- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 50 เยือนหอคัมภีร์อีกครา
บทที่ 50 เยือนหอคัมภีร์อีกครา
บทที่ 50 เยือนหอคัมภีร์อีกครา
บทที่ 50 เยือนหอคัมภีร์อีกครา
หยางหลินเหาะกลับมาถึงเรือนริมธารใสด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ข้อมูลมหาศาลจากงานสังสรรค์เมื่อครู่อัดแน่นอยู่ในหัว เขานั่งพิงต้นท้อหน้าเรือนไม้ ขบคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ จนตะวันลับขอบฟ้าก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ยามอัสดง ณ ยอดเขาชิงอวิ๋นช่างงดงามจับตา แสงสีส้มแดงย้อมเมฆหมอกในหุบเขาให้กลายเป็นทะเลเพลิง
ในเมื่อคิดไม่ตกก็เลิกคิดเสียเถิด อย่างไรเสียในโลกนี้ ‘ความแข็งแกร่ง’ คือสัจธรรม การยกระดับตบะและฝึกฝนคาถาให้เชี่ยวชาญย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คิดได้ดังนั้นเขาก็หมุนตัวกลับเข้าเรือน เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่แสงตะวันสาดส่อง เขาก็เริ่มรำมวยไทเก๊ก เรือนริมธารใสแห่งนี้ทำเลดีเยี่ยม มองเห็นทั้งตะวันขึ้นและตะวันตกดิน เมื่อรำมวยเสร็จก็ต่อด้วยการฝึกคาถา
จนกระทั่งถึงยามอู่ (เที่ยงวัน) เขาเก็บข้าวของแล้วเหยียบกระบี่บินมุ่งหน้าสู่โรงอาหารสำนัก
หลังจากบินไปกลับหลายเที่ยวจนชำนาญ ความเร็วในการเดินทางก็เพิ่มขึ้นมาก เพียงครู่เดียวก็มาถึงโรงอาหาร ช่วงนี้เป็นเวลาอาหารกลางวัน ผู้คนจึงพลุกพล่าน
หยางหลินนั่งกินข้าวเงียบๆ หูคอยดักฟังบทสนทนาของโต๊ะรอบข้าง เผื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องซุบซิบไร้สาระ ประเภทศิษย์พี่คนนั้นใกล้กลับมาแล้ว หรือศิษย์น้องหญิงคนนี้แอบกิ๊กกั๊กกับใคร
กินอิ่มแล้วเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังหอคัมภีร์
ช่วงบ่ายผู้คนบางตา ที่หน้าประตูชั้นหนึ่งยังคงเป็นชายชราคนเดิมนั่งหลับตาเข้าฌานอยู่ หยางหลินเดินเข้าไปแสดงป้ายคำสั่งเพื่อขอผ่านทาง
ชายชราลืมตาขึ้น ผู้ฝึกตนย่อมมีความจำดีเลิศ เขาจำหน้าศิษย์ใหม่คนนี้ได้แม่นยำ จึงชะงักไปเล็กน้อย เพิ่งเข้าสำนักมา แต้มความดีก็ไม่มี จะมาทำไมบ่อยๆ ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถาม “เจ้าหนู มาทำไมอีก?”
หยางหลินประสานมือ “ผู้เยาว์มาอ่านตำราขอรับ” แล้วเดินเข้าไปท่ามกลางสายตางุนงงของชายชรา
ชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยตำราและหยกบันทึก เนื้อหาของทั้งสองอย่างเหมือนกัน ตำรามีไว้สำหรับผู้ที่ยังฝึกไม่ถึงขั้นมีจิตสัมผัส และเพื่อเป็นการอนุรักษ์วิชาเผื่อวันใดพลังในหยกบันทึกเสื่อมสลาย ส่วนหยกบันทึกนั้นมีไว้สำหรับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ เพราะอ่านได้เร็วกว่าและสะดวกกว่า
คราวที่แล้วหยางหลินรีบเลือกวิชาแล้วรีบไป จึงไม่ได้ดูละเอียด ครั้งนี้เขาตั้งใจมาค้นคว้าอย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าผู้ดูแลหอคัมภีร์ใส่ใจมาก จัดหมวดหมู่หนังสือไว้บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ
หยางหลินเดินไปที่โซน ‘เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร’ (กงฝ่า)
สะดุดตากับป้ายชื่อ “เคล็ดวิชาวสันต์นิรันดร์” (ชางชุนกง) ฟังชื่อก็รู้ว่าเป็นวิชาพื้นฐาน มิน่าถึงวางไว้หน้าสุด หยางหลินหยิบหยกบันทึกขึ้นมาเตรียมส่งจิตเข้าไปอ่าน
แต่ทว่า... จิตสัมผัสกลับถูกดีดออกมา เหมือนมีกำแพงกั้น มันถูกลง ‘ผนึก’ เอาไว้ เหมือนหนังสือที่ถูกล็อกกุญแจ
เขาเดินกลับไปหาชายชราที่หน้าประตู ประสานมือถาม “ผู้อาวุโส พอจะมีหยกบันทึกสำหรับคลายผนึกหรือไม่ขอรับ?”
ชายชราเริ่มหงุดหงิด “เจ้าหนู ไม่รู้กฎหรือไง? ศิษย์ใหม่มีสิทธิ์เลือกวิชาฟรีได้แค่ปีละครั้ง เลือกเล่มที่ต้องการแล้วเอามาให้ข้า ข้าจะคลายผนึกให้”
“ผู้อาวุโสโปรดอย่าเพิ่งโกรธเคือง ผู้เยาว์เพียงอยากจะอ่านทำความเข้าใจที่นี่ ไม่ได้คิดจะนำออกไป”
ว่าแล้วหยางหลินก็ล้วงหยิบจี้หยกของบรรพชนชิงอวิ๋นออกมาจากถุงสมบัติ ยื่นส่งให้อีกฝ่ายด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
ชายชราปรายตามองแวบหนึ่ง... ทันใดนั้นเขาก็สะดุ้งโหยง รีบนั่งตัวตรง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วยื่นสองมือมารับจี้หยกไปพิจารณาด้วยความยำเกรง
เขาตรวจสอบรังสีพลังของจี้หยกอย่างละเอียด แล้วเหลือบมองหยางหลินที่ยังคงยืนก้มหน้าประสานมืออย่างสำรวม... เด็กคนนี้ใช้ได้ นอบน้อมถ่อมตน ไม่วางก้ามอวดเบ่ง ให้เกียรติคนแก่
ชายชราพยักหน้า ส่งจี้หยกคืนให้ แล้วหยิบหยกบันทึกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ “เอาหยกชิ้นนี้ไปทาบกับหยกวิชาที่เจ้าต้องการอ่าน ผนึกจะคลายออก อ่านจบแล้วอย่าลืมทาบอีกครั้งเพื่อปิดผนึก ขากลับเอามาคืนข้าด้วย”
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส” หยางหลินรับมาแล้วเดินกลับไปที่ชั้นหนังสือ
เขาทาบหยกคลายผนึก ยืนยันด้วยพลังวิญญาณเล็กน้อย แล้วส่งจิตเข้าไปอ่านเนื้อหาใน “เคล็ดวิชาวสันต์นิรันดร์”
ชายชรามองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยใจที่เต้นระรัว ‘เจ้าเด็กนี่มีรากวิญญาณ 5 ธาตุแท้ๆ เหตุใดจึงได้รับความเมตตาจากบรรพชนถึงเพียงนี้? หรือจะเป็นลูกหลานสายเลือดของบรรพชน?’
เขาคิดแล้วก็รีบส่ายหน้า ความคิดของระดับปรมาจารย์วิญญาณแรกกำเนิด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ระดับสร้างรากฐานตัวเล็กๆ อย่างเขาจะไปคาดเดาได้ จึงหลับตาลงเข้าฌานต่อ
หยางหลินอ่านเนื้อหาจนจบ แล้วลองโคจรพลังจำลองดู
วิชาวสันต์นิรันดร์เหมาะสำหรับผู้มีรากวิญญาณธาตุไม้ หากฝึกจนถึงขั้นสูงสุดจะช่วยเพิ่มอายุขัยพื้นฐาน ทำให้มีพลังชีวิตเปี่ยมล้น แต่ข้อเสียคือดูดซับพลังวิญญาณได้ช้า
เขาเปรียบเทียบวิชานี้กับวิชาไทเก๊กของตน ทำความเข้าใจจุดเด่นเพื่อนำมาประยุกต์ใช้
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาปิดผนึกแล้วหยิบวิชาต่อไป
“เคล็ดวิชาลืมตน” (จั้วว่างกง)
วิชานี้เหมาะกับทุกรากวิญญาณ ฝึกแล้วจิตใจจะสงบนิ่งดุจน้ำ ทะเลแห่งจิตว่างเปล่า ช่วยป้องกันมารในใจ (จิตมาร) ได้ดีในระยะยาว เขาทำความเข้าใจและจดจำเคล็ดลับไว้
“เคล็ดวิชาสุริยันแดง” (ชื่อหยางกง)
วิชาสำหรับธาตุไฟ เน้นความดุดัน พลังลมปราณเดือดพล่านรุนแรง มิน่าเล่าคนธาตุไฟถึงมักใจร้อนวู่วาม
“เคล็ดวิชาปฐพีศักดิ์สิทธิ์” (ตี้หลิงกง)
ฟังชื่อก็รู้ว่าเป็นของธาตุดิน เน้นความหนักแน่นมั่นคง พลังวิญญาณควบแน่นไม่แตกซ่าน ฝึกแล้วจะได้พลังที่บริสุทธิ์แข็งแกร่ง
อ่านครบสี่เล่มเวลาก็ล่วงเลยไปสองชั่วยาม จิตสัมผัสเริ่มอ่อนล้า ดูท่าจะรีบร้อนไม่ได้ ต้องค่อยๆ ศึกษาไปทีละนิด
เส้นทางเซียนนั้นเวลาเป็นเงินเป็นทอง เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกทุกวิชา ปกติผู้ฝึกตนจะเลือกวิชาหลักหนึ่งวิชา แล้วเลือกวิชาเสริมอีกสองสามอย่างเพื่ออุดจุดอ่อน
จุดประสงค์ที่หยางหลินไล่อ่านทุกเล่ม ก็เพื่อเปิดหูเปิดตา ขยายขอบเขตความรู้ และนำจุดเด่นของแต่ละวิชามาปรับปรุงแนวทางการฝึกของตนเอง
วิธีนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือได้ความรู้กว้างขวาง แต่วิชาที่สืบทอดมาแต่โบราณล้วนผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสมบูรณ์ในตัวของมัน การที่มือใหม่ริอาจไปดัดแปลงแก้ไข อาจกลายเป็น ‘วาดงูเติมขา’ (ทำสิ่งที่เกินความจำเป็นจนเสียการ) สุดท้ายได้วิชาจับฉ่ายที่ไม่ดีสักอย่าง
นี่คือสาเหตุที่เคล็ดวิชาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ง่ายๆ ยิ่งกับมือใหม่หัดขับอย่างเขาด้วยแล้ว
ปกติอาจารย์ระดับจินตานจะคัดเลือกวิชาที่เหมาะสมกับศิษย์ให้ แล้วให้ศิษย์มุ่งมั่นฝึกแค่อย่างเดียว จิตจะได้ไม่วอกแวก ซึ่งมักจะส่งผลดีกว่า
แต่กรณีของหยางหลินนั้นพิเศษ เขาเป็นรากวิญญาณสวรรค์แบบ 5 ธาตุ แม้แต่ซูหลิวอวิ๋นก็ไม่รู้ว่าวิชาไหนเหมาะที่สุด จึงปล่อยให้เขาเลือกเอง บางทีที่บรรพชนชิงอวิ๋นให้ป้ายคำสั่งมา ก็คงมีเจตนาให้เขาได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
อัจฉริยะมักทำอะไรเหนือความคาดหมาย และมักมาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ การที่เขาฝึกมั่วๆ จนขึ้นมาถึงชั้นเจ็ดได้ ย่อมพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่คนโง่
เมื่อออกจากหอคัมภีร์ หยางหลินก็ตรงดิ่งไปโรงอาหารตามระเบียบ
ความเหนื่อยล้าจากการใช้จิตสัมผัส บวกกับการไม่เจอคนรู้จักเลยสักคน ทำให้เขารู้สึกอ้างว้าง แม้เรือนริมธารใสจะงดงามปานใด แต่การต้องกลับไปอยู่คนเดียวก็ทำให้ความเหงาจับขั้วหัวใจ
นี่แหละคือวิถีแห่งการฝึกเซียน
คนภายนอกมองเข้ามาเห็นเพียงภาพการเหาะเหินเดินอากาศ ชีวิตอิสระเสรี มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
แต่ความจริงแล้ว คือการแบกรับความโดดเดี่ยวเดินฝ่าความมืดมิดในการปิดด่านบำเพ็ญเพียร ต้องมีจิตใจที่มั่นคงดุจหินผา แย่งชิงลิขิตจากฟ้า แย่งชิงทรัพยากรจากคน
หากปรารถนาความหลุดพ้นและอิสระที่แท้จริง ก็ต้องผ่านบททดสอบแห่งความทุกข์ยาก
มีเพียงสองทางเลือก... ไม่ ‘ลอกคราบเป็นผีเสื้อ’ โบยบินสู่ฟ้า ก็ต้อง ‘ดับสูญ’ กลายเป็นเถ้าธุลีอยู่กลางทาง