- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 10 การเผชิญหน้าครั้งแรก
บทที่ 10 การเผชิญหน้าครั้งแรก
บทที่ 10 การเผชิญหน้าครั้งแรก
บทที่ 10 การเผชิญหน้าครั้งแรก
เป็นที่ประจักษ์ว่าในโลกโปเกมอนมีหนทางในการเยียวยาพละกำลังอยู่มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นพฤกษาโอสถที่ซุกซ่อนตามป่าลึก หรือแม้แต่เบอร์รี่ป่าพื้นฐานอย่างผลโอแรน ที่เล่าขานกันว่าสามารถฟื้นคืนพลังชีวิตได้เเม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามที
ทว่าท่ามกลางเหมันตฤดูที่ขาวโพลนเช่นนี้ ลูเซียนไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าสมุนไพรเหล่านั้นจะยังหยั่งรากอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง หรือต้นไม้ผลจะยังหลงเหลือรวงพฤกษาให้เก็บเกี่ยวหรือไม่
'ถ้าฉันสกัดโอสถรักษาขึ้นมาด้วยตัวเองล่ะ?'
ลูเซียนหันไปสำรวจแผงผังเทคโนโลยีบนหน้าต่างระบบทันที
[พฤกษศาสตร์เบื้องต้น: ปลดล็อกสูตรตำรับโอสถรักษาบาดแผลระดับพื้นฐานบางชนิด (เงื่อนไขการปลดล็อก: 200 ความพึงพอใจ)]
“ยังขาดอยู่อีกครึ่งทางสินะ...”
เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ
วิถีแห่งการรวบรวมคะแนนความพึงพอใจนั้นเรียบง่ายทว่ากลับยากเข็ญเหนือคณานับ ตราบใดที่ราษฎรมีความสุขจากการมีที่พักอุ่นและอิ่มท้อง คะแนนเหล่านั้นย่อมเพิ่มพูน ทว่าการตอบสนองความต้องการท่ามกลางพายุหิมะกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
“กว่าที่เราจะเก็บคะแนนได้อีกครั้ง ต้องรอไรอันกับคนอื่น ๆ สร้างเรือนซุงให้เสร็จก่อนสินะ”
ในขณะเดียวกัน ณ กระโจมหลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมค่าย หมอหลวงไลลายื่นตำราที่เก่าคร่ำจากการใช้งานมานานนับปีส่งให้แก่แอนนาตัวน้อย
“ตำราเล่มนี้รวบรวมลักษณะและสรรพคุณของพฤกษาโอสถ”
นางอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“รับไป แล้วศึกษาให้ดี เมื่อใดที่เจ้าจดจำทุกสรรพสิ่งได้โดยไร้ภาพประกอบ เมื่อนั้นเจ้าจึงจะพร้อมสำหรับการสืบทอดวิชาขั้นต่อไป”
“ขอน้อมรับคำสอนเจ้าค่ะท่านอาจารย์... ข้าจะใช้ทุกลมหายใจจดจำตำราเล่มนี้ เพื่อมิต้องเป็นภาระแก่ท่านและฝ่าบาทในภายหน้า”
แอนนาตอบรับด้วยน้ำเสียงสุขุมพร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม
ไลลายิ้มออกมา นางได้รับคำสั่งจากลูเซียนให้ดูแลคนป่วย ซึ่งรวมถึงมารดาของแอนนาด้วย และคิดว่าจะเป็นเพียงการรักษาตามปกติ ทว่าในเช้าวันนั้น เด็กหญิงตัวน้อยมาหาเธอและร้องขอที่จะเรียนรู้เรื่องราวของพฤษภาโอสถ
ในส่วนลึกของดวงใจ แอนนาปรารถนาเพียงการแบ่งเบาภาระขององค์ชายลูเซียน นางต้องการจะแข็งแกร่งพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้เฉกเช่นที่พระองค์เคยประทานชีวิตใหม่ให้แก่มารดาของนาง
เมื่อไลลาเห็นถึงความจริงใจของแอนนาและตระหนักว่าตนเองกำลังรับภาระหนักจากคนป่วยที่มากมายจนล้นมือ ไลลาจึงตอบตกลงที่จะสั่งสอนเธอ
“ดีมาก ตอนนี้กลับไปพักผ่อนเถิด”
นางกล่าวพลางหันกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ
แอนนากระชับตำราในอ้อมแขนอย่างหวงแหน มุ่งหน้ากลับไปยังกระโจม เด็กสาวนั่งข้างกองไฟเล็ก ๆ เพื่อผิงกายให้อุ่น จากนั้นเธอเปิดหนังสืออ่านทันที ดวงตาของเธอไล่เรียงไปตามหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
หลังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็กำหมัดเล็กๆ ของตนแน่น
'เชื่องช้ายิ่งนัก... หากข้ามัวแต่กบดานอ่านตำราอยู่เช่นนี้ เมื่อใดข้าถึงจะมีค่าพอให้ฝ่าบาททรงเรียกใช้?'
ทุกคนต่างพากันออกไปหาไม้ฟืนและเก็บเบอร์รี่ ทำงานอย่างหนักเพื่อความอยู่รอดของค่าย แล้วเธอจะมัวแต่นั่งอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรกัน?
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นภาพประกอบหนึ่งในหนังสือ พฤษภาโอสถของท่านอาจารย์ไลลาก็ใกล้จะหมดลงแล้ว
'ข้าต้องเริ่มลงมือด้วยตนเอง'
นางสะพายย่ามใบจิ๋วขึ้นบ่าพลางสูดลมหายใจเรียกความกล้า ก่อนจะลอบเร้นกายออกจากค่าย มุ่งหน้าสู่ทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่
เธอใช้เวลาค้นหาอยู่ไม่นานนัก จนกระทั่งเธอเห็นบางสิ่งที่แปลกตา มันคือเหง้าสีน้ำตาลขรุขระที่อยู่ใต้ใต้รากของต้นไม้ใหญ่
“นี่มัน...”
แอนนารีบเปิดหนังสือจนดวงตาเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“รากไม้แห่งชีวิต! สรรพคุณสมานแผลนั้นล้ำค่ายิ่งนัก แม้รสสัมผัสจะขมปร่า ทว่าคุณค่าของมันกลับมิอาจประเมินได้”
หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น รากไม้แห่งชีวิตนั้นทั้งหายากและล้ำค่า ทว่ามันกลับปรากฎอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว แอนนาใช้มือน้อยๆ ที่ดูเงอะงะแต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นขุดมันออกมาและเก็บใส่ย่ามอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเธอปัดหิมะออกจากผม เงยหน้ามองผืนป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะ อากาศที่หนาวเหน็บไม่อาจลดทอนปณิธานของแอนนาลงได้เลย กลับทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น พฤษภาโอสถนี้ช่างล้ำค่าและหายากยิ่งนัก!
จะต้องมีอีกแน่ ๆ
ดวงตาของของแอนนาเปล่งประกาย หากเธอสามารถหาได้มากกว่านี้ เธอจะนำกลับไปให้ฝ่าบาทลูเซียน!
ร่างเล็กบางของนางวิ่งลัดเลาะไปตามพงไพรสีขาวประหนึ่งลูกกวางที่ปราดเปรียว ความหนาวกัดกินผิวแก้มจนแดงระเรื่อ ทว่าแววตาของนางยังคงจดจ้องหาพฤกษาโอสถอย่างไม่ลดละ
ทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างอยู่หลังต้นไม้
“เอ๊ะ? นั่นคือพฤษภาโอสถหายากมิใช่หรือ?”
หัวใจของเธอพองโต โดยไม่ทันได้ยั้งคิด แอนนารีบพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยเพื่อจะเก็บสมบัติอีกชิ้นลงในย่ามของเธอ
ทว่าเมื่อเธอเข้าไปใกล้ ความตื่นเต้นก็หยุดลงทันทีทันใด
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับหาใช่พฤกษาไม่ หากแต่เป็นร่างของอสุรกายตัวจ้อยที่มีขนสีดำสลับเทาประหนึ่งสุนัขจิ้งจอก ขนของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตที่เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“อ๊ากกกก! อสุรกาย...!”
แอนนาแผดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตระหนก ร่างเล็กๆ ทรุดลงบนพื้นหิมะพลางถอยหนีอย่างลนลานจนเสียหลัก
เสียงนั้นทำให้มันขยับตัวเล็กน้อย นัยน์ตาสีชาดของมันค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างโรยรา แอนนาจ้องมองบาดแผลฉกรรจ์ที่พาดผ่านกายาของมันด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันอยู่ในอก
ถึงกระนั้น ความหวาดกลัวต่ออสุรกายที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยก็เข้าครอบงำ แอนนารีบหันหลังกลับและวิ่งหนีไปในทันที
เธอออกวิ่งไปตามทาง เสียงหิมะดังกรอบแกรบอยู่ใต้รองเท้าของเธอ เสียงหัวใจเต้นระรัวดังก้องอยู่ในหู
ทว่า... ไม่มีอะไรวิ่งไล่ตามเธอมาเลย
แอนนาหอบหายใจพลางชะลอฝีเท้าลง จากนั้นเธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมอง
อสูรกายคล้ายสุนัขจิ้งจอกยังคงอยู่ที่เดิม มันบาดเจ็บเกินกว่าจะลุกขึ้นเสียด้วยซ้ำ
แอนนาขบกรามแน่น ความหวาดกลัวสั่งให้นางหนี ทว่าความเวทนากลับพันธนาการฝีเท้าไว้...
“นั่นมันอสูรกายนะ! ถ้าเจ้าเข้าไปใกล้ เจ้าจะตาย!”
“แต่มันไม่ได้พยายามจะไล่ตามข้าเลยนี่นา...”
“ถ้ามันโจมตีขึ้นมา เจ้าจะไม่มีวันได้พบหน้าท่านแม่อีกเลยนะ!”
“แต่ถ้าข้าทิ้งมันไว้ตรงนี้ มันจะต้องตายแน่ๆ...”
ในที่สุด เสียงแห่งมโนธรรมก็เป็นผู้ชนะ นางจึงตัดสินใจก้าวเท้าที่สั่นเทากลับไปหาอสุรกายตัวนั้น
แอนนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามบังคับมือที่สั่นระริกให้สงบลง นางทรุดตัวลงนั่งเลียนแบบท่าทางที่เคร่งขรึมของท่านอาจารย์ไลลายามตรวจไข้
อสูรจิ้งจอกโซรัวจับจ้องนางด้วยแววตาหวาดระแวง ทว่ามันกลับไร้สิ้นพละกำลังที่จะขยับกาย
“อยู่นิ่งๆ... เป็นเด็กดีนะ อย่าได้มุ่งร้ายต่อข้าเลย ข้ามาเพื่อรักษาเจ้า”
แอนนาพึมพำด้วยเสียงสั่นพร่าขณะค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นรัวออกไปหาเจ้าอสุรจิ้งจอก
นัยน์ตาสีชาดของโซรัวจับจ้องตามมือของเธออย่างไม่วางตา หัวใจของเด็กสาวเต้นระรัว
'ถ้ามันงับนิ้วข้าจนขาดล่ะจะทำยังไงดี?!'
เพียงแค่มันขยับจมูก แอนนาก็สะดุ้งสุดตัวพลางกระชากมือกลับด้วยความหวาดตระหนก
โซรัว “...”
สุดท้ายความสงสารก็ชนะ แอนนาฝืนใจคั้นน้ำจากรากไม้แห่งชีวิตด้วยมือที่สั่นเทา แล้วหยดหยาดโอสถลงบนรอยแผลฉกรรจ์นั้น
“นี่คือโอสถเยียวยา... หากมันช่วยให้เจ้าหายดีแล้ว จงอย่าได้ทำร้ายข้าเลยนะ!”
แอนนาเอ่ยรัวเร็วประหนึ่งการอ้อนวอนกึ่งออกคำสั่ง
ทันทีที่หยาดโอสถสัมผัสกายา รอยแผลพลันปิดตัวลงอย่างน่าอัศจรรย์ เนื้อเยื่อสมานเข้าหากันจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนทำให้แอนนาตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
โซรัวกะพริบตาอย่างงงงวย
แอนนาอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“เอ๊ะ—?!”
เจ้าจิ้งจอกน้อยเริ่มขยับตัว ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นพลางสลัดหิมะออกจากขนราวกับลูกสุนัขสลัดตัวให้แห้งหลังเปียกฝน
จากนั้นมันก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาประสานเข้ากับเด็กสาวที่กำลังสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า แววระวังฉายชัดในสายตาของมัน
แอนนาตกใจการเคลื่อนไหวของมัน นางเสียขวัญ นางจึงยกแขนขึ้นกำบังศีรษะพลางหลับตาแน่น
“อ๊ากก! อย่าทำร้ายข้าเลย!”
โซรัวนิ่งงันด้วยความงุนงง
“...?”
แอนนารออยู่ครู่หนึ่ง แขนยังคงสั่นไหวที่ยกขึ้นป้องศึรษะ แต่อสุรกายตัวน้อยกลับไม่ขยับเขยื้อนเลย
เธอค่อย ๆ ลดแขนลงแล้วแอบมองออกไป
ในที่สุดเจ้าอสูรกายจิ้งจอกก็สลัดความงุนงงได้สำเร็จ มันหมอบตัวลงต่ำ ร่างกายตึงเครียด นัยน์ตาสีฟ้าพราวระยับจับจ้องนางด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
ความหวาดกลัวของแอนนาทุเลาลงเล็กน้อย เมื่อเฝ้ามองใกล้ๆ เธอคิดขึ้นมาว่า
‘หากพิจารณาให้ดี... รูปลักษณ์ของมันก็น่ารักน่าเอ็นดูมิน้อย’
แอนนาลอบคิด ความกล้าที่เริ่มกลับคืนมาทำให้นางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว
ทว่าเพียงแอนนาขยับตัว โซรัวก็กระโดดถอยร่นด้วยความตกใจ ฝ่าเท้าของมันประทับลงบนพื้นหิมะทิ้งรอยรูปพลัม เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
จากนั้น ควันสีขาวก็พุ่งออกมา ร่างของมันสั่นไหวและส่องประกาย
แอนนาไม่อยากเชื่อสายตา เมื่อร่างของเจ้าสุนัขจิ้งจอกพลิ้วไหวและเปลี่ยนรูปร่างไป
เมื่อม่านหมอกสีขาวจางหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านาง... กลับกลายเป็นร่างของเด็กหญิงที่สวมชุดเหมือนนางทุกประการ ประหนึ่งเงาสะท้อนในคันฉ่อง
“เอ๊ะ—?! นั่นมันข้านี่?!”
แอนนาอุทานด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยตกตะลึง