- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 42 คาถาพื้นฐา/85นห้าธาตุ
บทที่ 42 คาถาพื้นฐา/85นห้าธาตุ
บทที่ 42 คาถาพื้นฐา/85นห้าธาตุ
บทที่ 42 คาถาพื้นฐานห้าธาตุ
หยางหลินส่งจิตสัมผัสเข้าไปสำรวจใน ‘คัมภีร์รวมสุดยอดคาถาพื้นฐาน’
เป็นไปตามคาด คาถาช่วงแรกๆ ซ้ำซ้อนกับวิชาที่เขาเพิ่งเรียนรู้ไป แต่เนื่องจากนี่คือคัมภีร์ฉบับรวม คำอธิบายจึงละเอียดลึกซึ้งกว่ามาก หยางหลินอ่านทวนอีกรอบเปรียบเสมือนการทบทวนความรู้เก่าเพื่อต่อยอดความรู้ใหม่ ทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกฉานยิ่งขึ้น
ถัดมาคือหมวด ‘คาถาพื้นฐานห้าธาตุ’
คำว่า ‘พื้นฐาน’ นั้นสำคัญยิ่ง สิ่งที่จะถูกบัญญัติว่าเป็นรากฐานได้ ล้วนต้องผ่านการกลั่นกรองจากประสบการณ์การใช้งานนับครั้งไม่ถ้วนของผู้ฝึกตนรุ่นก่อน คาถาเหล่านี้มีข้อกำหนดว่าผู้ฝึกต้องมีระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ดขึ้นไปจึงจะฝึกฝนได้
วิชากระสุนเพลิง: เปลี่ยนพลังวิญญาณในกายเป็นธาตุไฟ สร้างเป็นลูกไฟยิงออกไปโจมตีเป้าหมาย เน้นผลการเผาไหม้
ข้อดี: เมื่อชำนาญแล้วสามารถ ‘ร่ายทันที’ (Instant Cast) โดยไม่ต้องเสียเวลาหน่วงพลัง เพียงยกมือลูกไฟก็พุ่งออกไป
ข้อเสีย: ผู้ใช้ต้องมีรากวิญญาณธาตุไฟ มิเช่นนั้นจะแปลงพลังไม่ได้ พลังทำลายล้างขึ้นอยู่กับปริมาณและความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณ
แม้จะเป็นคาถาพื้นฐานที่มีพลังจำกัด แต่หากผู้ใช้เป็นถึงระดับบรรพชนวิญญาณแรกกำเนิด อานุภาพย่อมแตกต่างจากระดับกลั่นลมปราณราวฟ้ากับเหว ในคัมภีร์มีภาพประกอบการเดินลมปราณและขั้นตอนการร่ายอย่างละเอียด เข้าใจง่าย แต่การปฏิบัติจริงยากกว่าวิชาลูกไฟแบบเดิมมาก หยางหลินค่อยๆ ฝึกฝนไปช้าๆ ปัญหาหลักคือการควบคุมทิศทางวิถีกระสุน ต้องอาศัยการฝึกฝนซ้ำๆ เหมือนการยิงธนู รู้ทฤษฎีการเล็งแต่ถ้ายิงไม่บ่อยก็ไม่มีทางแม่น หยางหลินทำความเข้าใจหลักการแล้วพักไว้ก่อน ไปต่อที่วิชาถัดไป
วิชาศรวารี: รวมพลังวิญญาณแปลงเป็นธาตุน้ำ ควบแน่นเป็นลูกศรน้ำ ยิงโจมตีเป้าหมาย
ข้อดี: ร่ายทันที ยกมือสะบัดก็ยิงออกไปได้
ข้อเสีย: ต้องมีรากวิญญาณธาตุน้ำ ขนาดและความแรงขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณ พลังทำลายค่อนข้างต่ำ เปรียบเหมือนคนธรรมดาโดนปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดใส่ เจ็บแต่ไม่ตาย ศัตรูอาจไม่ต้องหลบด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าหากฝึกฝนวิชานี้จนถึงแก่น สามารถบีบอัดศรวารีให้เล็กและพุ่งด้วยความเร็วสูง มันจะกลายเป็นวิชาสังหารที่ตัดได้แม้กระทั่งเพชร หรือหากลดอุณหภูมิลงก็สามารถแช่แข็งพื้นที่ได้ หรือแม้แต่ทำให้ระเบิดกระจายเป็นละอองน้ำสังหาร แต่นั่นเป็นขั้นสูงที่ยากยิ่งนัก สำหรับขั้นพื้นฐานก็สมชื่อพื้นฐาน... ไม่ได้รุนแรงอะไร หยางหลินเรียนรู้วิชานี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องฝึกความชำนาญอีกมาก
วิชาหนามปฐพี: รวมพลังธาตุดินไปยังพื้นที่เป้าหมาย เรียกหนามหินแหลมคมแทงสวนขึ้นมาจากพื้นดิน
ข้อดี: เมื่อชำนาญแล้ว เพียงแค่คิดหนามก็ผุด พุ่งโจมตีได้จากทุกทิศทางที่เท้าสัมผัสพื้น ยากแก่การป้องกัน
ข้อเสีย: ต้องมีรากวิญญาณธาตุดิน พลังทำลายขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณ และมี ‘ความหน่วง’ ในการโจมตี (Delay) ศัตรูที่มีปฏิกิริยาไวสามารถหลบได้ เหมือนกระสุนเพลิงและศรวารีที่มีระยะเวลาเดินทางของวิถีกระสุน หรือศัตรูอาจแค่ฟันดาบเดียวหนามก็แตกกระจาย
วิชาปราณทองคำ: รวบรวมไอวิญญาณธาตุทองมาเคลือบคลุมร่างกาย เพื่อเพิ่มพลังโจมตีและป้องกัน สามารถดึงไอธาตุทองจากธรรมชาติรอบตัวมาใช้ได้
ข้อดี: ร่ายทันที เพิ่มสถานะโจมตีและป้องกัน หากสู้ในพื้นที่ที่มีธาตุทองหนาแน่นจะได้เปรียบ
ข้อเสีย: ต้องมีรากวิญญาณธาตุทอง มีผลเฉพาะกับตัวเอง เมื่อร่ายแล้วจะสูบพลังวิญญาณไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลายคาถา ผลลัพธ์การป้องกันและโจมตีที่เพิ่มขึ้นมีจำกัด ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของพลัง
วิชาฟื้นฟูสภาพ: โคจรพลังวิญญาณเพื่อชำระล้างและฟื้นฟูเส้นลมปราณและกล้ามเนื้อ เร่งกระบวนการรักษาตัวเอง
ข้อดี: ช่วยบำรุงเส้นลมปราณและร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ฟื้นตัวจากการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น
ข้อเสีย: ต้องมีรากวิญญาณธาตุไม้ และผลการรักษานั้น ‘ช้ามาก’ หากคิดจะใช้รักษาบาดแผลสดๆ กลางวงต่อสู้ย่อมเป็นไปไม่ได้
คาถาพื้นฐานห้าธาตุแม้จะเป็นแค่เบสิกแต่ก็มีประโยชน์เฉพาะตัว หยางหลินเรียนรู้หลักการทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะฝึกให้ถึงขั้น ‘เชี่ยวชาญ’ นั้นต้องอาศัยเวลา
ในส่วนท้ายของคัมภีร์ ยังมีคาถาธาตุไฟอีกบทหนึ่ง
วิชาระเบิดเพลิง: คล้ายกระสุนเพลิงแต่เมื่อกระทบเป้าหมายจะเกิดการระเบิดสร้างความเสียหายวงกว้าง
ข้อดี: ร่ายทันทีเมื่อชำนาญ
ข้อเสีย: เป็นรุ่นอัปเกรดของกระสุนเพลิง จึงกินพลังวิญญาณมากกว่าและต้องมีการบีบอัดพลังให้หนาแน่นเพื่อสร้างแรงระเบิด
คัมภีร์ระบุไว้ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีพลังวิญญาณลึกล้ำและบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ก็ยังถือเป็นคาถาพื้นฐานที่เรียนรู้ไม่ยาก
จุดเด่นร่วมกันของคาถาพื้นฐานเหล่านี้คือ ‘ร่ายทันที’ (Instant Cast) แต่แลกมาด้วยพลังทำลายที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ข้อดีอีกอย่างคือประหยัดพลังวิญญาณ เพราะการจะร่ายให้เร็วได้ ย่อมต้องใช้พลังปริมาณน้อยๆ นี่คือเหตุผลที่มันเบาหวิว แต่ก็นั่นแหละ หากผู้ร่ายคือระดับจินตานหรือวิญญาณแรกกำเนิด ต่อให้ใช้พลังนิดเดียวก็รุนแรงมหาศาลอยู่ดี
และสุดท้าย... คัมภีร์อีกม้วนที่หยางหลินเลือกมาจากหอคัมภีร์ ‘วิชาควบคุมศาสตรา’ (อวี้อู้ซู่)
วิชานี้ต่างจาก ‘วิชาเคลื่อนย้ายวัตถุ’ (ชวีอู้ซู่) ที่เขาฝึกไปก่อนหน้า ‘เคลื่อนย้าย’ (ชวี) คือการใช้พลังดันให้ขยับ แต่ ‘ควบคุม’ (อวี้) คือการขับขี่ บังคับบัญชา และครอบครองให้เป็นดั่งแขนขา
นี่คือวิชาสำหรับ ‘ขี่กระบี่เหาะเหิน’ และ ‘ควบคุมศาสตราสังหารศัตรู’ แม้จะเป็นวิชาพื้นฐาน แต่นี่คือวิชาบังคับที่ผู้ฝึกตนทุกคนต้องรู้แจ้งและทำให้เชี่ยวชาญ เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องรอให้ถึงระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ดจึงจะเริ่มเหาะได้
วิชาก่อนหน้านี้เรียนง่าย แต่วิชานี้ยากกว่าเล็กน้อย มันต้องอาศัยความคุ้นชินและการจับจังหวะ
หยางหลินตัดสินใจไม่หลับไม่นอนเพื่อฝึกวิชานี้ให้สำเร็จ การได้ขี่กระบี่เหาะเหินอย่างอิสระเสรีท่ามกลางฟ้าดิน คือความฝันอันสูงสุดของลูกผู้ชายชาวจีนทุกคน!
เขาเริ่มฝึกฝนอย่างหนักหน่วง... แต่กระบวนการนั้นช่างยากลำบาก จนกระทั่งตะวันโด่งในวันรุ่งขึ้น เขาก็ยังจับเคล็ดลับไม่ได้ เรื่องแบบนี้ต้องอาศัย ‘ใจประสาน’ หรือที่เรียกว่าการ ‘บรรลุฉับพลัน’ ซึ่งอาจจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้
จนถึงเที่ยงวัน หยางหลินยังคงทรงตัวบนกระบี่ผ่าศิลาไม่ได้ มันเหมือนกับการหัดขี่จักรยานครั้งแรก ที่ยังขาดสัมผัสแห่งสมดุลไปแค่นิดเดียว
เขาตัดสินใจพักเรื่องนี้ไว้ก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ระหว่างทางก็ฝึกวิชาวายุ, วิชาปราณทองคำ และวิชาฟื้นฟูสภาพไปด้วย
วิชาฟื้นฟูสภาพและวิชาวายุนั้นเหมือนกัน ตรงที่เมื่อชำนาญแล้วจะกลายเป็น ‘สกิลติดตัว’ (Passive Skill) ไม่ต้องจงใจร่าย พลังวิญญาณที่โคจรในกายจะทำงานเองอัตโนมัติ ค่อยๆ ขัดเกลาเส้นลมปราณ กล้ามเนื้อ กระดูก และไขสันหลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างช้าๆ
นี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ฝึกตนหญิงที่มีรากวิญญาณธาตุไม้ ผิวพรรณถึงได้ขาวเนียนละเอียดและรูปร่างดีวันดีคืน...
จู่ๆ ภาพของหนานกงเสี่ยวก็ผุดขึ้นมา ศิษย์พี่หญิงชุดเขียวคนนั้นมีรากวิญญาณคู่ ไฟ-ไม้ มิน่าเล่าแค่ยิ้มทีเดียวก็ทำเอาใจสั่นระรัว... ต่อไปถ้านางฝึกจนเก่งกล้ากว่านี้ จะงามล่มเมืองขนาดไหน? จะเหลือทางรอดให้ชายหนุ่มอย่างข้าบ้างไหมเนี่ย?
หยางหลินปล่อยใจล่องลอยไปกับภาพฝันถึงแม่นางชุดเขียว ขณะที่เท้าก็ก้าวสลับด้วยย่างก้าวท่องพนา ผสานวิชาวายุ วิชาปราณทองคำ และวิชาฟื้นฟูสภาพ มุ่งหน้าไปยัง “ร้านสกุลถัง” ความเร็วเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย
ไม่นานเขาก็มาถึงจุดหมาย
เถ้าแก่กำลังสอนลูกชายอ่านหนังสือและฝึกพลัง เมื่อเห็นหยางหลินเดินเข้ามาก็ยิ้มแก้มปริ ร้องเรียก “ศิษย์พี่!” ถี่รัว
หยางหลินไม่รอช้า “ศิษย์น้อง จัดข้าววิญญาณมาสองชาม เนื้อกวางวิญญาณอีกสองที่!”
สองก้านธูปต่อมา อาหารก็วางตรงหน้า หยางหลินซดโจ๊กโฮกฮากจนเกลี้ยง แล้วถามขึ้น “ศิษย์น้อง ร้านเจ้าปิดกี่โมง? บางทีข้าฝึกเพลินจนลืมเวลา กลัวมาไม่ทัน”
เถ้าแก่ยิ้มตอบ “ศิษย์พี่พยายามมาไม่เกินยามเซิน (15.00-17.00 น.) ก็แล้วกันขอรับ เพราะข้าเองก็ต้องแบ่งเวลาไปบำเพ็ญเพียรเหมือนกัน”
หยางหลินพยักหน้า จ่ายหินวิญญาณแล้วเดินออกจากร้าน เขายังคงร่ายคาธาบัฟตัวเองครบชุด ทั้งลม ทอง ไม้ แล้วใช้ย่างก้าวท่องพนาพุ่งตัวกลับถ้ำฝึกตนด้วยความเร็วสูง
ทันทีที่เขาคล้อยหลังไป... ที่หัวมุมตึกข้างร้านสกุลถัง ชายหนุ่มวัยราวสามสิบปี รูปร่างผอมเกร็งคนหนึ่งก็เดินออกมา สายตาจับจ้องแผ่นหลังของหยางหลินที่ไกลออกไป แววตานั้นฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง