- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 16 วิกฤตการณ์อาหาร
บทที่ 16 วิกฤตการณ์อาหาร
บทที่ 16 วิกฤตการณ์อาหาร
บทที่ 16 วิกฤตการณ์อาหาร
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน ราษฎรในดินแดนต่างตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ ภายใต้การนำของไรอันและทักเกอร์ พวกเขาต่างมุ่งหน้ากลับไปตรากตรำงานหนัก ทั้งการตัดไม้ซุง ลากท่อนไม้ และรังสรรค์เรือนซุงหลังใหม่อย่างต่อเนื่อง
ภายในกระโจมพัก ลูเซียนนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานพลางตวัดปากกาขนนกเพื่อจารึกข้อมูลทุกประการที่ทราบเกี่ยวกับโซรัว ไม่ว่าจะเป็นประเภท คุณสมบัติพิเศษ ไปจนถึงศักยภาพแห่งการวิวัฒนาการที่รออยู่เบื้องหน้า และแม้แต่อุปนิสัยเล็กน้อยของมัน
“ทูลองค์ชาย... หม่อมฉันแอนนาเพคะ ขอกราบทูลขอประทานอนุญาตเข้าเฝ้าได้หรือไม่เพคะ”
สุรเสียงของแอนนาดังมาจากเบื้องนอก
"เข้ามาเถิด"
ลูเซียนขานรับคำนาง
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น แอนนาก้าวย่างเข้ามาพร้อมกับโอบอุ้มโซรัวไว้ในอ้อมอก
"เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่?"
ลูเซียนเอ่ยถามอย่างไม่ถือตัว พลางเหลือบมองอสุรจิ้งจอกที่ดูจะฟื้นฟูร่างกายจนสมบูรณ์แล้ว
"เพคะ!"
แอนนาพยักหน้าตอบรับอย่างกระตือรือร้น เมื่อคืนนี้แม้ท่านแม่จะยังหวาดเกรงอสุรกายตัวน้อยอยู่บ้าง ทว่าก็ยังอุตส่าห์ปรุงโจ๊กโอ๊ตมีลอุ่นๆ ให้กิน นางซุกกายโอบกอดโซรัวพลางให้ขนนุ่มฟูแนบชิดกับนวลแก้ม นับเป็นสัมผัสที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่นางเคยได้รับมา
ลูเซียนหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
"ดูท่าพวกเจ้าทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีทีเดียว"
“องค์ชายเพคะ... วันนี้มีสิ่งใดที่หม่อมฉันพอจะช่วยแบ่งเบาพระภาระ หรือรับใช้พระองค์ได้บ้างไหมเพคะ?”
แววตาของแอนนาเป็นประกายระยับ นางปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อลูเซียน
เขาไม่ตอบกลับไปในทันที ทว่ากลับย้อนถามนางว่า
"แอนนา... เจ้ามีความคิดเห็นประการใดต่อสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า 'อสุรกาย' เหล่านี้รึ?"
"เอ๊ะ...?"
แอนนากะพริบตาด้วยความฉงน นางก้มมองอสุรกายที่ตนโอบกอดอยู่พลางครุ่นคิดอยู่นานครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา
"อสุรกาย... น่ากลัวยิ่งนักเพคะ พวกมันสามารถพ่นอัคคีหรือวารีได้ ทั้งยังโผบินบนนภาและมุดลงสู่ใต้ดิน... อีกทั้งพวกมันยังมักจะทำร้ายผู้คน ทว่า..."
"เจ้าตัวเล็กของเจ้า... แตกต่างออกไปใช่หรือไม่?"
เขาเอ่ยเสริมขึ้นเพื่อนำทางความคิดนาง
"เพคะ!"
แอนนาพยักหน้ายืนยันอย่างสุดกำลัง
"หม่อมฉันเชื่อเช่นนั้นเพคะ... สำหรับหม่อมฉันแล้ว เจ้าตัวเล็กนี่ดีที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะนางยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องหม่อมฉันจริงๆ"
ลูเซียนแย้มยิ้มกว้างขึ้น
"โลกนี้กว้างใหญ่นัก แคว้นไอน์ดุคของพวกเราเป็นเพียงมุมเล็กๆ เท่านั้น สัตว์เวทมนตร์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ พวกมันมีความรู้สึก รู้จักบุญคุณ และเปี่ยมด้วยสติปัญญา... แม้กระทั่งความเข้าใจในถ้อยคำของพวกเรา พวกมันก็ล้วนกระทำได้"
แอนนาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
“เจ้าเคยจินตนาการไหม”
ลูเซียนกล่าวต่อ
"ถึงโลกที่มวลมนุษย์และสัตว์เวทมนตร์อยู่เคียงข้างกันหรือไม่?... สัตว์เวทมนตร์ประเภทไฟช่วยจุดเตาไฟ ประเภทน้ำช่วยดับเพลิง พวกที่แข็งแกร่งช่วยขนของ และพวกที่บินได้ช่วยส่งสารข้ามผืนฟ้า เมืองที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน"
หากเป็นผู้ใหญ่คงมิวายหัวเราะเยาะวิสัยทัศน์ที่ดูเพ้อฝันเช่นนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว การที่สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวจักอยู่ร่วมกับมวลมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้ ทว่าแอนนายังเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบขวบจึงเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ เพราะนางได้พานพบกับอสุรกายตัวน้อยที่ยอมแลกชีวิตเพื่อคุ้มครองนางมาแล้ว
"องค์ชายลูเซียนพะยะค่ะ..."
นางกระซิบถามแผ่วเบา
"ทูลองค์ชาย... หากเป็นเช่นนั้นจริง หม่อมฉันและเจ้าตัวเล็กนี่... จะสามารถอยู่เคียงข้างกันประหนึ่งครอบครัวเดียวกันได้จริงๆ หรือเพคะ?"
ลูเซียนพยักหน้ารับ
"มันมองเจ้าเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว ไม่เช่นนั้นมันคงมียืนหยัดต่อกรกับทันแบร์ เพื่อปกป้องเจ้าเมื่อวานนี้หรอกหรือ"
"เจ้าตัวเล็ก..."
แอนนากระชับอ้อมกอดแน่น ความตื้นตันเอ่อล้นจนจุกอก
"โซรัว"
"เอ๊ะ...?"
แอนนากะพริบตาด้วยความสงสัย
"โซรัว"
ลูเซียนย้ำคำพร้อมรอยยิ้มบางๆ ขณะมองไปยังอสุรจิ้งจอกในอ้อมแขนของนาง
"นั่นคือนามที่แท้จริงของมัน... โซรัว"
"โซรัว..."
แอนนาพึมพำแผ่วเบาประหนึ่งกำลังลองออกเสียงนามนั้น
และเป็นไปตามคาด อสุรจิ้งจอกน้อยเงยหน้าขึ้นสบสายตากับนางในทันที
"อีกประการหนึ่ง..."
ลูเซียนเอ่ยพลางยื่นแผ่นหนังที่มีข้อความถูกจารึกไว้อย่างเป็นระเบียบให้นาง
"นี่คือข้อมูลที่ข้าคัดลอกมาจากตำรา บางทีมันอาจช่วยให้เจ้าเข้าใจในตัวโซรัวได้ดียิ่งขึ้น"
"จงดูแลโซรัวให้จงดี"
เขาสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นั่นคือภารกิจสำคัญที่ข้ามอบหมายให้แก่เจ้า"
"หา!"
แอนนาชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองแผ่นหนังในมือนั้น
'คุณลักษณะ... คุณสมบัติพิเศษ... กระบวนท่า'
'สิ่งเหล่านี้มีความหมายประการใดกันแน่?'
แอนนาเม้มริมฝีปากแน่น แม้มิได้เอ่ยวาจาถามไถ่ ทว่าแววตาที่เงยขึ้นสบกับเขากลับเต็มไปด้วยความฉงนและคำขอร้องที่เปี่ยมล้น ประหนึ่งจะอ้อนวอนให้เขาช่วยคลี่คลายปริศนาในแผ่นหนัง กระนั้น... ลูเซียนกลับทำเพียงส่งยิ้มบางๆ ให้แก่นางโดยไร้ทีท่าว่าจะอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม
ทันใดนั้น เอลิฟ พ่อบ้านเฒ่าก็ได้ขอเข้าพบ ลูเซียนจึงโบกมือเบาๆ เป็นสัญญาณให้แอนนาออกไปก่อน
"เอาล่ะ... วันนี้เพียงเท่านี้ก่อน หากมีสิ่งใดที่เจ้ามิกระจ่าง ลองถามไถ่จากโซรัวดูก่อนเถิด บางทีมันอาจแสดงคำตอบให้เจ้าเห็นได้ด้วยตนเอง เมื่อใดที่พวกเจ้าเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นแล้ว ค่อยกลับมาพบข้าอีกครั้ง"
แอนนาแม้จะยังมีความฉงน ทว่าก็ยังน้อมรับคำอย่างหนักแน่น
"เพคะ!"
นางโอบกอดโซรัวไว้แนบอก แล้วจึงก้าวเดินออกจากกระโจมไปพร้อมกับแผ่นหนังในมือน้อยๆ ของนาง
เมื่อนางลับสายตาไปแล้ว เอลิฟจึงก้าวเข้ามาหาเชาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความวิตกกังวล
"องค์ชายลูเซียนพะยะค่ะ... มีเรื่องที่หม่อมฉันกังวลใจเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ"
พ่อบ้านกล่าว
"เรื่องใดอย่างนั้นรึ?
ลูเซียนถาม
เอลิฟมีท่าทีอึกอัก
"เสบียงอาหารของพวกเราจักประทังชีวิตได้เพียงถึงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นพะยะค่ะ... หากเสบียงหมดสิ้นลงก่อนหน้านั้น หม่อมฉันเกรงว่า..."
เขาละถ้อยคำที่เหลือไว้ในความเงียบ ทว่าลูเซียนย่อมเข้าใจความหมายได้โดยมิพึ่งวาจา วิกฤตแห่งความหิวโหยไม่ิเคยหายไปไหน แต่มันถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ความวุ่นวายที่ผ่านมา และบัดนี้มันกำลังปะทุออกมาในห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด
เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ถึงสินค้าที่ติดมากับคาราวาน... น่าจะมีเมล็ดพันธุ์หลายชนิดที่พอจะเติบโตในเหมันตฤดูได้
"ข้าจำได้ว่าในบรรดาราษฎรของพวกเรามีผู้ที่เป็นเกษตรกรอยู่มิใช่รึ?"
ลูเซียนเอ่ยถาม
"ถูกต้องพะยะค่ะ"
เอลิฟยืนยันคำนั่น
"ไปนำพวกเขามาพบข้า"
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"
พ่อบ้านเฒ่ารีบออกไปเพียงมินาน เขาก็กลับมาพร้อมกับชายร่างกำยำผิวเข้มหลายคนที่มีมือหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนัก
"พวกเขาคือเหล่ากสิกรผู้ช่ำชองพะยะค่ะ"
เอลิฟแนะนำให้เขาได้รู้จัก
ลูเซียนนำเมล็ดพันธุ์ออกมาวางเบื้องหน้า
"ลองพิจารณาดู... แล้วบอกข้าว่ามีชนิดใดบ้างที่พอจะหว่านเพาะในฤดูกาลนี้ได้"
เหล่าเกษตรกรก้าวออกมาพินิจพิจารณาเมล็ดพันธุ์อย่างละเอียด ในที่สุดผู้ที่อาวุโสที่สุดก็เอ่ยขึ้น
"ฝ่าบาท... เมล็ดพันธุ์ไรย์ หัวไชเท้า มันฝรั่ง และข้าวสาลีเหล่านี้สามารถหว่านเพาะได้ในยามนี้พะยะค่ะ ทว่า..."
"ทว่าสิ่งใดอย่างนั้นรึ?"
ลูเซียนถามย้ำ
กสิกรเฒ่าลูบเคราของตนพลางเอ่ย
"ผืนดินแห่งนี้รกร้างยิ่งนัก การจะเตรียมดินให้พร้อมเพาะปลูกต้องใช้เวลา ทั้งการถางพงหนามและพลิกหน้าดินให้ร่วนซุย กว่าจักเริ่มหว่านเมล็ดได้จริงก็คงอีกนานโขพะยะค่ะ"
เกษตรกรอีกรายมีสีหน้าที่เคร่งเครียดมิต่างกัน
"แม้นเริ่มหว่านเพาะในยามนี้ กว่าจักเก็บเกี่ยวได้ก็ล่วงเข้าสู่เดือนพฤษภาคม... นั่นหมายความว่าพวกเราจักขาดแคลนอาหารไปอย่างน้อยสามเดือน อีกทั้งหากไร้ซึ่งปุ๋ยบำรุงดิน ผลผลิตย่อมจักเบาบางจนมิอาจประทังชีวิตคนทั้งดินแดนได้พะยะค่ะ"
ถ้อยคำเหล่านั้นหนักอึ้งประหนึ่งศิลาที่ถ่วงอยู่ในใจของทุกคน ณ ที่ประชุมแห่งนั้น
ในโลกของโปเกมอนที่เขารู้จัก พลังของเหล่าโปเกมอนประเภทพืชคือความมหัศจรรย์ที่สามารถทดแทนปุ๋ยบำรุงดินและชุบชีวิตผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หากพรรณไม้ได้รับพลังจากพวกมันอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตย่อมจักเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับถูกเร่งด้วยมนตรา ด้วยการสนับสนุนเช่นนั้น การกสิกรรมท่ามกลางเหมันตฤดูก็ย่อมมิใช่ความฝันที่เลื่อนลอย
ทว่าในฤดูกาลที่หนาวเหน็บเช่นนี้ พวกเขากลับมิอาจเสาะพบโปเกมอนประเภทพืชได้เลยแม้เพียงตนเดียว
ลูเซียนพยายามเฟ้นหาหนทางอื่น
'การเก็บผลเบอร์รี่... การทำปลาเค็ม... หรือการค้นหาพฤกษาป่าที่ทานทนต่อไอเย็น'
ทว่าห้วงความคิดกลับถูกหยุดลงอย่างกะทันหัน
ความคิดของเขาถูกหยุดกลางคันอย่างฉับพลัน
"ช่วยด้วย!"
"อสุรกาย!"
"มีอสุรกายบุกเข้ามาในอาณาเขตมแล้ว!"
เสียงหวีดร้องที่ระงมไปด้วยความหวาดหวั่นแผดก้องฝ่าม่านหิมะมาจากทางทิศที่ตั้งของนิคมเบื้องนอก...
เสียงร้องระงมด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด แผดจ้าฝ่าม่านหิมะมาจากเบื้องนอกนิคม...