- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 29 สำนักปี้อวิ๋น
บทที่ 29 สำนักปี้อวิ๋น
บทที่ 29 สำนักปี้อวิ๋น
บทที่ 29 สำนักปี้อวิ๋น
รุ่งอรุณวันถัดมา เหล่าศิษย์ใหม่ต่างตื่นจากภวังค์สมาธิและมารวมตัวกันที่ลานกว้าง
เสียงแมลงขับขานผสานเสียงนกเจื้อยแจ้ว อากาศบริสุทธิ์สดชื่น ไอวิญญาณหนาแน่นทำให้จิตใจเบิกบาน ร่างกายกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการฝึกฝนอย่างยิ่ง
ลานกว้างแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณไหล่เขา ไม่ไกลจากประตูทางเข้ามากนัก ด้านหลังคือตำหนักที่พัก เมื่อมองออกไปโดยรอบจะเห็นทิวเขาเขียวขจีสลับซับซ้อน เมฆหมอกพลิ้วไหวราวกับเกลียวคลื่น ยามต้องแสงตะวันรุ่งสาดส่องก็สะท้อนประกายห้าสีระยับจับตา งดงามราวกับแดนสุขาวดี
สมกับคำกล่าวที่ว่า ‘หากกลับจากอูซานแล้ว เมฆที่อื่นก็ไร้ความหมาย’ เมื่อมองย้อนกลับไปด้านหลัง จะเห็นเงาเลือนรางของสิ่งปลูกสร้างสีทองอร่ามแทรกตัวอยู่ตามยอดเขาสูงตระหง่าน มีทั้งหอเก๋ง ตำหนัก และเรือนพักอาศัย
กลุ่มอาคารบางส่วนทอดยาวอยู่บนพื้นราบ บางส่วนผลุบโผล่อยู่ท่ามกลางเมฆห้าสีระหว่างหุบเขา นานๆ ครั้งจะมีนกกระเรียนเซียนส่งเสียงร้องก้องกังวานขณะโผบินผ่านม่านเมฆ บรรยากาศช่างวิจิตรตระการตาสมกับเป็นสำนักเซียน
ทุกคนต่างจ้องมองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่างคุ้มค่า และเปี่ยมด้วยความคาดหวังต่อชีวิตใหม่ในอนาคต ไม่นานนัก เรือเหาะลำหนึ่งก็ลอยลงมาจากฟากฟ้า ผู้ฝึกตนวัยกลางคนผู้หนึ่งกระโดดลงมา โดยมีฉินเจิ้งอวิ๋นติดตามมาด้านหลัง
ทุกคนรีบจัดแถวยืนตรงเพื่อทำความเคารพ ผู้ฝึกตนท่านนั้นเอ่ยขึ้น “ข้าคือผู้อาวุโสประจำหอการภายใน นามว่า ‘ข่งต้าโหย่ว’ รับหน้าที่ต้อนรับศิษย์ใหม่เข้าสู่สำนักและจัดการเรื่องเบ็ดเตล็ด เอาล่ะ ทยอยขึ้นเรือตามข้าเข้าสู่ขุนเขาได้”
ทุกคนประสานมือคารวะ “คารวะผู้อาวุโสข่ง” จากนั้นจึงทยอยขึ้นเรือเหาะ ซึ่งค่อยๆ ลอยลำมุ่งหน้าไปยังกลุ่มอาคารสีทองอร่ามในระยะไกล
ฉินเจิ้งอวิ๋นฉวยโอกาสอธิบายให้เหล่าศิษย์ใหม่ฟัง “ที่นี่คือตำหนักรับรองหน้าด่าน และเป็นประตูหลักของสำนักปี้อวิ๋นซึ่งครอบคลุมอาณาเขตแปดร้อยลี้ แขกบ้านแขกเมืองหรือผู้ที่มาตามหาสหายร่วมมรรคล้วนต้องส่งข่าวที่นี่ แล้วจึงจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ภายใน”
เรือเหาะเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าและรักษาระดับความสูงไม่มากนัก โดยบินเลียบไปตามเส้นทางระหว่างหุบเขา ตลอดทางจะเห็นผู้ฝึกตนใช้วิชาตัวเบากระโดดโลดแล่นอยู่เบื้องล่าง บ้างก็เงยหน้ามองขึ้นมา บางส่วนก็ขี่กระบี่บินหรือใช้อาวุธวิเศษเหาะเหินอยู่ในระยะไม่ไกลนักด้วยความเร็วที่ไม่สูงมาก
บินมาได้สักพัก ก็มาถึงน่านฟ้าเหนือพื้นที่ราบโล่งกว้างใหญ่ไพศาลท่ามกลางหุบเขา
เบื้องล่างคือกลุ่มสิ่งปลูกสร้างเรียงรายสุดลูกหูลูกตา มองจากมุมสูงดูคล้ายกับเมืองของปุถุชน แต่การวางผังเมืองกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋าที่ยากจะอธิบาย ผสมผสานกลมกลืนไปกับสัณฐานของภูเขาและธารน้ำโดยรอบ
พื้นที่ถูกจัดสรรสำหรับปลูกหญ้าวิญญาณและไม้ดอกนานาพันธุ์ มองจากบนเรือเหาะเห็นเป็นสีสันสดใสหลากตา ชวนให้เจริญใจยิ่งนัก
สิ่งปลูกสร้างแต่ละหลังล้วนประณีตงดงาม สอดรับกับบรรยากาศแห่งขุนเขา และเปล่งแสงเรืองรองจางๆ หลากสีสันออกมา
ตามซอกหลืบของยอดเขาโดยรอบยังมีสิ่งปลูกสร้างซ่อนตัวอยู่ ไอวิญญาณที่เข้มข้นทำให้ต้นไม้ใบหญ้าบนยอดเขาดูเขียวขจีเป็นพิเศษ เมฆหมอกหนาทึบที่ไหลเอื่อยปกคลุมยอดเขาไปกว่าครึ่ง
ฉินเจิ้งอวิ๋นกล่าวว่า “ที่นี่คือเขตศิษย์สายนอก อาคารทรงวังเหล่านั้นคือที่ทำการสาขาของหอต่างๆ เขตสายนอกนี้กินพื้นที่กว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ว่างระหว่างยอดเขาทั้งแปดลูก ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดนี้สามารถใช้เป็นที่พำนักของศิษย์สายนอกได้
ยังมีนาวิญญาณ สวนสมุนไพร และสวนสัตว์วิญญาณที่ศิษย์สายนอกช่วยกันดูแล บนยอดเขาทั้งแปดลูกล้วนมีถ้ำฝึกตนของศิษย์ระดับสร้างรากฐานตั้งอยู่ เพื่อเป็นการคุ้มครองดูแลศิษย์สายนอกไปในตัว ศิษย์ที่เหล่าผู้อาวุโสพาตัวกลับมาจากการออกท่องโลกส่วนใหญ่ก็จะบำเพ็ญเพียรกันอยู่ที่นี่”
ทุกคนต่างเปิดหูเปิดตา สถานที่ที่งดงามปานนี้กลับเป็นเพียงแค่เขตชั้นนอก
เรือเหาะลอยข้ามช่องเขาระหว่างยอดเขาด้านหลังของเขตสายนอก มุ่งหน้าลึกเข้าไปข้างใน เมื่อพ้นแนวเขา ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือยอดเขาหกลูกที่ดูยิ่งใหญ่ตระการตายิ่งกว่า ยอดเขาหลักตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง โดยมียอดเขาอีกห้าลูกล้อมรอบคล้ายดั่งองครักษ์พิทักษ์นาย
ยอดเขาหลักอันโอฬารนี้ บริเวณตีนเขาก็เต็มไปด้วยกลุ่มอาคารเช่นเดียวกับเขตสายนอก แต่เน้นเป็นรูปแบบเรือนที่มีลานบ้าน
ณ ตีนเขา มีลานประลองยุทธ์ขนาดมหึมา ถัดขึ้นไปบริเวณไหล่เขาเรียงรายไปด้วยตำหนักและหอเก๋งที่สลักเสลาด้วยหยกและหินอย่างวิจิตรบรรจง บ้างตั้งอยู่ริมหน้าผา บ้างอยู่ข้างน้ำตก บ้างอยู่ริมทางเดินเขา หรือบนพื้นที่ราบระหว่างเขา สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้อิงแอบแนบไปกับภูเขา ท่ามกลางเมฆหมอกที่ม้วนตัวไปมา ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรแต่ก็ไม่ทิ้งความลี้ลับแห่งวิถีเซียน จนทุกคนจ้องมองตาไม่กระพริบ
ฉินเจิ้งอวิ๋นแนะนำต่อ “ที่นี่คือยอดเขาปี้อวิ๋น เขตศิษย์สายใน มีค่ายกลพิทักษ์สำนักปกป้องอยู่ ศิษย์สายในและศิษย์ระดับสร้างรากฐานหลายคนที่ไม่ต้องการย้ายไปอยู่ถ้ำฝึกตน ก็จะพำนักในเรือนด้านล่างนี้ รวมถึงศิษย์ของผู้อาวุโส และลูกหลานของบรรพชนระดับจินตานหรือระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน
ส่วนช่วงกลางเขาเป็นที่ตั้งของหอคุมกฎ หอถ่ายทอดวิชา หอการภายใน หอคัมภีร์ และตำหนักปี้อวิ๋นซึ่งเป็นที่พำนักและที่ทำงานของเจ้าสำนัก สูงขึ้นไปจากนั้นเป็นสถานที่ประชุมหารือของเหล่าบรรพชนระดับจินตาน”
ศิษย์ใหม่คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น “ท่านอาวุโส ไม่มีหอโอสถหรือขอรับ?”
ฉินเจิ้งอวิ๋นตอบ “สำนักเราจะขาดหอโอสถได้อย่างไร การปรุงโอสถถือเรื่องความสงบเป็นสำคัญ หอโอสถ หอศาสตรา และหอค่ายกล จึงตั้งอยู่หลังเขายอดปี้อวิ๋น ตรงตำแหน่งชีพจรธรณี
โอสถระดับต่ำพวกเจ้าสามารถปรุงเองได้ที่ที่พัก แต่หากเป็นโอสถระดับสูงต้องไปที่หอโอสถเพื่ออาศัยไฟปฐพีช่วยในการหลอมรวมยา หากพวกเจ้าอยากเรียนรู้วิชาปรุงยาก็ต้องไปที่นั่นเช่นกัน”
ฉินเจิ้งอวิ๋นชี้มือพลางกล่าวต่อ “พวกเจ้าเห็นยอดเขาทั้งห้าที่ตั้งตระหง่านโอบล้อมอยู่ไกลๆ นั่นไหม นั่นคือที่พำนักของบรรพชนระดับวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสี่ท่าน และบรรพชนระดับจินตานขั้นปลายอีกหนึ่งท่าน”
ทุกคนมองตามไปด้วยสายตาเปี่ยมความยำเกรง
ยังไม่ทันเข้าใกล้ เรือเหาะก็หยุดลงกลางอากาศ ผู้อาวุโสข่งหยิบหยกบันทึกออกมาแล้วร่ายคาถา ทันใดนั้นกำแพงแสงขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เมื่อนำหยกบันทึกไปทาบ กำแพงแสงก็ค่อยๆ แหวกออกเป็นช่องทางพอให้เรือผ่านไปได้ เมื่อเข้าไปด้านใน เรือเหาะก็ค่อยๆ ลดระดับลงสู่ลานกว้างแห่งหนึ่ง
ฉินเจิ้งอวิ๋นกล่าวเตือน “นับจากตรงนี้ไป ผู้ที่มีตบะต่ำกว่าระดับจินตานห้ามเหาะเหินเดินอากาศ หากพวกเจ้ามีธุระเข้าออกเขตสายใน จำเป็นต้องใช้ป้ายคำสั่งแสดงตนที่ทางเข้า ครั้งนี้ถือเป็นการรับศิษย์ใหม่ เรือเหาะจึงได้รับอนุญาตให้พาพวกเจ้าบินเข้ามาได้
หน้าที่ของข้าในวันนี้คือแนะนำอาณาเขตของสำนักให้พวกเจ้าทราบ ต่อจากนี้พวกเจ้าจงติดตามศิษย์พี่ข่งไปยังตำหนักปี้อวิ๋น”
ทุกคนรีบประสานมือคารวะขอบคุณ
ผู้อาวุโสข่งนำพวกเขาเดินผ่านลานประลองอันกว้างใหญ่ มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขา เขาหันกลับมามองกลุ่มศิษย์แล้วกล่าวว่า “จริงๆ ก็ใช่ว่าจะเหาะไม่ได้เลย เพียงแต่ห้ามสูงเกินหนึ่งวาจากพื้น มิเช่นนั้นระยะทางไกลขนาดนี้จะต้องเดินกันกี่วันกี่คืน ผู้บำเพ็ญเพียรเห็นเวลาเป็นสิ่งมีค่า จะมาเสียเวลาเดินทางรอนแรมได้อย่างไร”
ทุกคนขานรับคำ แล้วเริ่มเร่งฝีเท้าใช้วิชาตัวเบาตามติดความเร็วของผู้อาวุโสข่ง เพียงชั่วจิบชา ก็มาถึงหน้าตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง
ผู้อาวุโสข่งสั่งให้ทุกคนยืนรอที่ลานหน้าตำหนัก ส่วนตัวเขาเข้าไปแจ้งข่าว สักพักก็เดินออกมา “เรียงแถวตามข้าเข้าไป ห้ามส่งเสียงดัง” ทุกคนรีบกระตือรือร้น จัดแถวให้เป็นระเบียบแล้วเดินตามผู้อาวุโสข่งเข้าไปยืนสงบนิ่งภายในตำหนัก
ภายในโถงกว้างขวางโอ่อ่า งดงามด้วยลวดลายแกะสลักและภาพวาดวิจิตร ทั้งซ้ายขวามีเสาต้นยักษ์ฝั่งละแปดต้น ประดับด้วยภาพนูนสูงรูปสัตว์เซียน
ตรงกลางโถงมีโต๊ะขนาดใหญ่ ด้านหลังมีชายชราท่าทางกระฉับกระเฉงนั่งอยู่ ดูจากรูปลักษณ์น่าจะอายุราวห้าสิบปี หนวดเคราได้รับการตกแต่งอย่างดี บุคลิกดูเป็นผู้ทรงศีลแต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม
คาดว่าท่านนี้คงเป็นเจ้าสำนักปี้อวิ๋น ‘หวงเซียว’ บนเบาะรองนั่งทางซ้ายและขวามีผู้ฝึกตนชายหญิงนั่งอยู่ฝั่งละสี่คน รวมเป็นชายห้าหญิงสาม ซูหลิวอวิ๋นนั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย ด้านหลังของพวกเขายังมีคนยืนเรียงแถวอีกกลุ่มหนึ่ง ทุกคนสวมชุดเครื่องแบบสีเขียวหยกอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักปี้อวิ๋น
เมื่อเห็นทุกคนยืนประจำที่เรียบร้อย เจ้าสำนักหวงเซียวจึงลุกขึ้น ประสานมือคารวะผู้ฝึกตนทางซ้ายขวาเล็กน้อย แล้วหันมากล่าวกับเหล่าศิษย์ใหม่
“ตัวข้าคือเจ้าสำนักปี้อวิ๋น หวงเซียว ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่สำนักปี้อวิ๋น เป็นศิษย์ของพวกเรา วันนี้จะเป็นการทดสอบรากวิญญาณของพวกเจ้า
บางคนอาจจะเคยทดสอบมาแล้ว แต่ศิษย์ใหม่ทุกคนที่เข้าสำนักจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะมีวาสนาได้กราบฝากตัวเป็นศิษย์ของบรรดาผู้อาวุโสระดับจินตาน ณ ที่แห่งนี้
เอาล่ะ ไม่พูดมากความ เริ่มกันเลย”