย่าลืมตัดต้นมู่หลานทิ้งซะนะโว้ย!”