- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 25 วันแห่งกสิกรรม
บทที่ 25 วันแห่งกสิกรรม
บทที่ 25 วันแห่งกสิกรรม
บทที่ 25 วันแห่งกสิกรรม
รุ่งเช้าวันถัดมา หน่วยสำรวจอันประกอบด้วย ไรอัน, คลีฟแลนด์ และคริสติน่า ได้ตระเตรียมความพร้อมเพื่อออกปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
ลูเซียนเยื้องกรายมาส่งพวกเขาด้วยตัวเอง โดยมีมินิริวคู่ใจคอยคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง พร้อมด้วยเอลิฟ พ่อบ้านเฒ่าที่เดินตามมาเงียบๆ
ภาระหน้าที่ที่คนทั้งสามแบกรับไว้บนบ่านั้นช่างต่างกัน และลูเซียนเองก็รู้ดีว่าภารกิจนี้อาจไม่จบลงง่าย ๆ ภายในวันเดียว
ไรอันแบกเป้ใบเขื่องที่อัดแน่นด้วยเสบียงและน้ำจนเต็มพิกัด ส่วนคลีฟแลนด์เตรียมพร้อมทั้งอาวุธ หินเหล็กไฟ โอสถพื้นฐาน และสิ่งของจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอดในป่า ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่กลิ่นอายความสุขุมของนักรบเจนศึก ขณะที่คริสติน่ากุมสมุดบันทึกและปากกาไว้แน่น นางเตรียมใจมาอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องจดบันทึกและสเก็ตช์ภาพสัตว์เวทมนตร์ทุกตนที่ได้พบเจอลงบนแผ่นกระดาษให้จงได้
ลูเซียนกวาดสายตามองคนทั้งสามด้วยความเชื่อมั่น
"จากนี้ไป... ข้าขอฝากทุกอย่างไว้ในมือพวกเจ้า"
"พะยะค่ะ ท่านลูเซียน!"
ไรอันขานรับพร้อมรอยยิ้มกว้างพลางตบอกตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจ
ทว่าคริสติน่ากลับรู้สึกหวั่นใจจนหัวใจบีบคั้น... เพียงแค่จินตนาการถึงอสุรกายที่ต้องเผชิญ แข้งขานางก็แทบจะอ่อนแรง นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองจะทำภารกิจที่องค์ชายมอบหมายได้สำเร็จจริงหรือ
ลูเซียนผ่อนน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลขึ้น ทว่าแววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความสัตย์จริง
"จำไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตของพวกเจ้าสำคัญที่สุด หากเจออสุรกายที่ยากจะต่อกร จงหนีโดยไม่ต้องลังเล ข้าขอเพียงพวกเจ้า... มีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ก็พอ"
"เอ๊ะ...?"
คริสติน่าชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยหวั่นไหวกลับแปรเปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งก่อนจะรีบพยักหน้ารับ
"พะยะค่ะ!"
คำพูดนั้นทำให้คลีฟแลนด์ถึงกับยืนนิ่งไปราวกับถูกมนต์สะกด
มีชีวิตรอดกลับมา... คำพูดเรียบง่ายที่เขาไม่ได้ยินมานานนับปีแล้ว ในอดีตก่อนจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิ พ่อแม่และคนรักเคยร่ำลาเขาด้วยประโยคนี้ ทว่าในวันที่เขากลับมาเบื้องหลังกลับว่างเปล่าไม่มีใครรอเขาอยู่อีกต่อไป เมื่อได้ยินมันจากปากของลูเซียน ความรู้สึกที่เคยมอดไหม้ในใจก็พลันสั่นสะท้อนขึ้นมาอีกครั้ง
ผิดกับไรอันที่แทบจะเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ในสายตาของเขา อสุรกายไม่ได้น่าหวาดกลัวไปเสียหมด บางตนก็น่ารักและไร้เดียงสาเหมือนโซรัวของแอนนา หรือ ยูกิคาบูริทั้งสามที่เข้ามาช่วยงานในนิคม เขาอดคิดไม่ได้ว่าในพงไพรเบื้องหน้า เขาจะโชคดีได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่แสนวิเศษเช่นนั้นอีกหรือไม่
ทั้งสามคนออกเดินทางจากนิคมไปพร้อมกับความคิดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือคำสัตย์ปฏิญาณที่จะทำภารกิจให้ลุล่วง
เอลิฟมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ลับสายตาไปพลางขมวดคิ้วกังวล
"องค์ชาย... ท่านคิดว่าพวกเขาจะทำสำเร็จจริงๆ หรือพะยะค่ะ?"
"ในสถานการณ์แบบนี้ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้"
ลูเซียนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเราหรอกเอลิฟ หากเราอยากอยู่รอดในแดนเถื่อนแห่งนี้ เราต้องพึ่งพาแรงกายแรงใจของตัวเองเท่านั้น"
เขามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน อย่างน้อยสภาพอากาศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ดูจะเมตตาพวกเขาอยู่บ้าง เพราะมันเริ่มอบอุ่นขึ้นจนความหนาวเย็นที่เคยบาดผิวทุเลาลงไปมาก
‘ฉันคงต้องเริ่มลงมือเพาะปลูกอย่างจริงจังเสียที’ ลูเซียนพึมพำกับตัวเอง
"โคลินและคนอื่นๆ เตรียมพร้อมอยู่ที่นั่นแล้วพะยะค่ะ"
เอลิฟรายงานพลางค้อมกายลงเล็กน้อย
ลูเซียนพยักหน้า การเกษตรคือรากฐานเดียวที่จะทำให้นิคมนี้มั่นคง
"ไปดูกันเถิด"
เมื่อทั้งคู่มาถึง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือฝูงชนที่ออกมารวมตัวกันเนืองแน่นบริเวณพื้นที่เพาะปลูก
สำหรับชาวนิคมแล้ว การปลูกพืชครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือการเดิมพันด้วยอนาคตและความอยู่รอด
หญิงสาวจากหน่วยหาของป่าบางส่วนอาสามาช่วยหยิบจับงาน ขณะที่บรรดาเกษตรกร โดยมีบัฟฟรอนสองตัวที่ขนคอพองฟูคอยส่งแรงสนับสนุน กำลังเริ่มลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ลงสู่ดิน
ผืนดินที่บุกเบิกไว้นั้นกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา หากใช้เพียงแรงของโคลินและพวกพ้อง คงต้องใช้เวลานานนับสัปดาห์ แต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของบัฟฟรอน ผสานกับความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน เพียงแค่ครึ่งวัน เมล็ดพันธุ์จำนวนมหาศาลก็ถูกฝังลงใต้ดินจนเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
พืชที่เลือกปลูก คือ ไรย์ หัวไชเท้า มันฝรั่ง และข้าวสาลีฤดูหนาว ซึ่งล้วนเป็นพืชที่ทรหดพอจะเติบโตได้ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
โดยเฉพาะมันฝรั่งที่คาดว่าจะให้ผลผลิตมหาศาลจนเพียงพอจะเลี้ยงปากท้องคนทั้ง 78 ชีวิตได้อย่างไม่ขัดสน ส่วนไรย์และข้าวสาลีก็สามารถนำไปแปรรูปเป็นแป้งสำหรับเลี้ยงชีพได้ในระยะยาว หากพวกเขาสามารถประคองนิคมให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปจนถึงเดือนพฤษภาคมได้ ความกังวลเรื่องความอดอยากคงจะมลายสิ้นไป
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเลือกปักหลักอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะหอบหิ้วเสบียงย้ายไปยังดินแดนที่กษัตริย์ชราประทานให้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป
ลูเซียนมองดูภาพความวุ่นวายที่เปี่ยมไปด้วยความหวังตรงหน้า ก่อนจะลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
...
ไกลออกไป ณ อาณาจักรไอน์ดุค ปราสาทดาบพิภพอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านท้าทายสายลมอยู่บนยอดเขา
องค์ราชาผู้ชราภาพประทับอยู่ตรงระเบียงห้องโถง ทอดพระเนตรมองความรุ่งเรืองของเมืองเบื้องล่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
เบื้องหลังของพระองค์ ชายหนุ่มรูปงามสองคนในชุดขุนนางสูงศักดิ์คุกเข่าลงอย่างนอบน้อมเพื่อรายงานความคืบหน้า
"เสด็จพ่อ เหตุจลาจลของเหล่าอสุรกายในเขตอัศวินสงบลงแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้เหล่าอัศวินกำลังเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและไร่นาให้แก่ราษฎร"
"เสด็จพ่อ..."
องค์ราชาทรงสดับฟังรายงานเหล่านั้นด้วยความเงียบสงบ เมื่อโอรสทั้งสองตรัสจบ พระองค์เพียงตรัสสั้นๆ
"พวกเจ้าไปได้แล้ว"
องค์ชายทั้งสองสบตากันเพียงครู่ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินจากห้องโถงไปเงียบๆ
เมื่อสิ้นเสียงฝีเท้า องค์ราชาก็ทรงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
พระองค์ชรามากแล้ว... ในอดีตเคยกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อสร้างอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น ทว่าในบั้นปลายชีวิต พระองค์กลับต้องมาติดบ่วงการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุด นั่นคือการเลือกผู้สืบทอดบัลลังก์
โอรสทั้งสองล้วนมีความสามารถที่โดดเด่น ทว่าแต่ละคนกลับเริ่มรวบรวมขุมกำลังและฟาดฟันกันอย่างลับๆ ความลังเลของพระองค์กำลังทำให้รากฐานของอาณาจักรสั่นคลอน
หากเลือกผิดเพียงก้าวเดียว สงครามกลางเมืองที่แสนโหดร้ายอาจแผดเผาทุกสิ่งที่พระองค์สร้างมาจนย่อยยับ
ในขณะที่องค์ราชาทรงตกอยู่ในภวังค์แห่งความทุกข์ตรม ทันใดนั้น เสียงร้องที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"นีนี่?"
พระองค์ทรงหันไปทอดพระเนตร เห็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่มีหูรูปตัว V สีเหลืองนวลและดวงตาสีฟ้าใสแจ๋วบินร่อนเข้ามาหา
"วิคทินี อย่างนั้นหรือ?"
"นีนี่!"
วิคทินีแทะคุกกี้ในมืออย่างเอร็ดอร่อย ทว่าเมื่อคำสุดท้ายหมดลง แววตาที่เคยสดใสกลับหม่นแสงลงด้วยความรู้สึกว่างเปล่าบางอย่างที่เกาะกินใจ
"นีนี่..."
จากการใช้ชีวิตร่วมกันมาเนิ่นนาน องค์ราชาทรงเข้าใจความหมายในเสียงร้องนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งคำพูด
ทรงถอนหายใจแผ่วเบา
"เจ้าเองก็เป็นห่วงลูเซียนเหมือนกันสินะ?"
"นีนี่!"
วิคทินีพยักหน้าขึ้นลงอย่างแรง
"ข้าขอโทษนะ วิคทินี ..."
สุรเสียงของพระองค์สั่นเครือด้วยความรู้สึกผิด
"แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ หากปล่อยให้เขาอยู่ในเมืองหลวง ชีวิตของเขาจะยิ่งถูกคุกคาม ตอนนี้อำนาจในมือเขาถูกริบไปจนหมดสิ้นแล้ว..."
"นีนี่..."
วิคทินีก้มหน้าต่ำ ปีกเล็ก ๆ ลู่ตกลงอย่างเศร้าสร้อย
"อย่ากังวลไปเลย"
องค์ราชาเอื้อมพระหัตถ์ไปลูบศีรษะมันด้วยความอ่อนโยน
"ลูเซียนจะต้องไม่เป็นไร ดินแดนที่ข้ามอบให้เขานั้นอุดมสมบูรณ์และสงบสุขที่สุดในอาณาจักร เขาจะมีชีวิตที่เรียบง่ายและปลอดภัยที่นั่น"
ในบรรดาโอรสทั้งสาม ลูเซียนคือคนสุดท้องที่อ่อนวัยกว่าพี่ชายฝาแฝดทั้งสอง และเขายังเป็นสหายที่ใกล้ชิดที่สุดของวิคทินี
ภาพจำในอดีตที่ลูเซียนและวิคทินีวิ่งเล่นซ่อนแอบกันตามโถงปราสาทสว่างวาบขึ้นในความทรงจำ
ทว่าสัตว์เวทมนตร์มีอายุขัยที่ยืนยาวนัก ผิดกับมนุษย์ที่โรยราไปตามกาลเวลา
กษัตริย์เฒ่ารู้ดีว่าวาระสุดท้ายของพระองค์กำลังคืบคลานเข้ามา และภารกิจสุดท้ายที่พระองค์ต้องทำให้สำเร็จ คือการปกป้องวิคทินี
โปเกมอนตัวนี้มีพลังมหาศาลเกินกว่าจะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของโอรสผู้ทะเยอทะยาน หากเป็นเช่นนั้นหายนะจะมาเยือนอาณาจักรอย่างแน่นอน
ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก องค์ราชาจึงตัดสินใจอย่างลับๆ ว่าจะส่งมอบวิคทินีให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของลูเซียนก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของพระองค์จะหมดลง