- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 12 ภารกิจกู้ชีพ
บทที่ 12 ภารกิจกู้ชีพ
บทที่ 12 ภารกิจกู้ชีพ
บทที่ 12 ภารกิจกู้ชีพ
"ฝ่าบาท! ทรงเสด็จไปมิได้เด็ดขาดพะยะค่ะ!"
เอลิฟ พ่อบ้านเฒ่าถลาเข้ามาขวางเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความร้อนรนจนแทบเสียกิริยา
"พระองค์ทรงเป็นความหวังสุดท้ายของดินแดนแห่งนี้... หากเกิดภยันตรายใดขึ้นกับพระองค์ ราษฎรที่เหลือย่อมมิอาจผ่านพ้นเหมันตฤดูนี้ไปได้พะยะค่ะ!"
ผืนป่ายามทิวากาลก็นับว่าอันตรายยิ่งนัก ทว่าท่ามกลางรัตติกาลที่เหล่าอสุรกายพากันออกล่า มันกลับยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นอีกหลายเท่าตัว
"ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากังวล เอลิฟ"
ลูเซียนดึงฮู้ดของเสื้อคลุมผ้าแคชเมียร์ขึ้นปกปิดศีรษะ น้ำเสียงที่ตอบกลับไปเรียบเฉยทว่าหนักแน่นมั่นคง
"ไม่ต้องกังวลไป... ไรอันและเหล่าอัศวินได้สำรวจพื้นที่แถบนี้ไว้ก่อนแล้ว ความเสี่ยงย่อมมีมิน้อย และหากภัยร้ายมาถึงจริง ไรอันกับคนอื่นๆ ย่อมปกป้องข้าได้"
"พะยะค่ะ!"
เสียงโลหะกระทบกันกึกก้องเมื่อไรอันชักดาบออกจากฝัก ใบหน้าของเขาฉายชัดถึงปณิธานอันแน่วแน่
สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือความปลอดภัยของแอนนา หากนางเพียงหลงทางย่อมพอจะแก้ไขได้ ทว่าหากนางถูกต้อนจนจนมุมโดยโปเกมอนป่า... ทุกวินาทีที่สูญเสียไปย่อมหมายถึงชีวิตของนางที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
อีกประการหนึ่ง ในค่ายแห่งนี้มิมีผู้ใดมีความรู้เรื่องโปเกมอนลึกซึ้งเท่าเขาอีกแล้ว หากพวกเขาเผชิญหน้ากับพวกมันเข้าจริงๆ เขาจำเป็นต้องอยู่ที่นั่นเพื่อวิเคราะห์ตัวตนของพวกมัน และยามเผชิญอันตราย การถอยร่นมิใช่เรื่องน่าอับอายหากชัยชนะนั้นเป็นไปมิได้
เอลิฟเห็นว่าลูเซียนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาจึงได้แต่ทอดถอนใจพลางแสดงความกังวลผ่านริ้วรอยที่ลึกชันบนใบหน้า
"ถ้าเช่นนั้น... ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ และโปรดระมัดระวังพระองค์ด้วยพะยะค่ะ"
ไรอันและเหล่าอัศวินชูคบเพลิงส่องแสงวูบวาบตามร่องรอยเข้าไปในพงไพร โดยมีลูเซียนก้าวเดินนำหน้าอย่างมั่นคง เเป็นไปตามที่เขานคาดการณ์ไว้ พวกเขาไม่พบโปเกมอนระหว่างทาง รอยเท้ายังคงฝังลึกเข้าไปในป่าอย่างชัดเจนบนพื้นน้ำแข็ง เขาลอบขอบคุณในใจที่หิมะไม่ได้ตกลงมาทับถม ไม่เช่นนั้นร่องรอยของแอนนาคงมลายหายไปเป็นแน่
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงลานโล่งกว้าง พื้นดินเต็มไปด้วยร่องรอยการปะทะ รอยเท้าของมนุษย์และอสุรกายเหยียบย่ำกันจนสับสนปนเปไปสิ้น
น้ำเสียงของไรอันเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใด
"องค์ชายพะยะค่ะ! ทางนี้พะยะค่ะ!"
ลูเซียนย่อตัวลงสำรวจพื้นหิมะที่ฟุ้งกระจายจากการเหยียบย่ำ
"มีการต่อสู้เกิดขึ้น... และมันเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน"
หัวใจของเขาพลันบีบคั้นด้วยความห่วงใย
'เด็กสาววัยเพียงสิบขวบจะรอดพ้นจากการเผชิญหน้ากับโปเกมอนได้ยังไงกัน? แม้มนุษย์ในโลกนี้จะแข็งแกร่งเเค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแตกสลายไม่ได้นี่'
เขาเร่งรุดตามรอยเท้าที่ดูสับสนจากการวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่ร่องรอยเหล่านั้นจะหายไป กลายเป็นร่องลึกของบางสิ่งที่กลิ้งไถลอย่างรุนแรง
เมื่อลูเซียนเงยหน้าขึ้นมอง ภาพตรงหน้าก็ทำให้ลมหายใจชะงัก... ผืนดินถูกตัดขาดกลายเป็นหน้าผาสูงชันที่ทอดตัวลงสู่ความมืดมิด
...
"ข้า... สิ้นชีพไปแล้วอย่างนั้นรึ?"
แอนนาขยับตัวอย่างมึนงง ร่างกายปวดร้าวไปสิ้น นางพยายามยันกายขึ้น ทว่าความเจ็บแปลบกลับแล่นปราดผ่านแขนจนต้องนิ่วหน้า
“อึก... เจ็บเหลือเกิน!”
นางกุมแขนตนเองไว้แน่นพลางกะพริบตาเพื่อปรับสายตาให้มองผ่านเงามืดรอบกาย
"เหตุใด... ข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เพียงชั่วครู่ที่ห้วงความคิดกระจัดกระจาย ทว่าความทรงจำกลับพรั่งพรูคืนมาในพริบตา ทั้งอสุรกายร่างมหึมาตัวนั้น... การไล่ล่าที่แสนหวาดหวั่น... และหน้าผาสูงชัน
ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดไร้สีเลือด
"ใช่แล้ว... ข้าตกลงมาในระหว่างที่วิ่งหนี!"
ทว่านัยน์ตาของนางกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความหวาดหวั่นยิ่งกว่า
'เดี๋ยวก่อน! อสุรกายตัวจ้อยนั้นอยู่ที่ใด?!'
แอนนารีบหันมองรอบกายเพื่อเสาะหาร่างนั้นทันที
แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ลงบนผืนหิมะ ย้อมโลกใต้หน้าผาให้กลายเป็นสีเงินยวงที่ดูเย็นยะเยือกถึงขั้วหัวใจ
ในตอนนั้นเองที่นางมองเห็นร่างเล็กๆ เดินเตาะแตะมาหา ปากของมันคาบบางอย่างเอาไว้
ดวงตาของนางเป็นประกาย
'อสูรกายตัวน้อย... มันปลอดภัย!'
เมื่อมันเข้ามาใกล้ขึ้น ในที่สุดแอนนาก็จำได้ มันคือสิ่งมีชีวิตที่คล้ายสุนัขจิ้งจอกตัวเดิม และในปากของมัน...
นางถึงกับหายใจไม่ออก
'นั่นมัน... รากไม้แห่งชีวิต!'
แอนนาชะงักด้วยความตกตะลึง เมื่อโซรัวเข้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ มันย่อตัวลงหาแขนที่บาดเจ็บแล้วกัดเบาๆ บีบน้ำสกัดรสขมไหลหยดลงบนบาดแผลของนาง ทันใดนั้น แผลเริ่มสมานเข้าหากัน ความเจ็บค่อย ๆ มลายหายไปเนื้อเยื่อประสานกันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"เอ๊ะ?!"
แอนนาอุทานพลางอ้าปากค้าง
'มัน... กำลังช่วยข้าเหรอ?'
ตั้งแต่สมัยที่นางยังเยาว์วัย ท่านแม่และทุกคนต่างพร่ำบอกนางว่า
"อสูรกายนั้นอันตรายนัก หากเจ้าพบเจอพวกมัน จงรีบหนีไปทันที มิเช่นนั้นเจ้าจะถูกฆ่า"
ทว่าอสูรกายที่อยู่ตรงหน้า มันกำลังรักษาบาดแผลของนาง แทนที่จะฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ
'บางทีอสูรกายอาจไม่ได้ทำร้ายมนุษย์ไปเสียทุกตัว'
ความคิดนี้ค่อยๆ ผุดขึ้นในใจของนางอย่างเงียบ ๆ
โซรัวน้อยหาวกว้างออกมา เขี้ยวของมันสะท้อนแสงจันทร์แวววาว จากนั้นมันเดินไปยังหิมะโล่ง ๆ แล้วขดตัวลงนอน
"นี่! เจ้าไม่หนาวอย่างนั้นหรือ?"
แอนนาหลุดปากถามออกไป
โซรัวหรี่ตามองนางข้างหนึ่ง พ่นลมหายใจเบาๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
แอนนายิ้มออกมา
"จริงด้วยสิ ข้ายังไม่ได้ถามชื่อเจ้าเลย... สวัสดี! ข้าชื่อแอนนานะ!"
“วู้...”
เสียงครางต่ำของจิ้งจอกดังขึ้น ราวกับตอบกลับ
เมื่อเห็นมันขดตัวอยู่บนพื้นหิมะ หน้าอกของแอนนาก็แน่นขึ้น นางเมินเฉยต่อท่าทีขัดขืนอันแผ่วเบาของมันแล้วอุ้มมันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน กอดมันไว้แนบอก
"ฮิฮิ เห็นไหม? คราวนี้เจ้าก็ไม่หนาวแล้ว นอนเสียเถิด"
โซรัวตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ทว่าครู่หนึ่งมันก็รับรู้ได้ว่าแบบนี้อุ่นกว่าจริงๆ มันจึงค่อยๆ หลับตาลง
แต่แล้วเสียงของแอนนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"นี่ เจ้าไม่อยากกลับบ้านเหรอ? ป่านนี้พ่อแม่เจ้าคงเป็นห่วงแย่แล้ว"
เจ้าจิ้งจอกน้อยส่ายหัว
“วู้...”
ดวงตาของแอนนาเบิกกว้าง
"เจ้าหมายความว่า... เจ้าไม่มีทั้งพ่อและแม่อย่างนั้นหรือ?"
โซรัวเพียงแต่จ้องมองนาง นางกลับเข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ
ลำคอของนางตีบตันขึ้นมาทันที
'ไม่มีพ่อแม่... ไม่มีครอบครัว นั่นคือเหตุผลที่มันมานอนรอความตายอยู่ลำพังในวันนี้อย่างนั้นสินะ'
หัวใจของนางปวดร้าว นางกระซิบแผ่วเบา
"เจ้าไม่มีแม่... ส่วนข้าก็ไม่มีพ่อ เราต่างก็สูญเสียคนสำคัญไปเหมือนกัน"
“วู้...”
เจ้าจิ้งจอกมองเธอเงียบ ๆ ก่อนจะกดอุ้งเท้าเล็กๆ ของมันลงบนมือเบาๆ ราวกับจะปลอบประโลม
ใบหน้าของแอนนาพลันสว่างขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"จริงด้วย เจ้าอสูรกายตัวน้อย! เจ้าอยากมาอยู่กับข้าไหม? ตอนนี้ข้าอยู่กับท่านแม่ ถ้าเจ้ามาอยู่กับเรา เจ้าก็จะมีครอบครัวเหมือนกันนะ!"
โซรัวชะงักไปด้วยความตกใจ
แอนนายังคงเจื้อยแจ้วต่อไป ความยินดีของนางแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลน้ำเสียงนางอ่อนลง แหงนหน้าขึ้นมองท้องนภาที่ไร้แสงดารา
"เพียงแต่ว่า... ตอนนี้ดูเหมือนพวกเราจะติดอยู่ที่นี่เสียแล้วสิ"