- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 34 เดลิเบิร์ด
บทที่ 34 เดลิเบิร์ด
บทที่ 34 เดลิเบิร์ด
บทที่ 34 เดลิเบิร์ด
"หืม?"
ลูเซียนเลิกคิ้วขึ้น พลางมองคลีฟแลนด์ด้วยความประหลาดใจ
"มีอะไรอย่างนั้นหรือ?"
คลีฟแลนด์ยืดกายตรง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง
"ฝ่าบาท หม่อมฉันได้พบกับอสุรกายที่แสนพิเศษสองตัวในขุนเขาหิมะพะยะค่ะ"
เมื่อเอ่ยถึงอสุรกายที่ช่วยนำทางเขา แววตาของคลีฟแลนด์ก็อ่อนโยนลงด้วยความเลื่อมใสและโหยหา
"ในตอนนั้น ขณะที่หม่อมฉันคิดว่าตนเองคงต้องตายแน่แล้ว มันก็ปรากฏกายขึ้น"
"หม่อมฉันไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคือสัตว์เวทมนตร์จริงหรือไม่ แต่มันมีขนสีน้ำเงินที่สง่างามยิ่งนัก ปีกของมันทอประกายราวกับผลึกน้ำแข็งยามต้องแสงตะวัน เมื่อมันปรากฏตัวขึ้น แม้แต่เกล็ดหิมะที่ลอยอยู่ในอากาศยังหยุดนิ่ง"
"มันช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้... และแสดงเส้นทางออกจากขุนเขาให้พะยะค่ะ"
เสียงของคลีฟแลนด์สั่นเครือเล็กน้อย ลึก ๆ ในใจแล้ว เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะได้พบกับมันอีกครั้ง เมื่อได้ฟังคำบรรยายนี้ ลูเซียนก็หรี่ตาลงพลางครุ่นคิด
‘หืม? ขนสีน้ำเงิน ผลึกน้ำแข็ง หิมะหยุดนิ่งกลางอากาศ... หรือจะเป็นโปเกมอนในตำนานอย่างฟรีเซอร์?’
จากข้อมูลที่เขารู้ ฟรีเซอร์มักอาศัยอยู่บนยอดเขาที่โดดเดี่ยวที่สุด ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งขุนเขาหิมะ ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อนักเดินทางหลงทางท่ามกลางพายุหิมะ ฟรีเซอร์จะปรากฏกายลงมาเพื่อนำทางพวกเขาไปสู่ความปลอดภัย
‘ไม่นึกเลยว่าจะมีฟรีเซอร์อยู่ในขุนเขาแถบนี้ด้วย... มันต้องกำลังปกป้องยอดเขานั่นอยู่แน่ ๆ’
ลูเซียนนึกในใจด้วยความประหลาดใจ
"ข้าเข้าใจแล้ว"
เขาพึมพำเบา ๆ
คลีฟแลนด์กล่าวต่อ
"และหลังจากที่หม่อมฉันคลาดสายตาจากการนำทางของอสุรกายลึกลับตัวนั้น หม่อมฉันก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง... ซึ่งไม่เหมือนกับตัวใดที่เคยพบเห็นมา"
"ตอนนั้นหม่อมฉันหิวโหยจนเกือบจะหมดสติ ทันใดนั้นมันก็ปรากฏตัวขึ้น ราวกับซานตาคลอสในนิทานไม่มีผิด มันร่อนลงตรงหน้าหม่อมฉันพร้อมกับห่อของสีขาวในอุ้งเท้า แล้วมันก็มอบผลไม้ให้หม่อมฉันสองลูกพะยะค่ะ"
"ต้องขอบคุณผลไม้พวกนั้น หม่อมฉันจึงทนเดินต่อไปได้จนกระทั่งหน่วยกู้ชีพตามมาพบพะยะค่ะ"
ซานตาคลอส? โปเกมอนที่มีห่อของสีขาวงั้นหรือ?
ลูเซียนนึกถึงสายพันธุ์ของมันได้ในทันที
คงจะเป็นตัวไหนไปไม่ได้นอกจากเดลิเบิร์ด โปเกมอนส่งของนั่นเอง
เดลิเบิร์ดจะเก็บอาหารไว้ในหางซึ่งทำหน้าที่แทนถุงกระสอบ และมักจะแบ่งปันอาหารเหล่านั้นให้ผู้อื่น ลูเซียนจำข้อความในคัมภีร์อสุรกายที่เขาเคยอ่านได้ว่า
"หากมีใครติดอยู่กลางขุนเขา เดลิเบิร์ดมักจะแบ่งปันอาหารให้พวกเขา มีชีวิตมากมายรอดตายมาได้เพราะความเมตตาของเดลิเบิร์ด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไรอันและคริสติน่าต่างหันมาสบตากันด้วยความทึ่ง
"มีอสุรกายเช่นนั้นอยู่จริงหรือพะยะค่ะ?"
ไรอันถามขึ้น
ลูเซียนพยักหน้า
"ใช่แล้ว ชื่อของมันคือเดลิเบิร์ด ในหอสมุดหลวงมีบันทึกเก่าแก่บรรยายถึงนิสัยของมันที่ชอบแบ่งปันอาหาร แม้แต่กับมนุษย์ที่หลงทางในขุนเขาหิมะ"
"โอ้โห!"
คริสติน่าอุทาน
"ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ เพคะ!"
"เดลิเบิร์ด..."
คลีฟแลนด์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ ราวกับจะสลักมันไว้ในความทรงจำ หากโชคชะตาพาให้เขาได้พบมันอีกครั้ง เขาจะตอบแทนความเมตตานั้นให้ได้ ลูเซียนยิ้มบาง ๆ
"เอาละ สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าทั้งสามคนทำงานหนักมามากแล้ว ไปพักผ่อนให้เต็มที่และฟื้นฟูกำลังเสียเถอะ"
"พะยะค่ะ/เพคะ ฝ่าบาท!"
ไรอันและอีกสองคนต่างพากันถอยออกไปทีละคน
เอลิฟ พ่อบ้านเฒ่าที่ยืนฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
"หม่อมฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสัตว์เวทมนตร์เช่นนี้อยู่ในโลก... ตอนที่อยู่ในเมืองหลวง หม่อมฉันไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เลยพะยะค่ะ"
"หลังจากออกมาจากบ้านเกิด ข้าถึงได้ตระหนักว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่จินตนาการไว้มาก"
ลูเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพิศวง
"อาณาจักรไอน์ดุคของเราเป็นเพียงมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งเท่านั้น ข้าเคยได้ยินว่ายังมีนานาประเทศและดินแดนอันกว้างไกลโพ้นทะเลอยู่อีกนับไม่ถ้วน สักวันหนึ่ง ข้าอยากจะเห็นดินแดนเหล่านั้นด้วยตาตนเอง"
พฤกษาแห่งปฐมกาลในคันโต
ภูเขาเงินในโจโต
อารยธรรมดราโกนอยด์โบราณแห่งโฮเอ็น
ตำนานการสรรสร้างแห่งชินโอ
การวิวัฒนาการร่างเมก้าแห่งคาลอส
วีรบุรุษแห่งดาบและโล่ในกาลาร์
โปเกมอนจากยุคอดีตและอนาคตแห่งพัลเดีย...
เมื่อเห็นสีหน้าของลูเซียน เอลิฟก็ยิ้มอย่างมีความหวัง
"ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์นัก แน่นอนว่าพระองค์ย่อมมีโอกาสพะยะค่ะ"
"เรื่องนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนาน"
ลูเซียนถอนหายใจ การเอาตัวรอดในที่แห่งนี้เพียงอย่างเดียวก็ใช้พลังงานไปจนหมดแล้ว ฝันที่จะออกไปสำรวจโลกคงต้องรอไปก่อน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นมินิริวที่ขดตัวอยู่ใกล้ ๆ เขาจึงเอื้อมมือไปแตะจมูกมนของมันพลางยิ้มอย่างซุกซน
"มินิริว เจ้าต้องรีบโตไว ๆ นะ เข้าใจไหม? เราจะได้ออกไปดูโลกกว้างด้วยกัน"
"วู๊!"
มินิริวเชิดหน้าขึ้น แววตาของมันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มันจะแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด!
ลูเซียนรู้ดีว่าร่างวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของมินิริวอย่างไคริวมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเพียงใด ตำนานกล่าวว่าไคริวสามารถบินรอบโลกได้ในเวลาเพียงสิบหกชั่วโมงเท่านั้น
เมื่อวันนั้นมาถึง เขาจินตนาการว่าตนเองจะฝากให้นิคมอยู่ในความดูแลของเอลิฟ ในขณะที่เขากับไคริวจะทะยานฟ้าข้ามผ่านท้องทะเลและขุนเขาอันไกลโพ้น
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นราวกับเด็กหนุ่มของลูเซียน เอลิฟก็หัวเราะเบา ๆ อย่างไรเสีย ลูเซียนก็มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น ตามจริงควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างสำราญในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องมาแบกรับภาระการเป็นผู้นำและถูกบีบให้เติบโตไวกว่าวัย
ทว่าบางที การถูกเนรเทศครั้งนี้อาจเป็นพรที่ซ่อนอยู่ เพราะก่อนที่พวกเขาจะออกมา ความขัดแย้งในเมืองหลวงก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองต่างถูกกำหนดให้ต้องปะทะกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ผู้ชนะย่อมได้ครอบครองทุกสิ่ง ตำแหน่งของลูเซียนในเมืองหลวงมีแต่จะอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ
เอลิฟถอนหายใจอีกครั้งพลางมองดูลูเซียนหยอกล้อกับมินิริว เขาได้แต่ภาวนาว่าวันแห่งการนองเลือดนั้นจะไม่มาถึง
"หึ เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว กลับไปทำงานต่อดีกว่า!"
ลูเซียนยืดตัวตรงแล้วเปิดสมุดบันทึกที่คริสติน่านำมาถวาย
หน้าแรกบรรยายถึงสึโบสึโบะ เมื่อเขาเปิดไปหน้าถัดไป ก็พบกับภาพสเก็ตช์ของโปเกมอนนกตัวเล็ก ๆ ที่มีปีกนุ่มฟูราวกับปุยสำลี
คริสติน่าเขียนบันทึกไว้ด้านล่างว่า
[กล้าหาญ ไม่กลัวคน ชอบร่อนลงมาเกาะที่ไหล่และศีรษะ ขนของมันให้ความรู้สึกนุ่มฟูเหมือนสำลีไม่มีผิด]
มุมปากของลูเซียนยกขึ้น "นี่ต้องเป็นทิลท์โทเป็นแน่แท้"
ทิลท์โทเป็นโปเกมอนประเภทปกติและบิน แต่เมื่อมันวิวัฒนาการเป็นทิลทาลิส มันจะได้กลายโปเกมอนประเภทมังกรเคียงคู่กับประเภทบิน
เพราะรูปร่างของมันไม่เหมือนมังกรเลยสักนิด แถมร่างเมก้ายังเปลี่ยนเป็นประเภทแฟรี่ที่เอาไว้จัดการมังกรโดยเฉพาะ ทิลทาลิสจึงมักถูกล้อเลียนว่าเป็นผู้ทรยศแห่งเผ่ามังกรอยู่เสมอ ๆ
เเต่เมื่อเขาได้เห็นทิลท์โทเป็นครั้งแรก ลูเซียนไม่ได้คำนึงถึงความแข็งแกร่งในอนาคตของมันเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในใจ
‘ปีกที่นุ่มนิ่มเหมือนปุยเมฆของมัน คงจะเอามาทำเป็นฟูกและหมอนที่สวรรค์ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ คงไม่มีสิ่งใดที่จะนอนสบายไปกว่านี้อีกแล้ว’