- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 9 ฤดูหนาวมาเยือน
บทที่ 9 ฤดูหนาวมาเยือน
บทที่ 9 ฤดูหนาวมาเยือน
บทที่ 9 ฤดูหนาวมาเยือน
ในบางแง่มุม โลกใบนี้ก็มิได้ต่างจากครรลองเดิมนัก หากตัดการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า "โปเกมอน" ออกไป ทั้งสองโลกแทบจะซ้อนทับกัน โดยเฉพาะโครงสร้างชนชั้นที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นดยุค ขุนนาง สามัญชน หรือทาส...
ในบรรดาผู้ติดตามที่กษัตริย์เฒ่าจัด
เตรียมไว้ให้พระโอรส มีทาสอยู่สามสิบห้าคน พวกเขามีหน้าที่ทำงานบ้านและเป็นแรงงานหนัก คลิฟฟ์เป็นหนึ่งในนั้น เขาเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรอื่น แต่หลังจากพ่ายแพ้ในสงคราม เขาก็กลายเป็นทาสของอาณาจักรไอน์ดุค
เขาเดินทางมาพร้อมกับทาสคนอื่นๆ มายังดินแดนแห่งนี้ หลังจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้น คลิฟฟ์เคี้ยวเศษขนมปังดำที่แข็งประดุจก้อนหินพลางทอดถอนใจ ชีวิตที่ผ่านมามิต่างจากเถ้าธุลีที่รอวันถูกพายุหิมะพัดพาหายไป ทว่าในความเงียบสงัดนั้น เสียงตะโกนอันทรงพลังของอัศวินไรอันก็ก้องกังวานขึ้น
"ทุกคน มารวมตัวกันที่นี่!"
คลิฟฟ์เก็บขนมปังที่กินไปครึ่งชิ้นใส่กระเป๋า แล้วเดินตามคนอื่นไปด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าไร้ชีวิตชีวา ไม่นานนัก ทุกคนที่มีกำลังวังชาก็มารวมตัวกันจนครบ ยกเว้นเพียงผู้ที่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
ท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนเบียดเสียดเพื่อต้านลมหนาว คลิฟฟ์ลอบสังเกตองค์ชายลูเซียน ผู้นำหนุ่มผู้แผ่ซ่านด้วยกระแสแห่งอำนาจบารมี แม้ชั่วขณะหนึ่งสายตาจะประสบกัน แต่เจ้าชายกลับเบือนหลบไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าที่เคร่งขรึมนั้นดูองอาจเกินกว่าวัย
"ทุกคน โปรดอยู่ในความสงบ"
คลิฟฟ์ได้ยินองค์ชายตรัสขึ้น
สายตาของลูเซียนกวาดมองไปทั่วฝูงชน ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
"หลังจากวันนี้ ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทุกคนคงเข้าใจสถานการณ์ของเราดีแล้ว"
"เพราะพายุหิมะ ทำให้เราหลงทาง เสบียงอาหารที่มีอยู่ตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะนำพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้อีกต่อไป"
"แต่ก็ยังสิ่งที่น่ายินดี เรายังมีเสบียงพอที่จะผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้"
"แต่ฤดูหนาวนี้ดูจะยาวนานนัก ในอีกสองเดือนข้างหน้า อุณหภูมิจะลดต่ำลงเรื่อยๆ และข้าเกรงว่ากระโจมเหล่านี้จะมิอาจต้านทานความหนาวที่มาถึงได้"
เมื่อสิ้นคำรบนั้น ใบหน้าของหลายคนก็ซีดเผือดลง ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตา
"แต่โชคดีที่ข้าพบหนทางแล้ว"
ลูเซียนประกาศด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว
"ข้าขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อเกียรติแห่งราชวงศ์ไอน์ดุค ข้าจักใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อคุ้มครองชีวิตของพวกเจ้าทุกคนให้รอดพ้นจากภัยเหมันต์นี้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราษฎรต่างพากันตกตะลึง ทว่าความรู้สึกบางอย่างเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นภายในใจตามคำตรัสขององค์ชาย
"องค์ชายลูเซียน..."
มีเสียงกระซิบดังขึ้น
ลูเซียนกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วพูดต่ออย่างหนักแน่น
"ตลอดเดือนหน้า ช่างไม้ทักเกอร์จะทำงานอย่างหนักเพื่อตัดไม้และสร้างเรือนซุงเพื่อปกป้องพวกเราจากคลื่นความหนาวที่จะมาถึง แต่กำลังของทักเกอร์เพียงคนเดียวคงไม่พอ ข้าจึงหวังว่าพวกเจ้าแต่ละคนจะช่วยสละแรงกาย ไม่ว่าจะเป็นการตกปลา การเก็บเบอร์รี่ การหาอาหาร หรือช่วยรวบรวมไม้เพื่อสร้างผนังบ้าน หากเราสามารถอดทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปด้วยกันได้ ทุกสิ่งจะตามมาเอง"
"เจ้าค่ะ พวกเราทำได้!"
เสียงใส ๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งที่อายุไม่เกินสิบปีดังมาจากฝูงชน ใบหน้าอันจิ้มลิ้มของนางเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
ลูเซียนมองไปที่นางและพยักหน้าให้ด้วยความชื่นชม ทันใดนั้น กลุ่มคนที่เคยเหนื่อยล้า หลงทาง และไร้ผู้นำ ได้พบที่พึ่งพิงแล้ว อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็มิได้หลงทางอีกต่อไป พวกเขารู้แล้วว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป
"นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
ลูเซียนกล่าว
ทุกสายตาหันกลับมาที่เขาอีกครั้ง
"นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... คำว่า 'ทาส' จักมิมีที่ยืนในดินแดนของข้าอีกต่อไป!"
คำประกาศนั้นส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน สามัญชนมองหน้ากันด้วยความตกใจ แต่สีหน้าของบรรทาสทั้งสามสิบห้าคนสลับเปลี่ยนไปอย่างน่าตกตะลึง ทั้งตกใจ ไม่อยากเชื่อ และแม้กระทั่งความกลัว
'สิ้นสุดพันธนาการงั้นรึ? หรือนายเหนือหัวจักมองว่าพวกเราเป็นเพียงตัวภาระที่กินเสบียง... และทรงคิดจะกำจัดพวกเราทิ้งเสีย?'
"ในนามของผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้"
ลูเซียนประกาศด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและมั่นคง
"ข้าขอประกาศมอบฐานะ 'เสรีชน' ให้แก่พวกเจ้าทุกคนอย่างเท่าเทียม!"
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่ว
"นับจากนี้ไป หากพวกเจ้าทำงานอย่างหนัก วันหนึ่งพวกเจ้าจะมีบ้านเป็นของตัวเอง และในอนาคตา พวกเจ้าอาจจะมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเจ้าเองด้วย"
เหล่าทาสที่ตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว บัดนี้กลับมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง พวกเขาแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง
'หรือพวกเรา... จักกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งฝัน?'
คลิฟฟ์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าทาส ไม่อาจกลั้นความรู้สึกไว้ได้อีกต่อไป คลิฟฟ์ละล่ำละลักถามด้วยเสียงสั่นเครือ
"ทูลองค์ชาย... สิ่งที่พวกข้าได้ยิน มิใช่เพียงความฝันใช่ไหมพะยะค่ะ?"
"แน่นอน"
ลูเซียนตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่แล้วน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป คำพูดต่อจากนั้นหนักราวกับน้ำหนักมหาศาลกดทับ
"อย่างไรก็ตาม..."
ทุกคนกลั้นหายใจ
ลูเซียนยิ้มบางๆ ก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย
"ทุกสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรอดจากฤดูหนาวนี้ได้หรือไม่"
ในที่สุดผู้คนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาที่พวกเขามองไปยังองค์ชายหนุ่มได้เปลี่ยนไปแล้ว —เต็มไปด้วยความเคารพ ความสำนึกในบุญคุณ และแม้แต่ประกายแห่งความหวัง
แต่ทว่าคลิฟฟ์ยังคงตัวแข็งทื่อไม่ขยับตัวไปที่ใด
'ไม่ใช่ทาสอีกต่อไป... นับต่อจากนี้ ข้าเป็นเสรีชนแล้ว! ไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน หรือถูกปฏิบัติดังสิ่งของอีกต่อไป'
ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าคำพูดนี้มีความหมายต่อเขาเพียงใด ดวงตาของคลิฟฟ์เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตัน
'วิเศษเหลือเกิน... วิเศษจริงๆ...'
เขาปฏิญาณกับตนเอง นับจากนี้เขาจะติดตามองค์ชายลูเซียนไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ลูเซียนสังเกตใบหน้าของราษฎร ซึ่งแท้จริงแล้วแล้วมันคือความตั้งใจของเขา เขามองการแจ้งเตือนบนหน้าต่างระบบ
[ความรู้สึกนึกคิดของราษฎร +1]
[ความรู้สึกนึกคิดของราษฎร +1]
[ความพึงพอใจ +1]
[ความพึงพอใจ +1]
ลูเซียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ แต่ไม่มีเวลาให้ชื่นชมนานนัก
"เอาละ"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพื่อให้พ่อแม่และลูก ๆ ของเรารอดพ้นจากฤดูหนาวนี้ไปได้ ข้าขอให้ทุกคนทุ่มแรงที่มีทั้งหมด!”
เวลามีจำกัด ภาระช่างหนักอึ้ง
ค่ายพักแรมเริ่มเคลื่อนไหวทันที เหล่าสตรียกตะกร้าขึ้น มุ่งหน้าเข้าป่าเพื่อเก็บเบอร์รี่และหาของป่า ชายฉกรรจ์เดินตามอัศวินไปยังแนวป่า เตรียมตัดไม้เพื่อสร้างที่พัก
ลูเซียนค่อย ๆ ถอนหายใจ เมื่อฝูงชนแยกย้ายออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องยืนต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ แม้เขาจะรู้สึกประหม่า
'ให้ตายสิ... ถ้าเป็นโลกก่อน ฉันก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรแท้ๆ แต่แววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของพวกเขา... กลับทำให้ฉันรู้ว่าความพยายามครั้งนี้ไม่สูญเปล่า'
เมื่อเขากลับมาถึงกระโจม หน้าต่างระบบแสดงให้เห็นว่าเขารวบรวมคะแนนความพึงพอใจได้เพิ่มอีก 50 คะแนน อีกเพียง 200 คะแนนเขาก็จะปลดล็อกเทคโนโลยีพื้นฐานแรกได้แล้ว
สายตาของลูเซียนเลื่อนไปยังมินิริวที่ขดตัวหลับอยู่ใต้ผ้าห่ม ความคิดของเขาหนักอึ้ง ความจริงแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากคำว่าปลอดภัยอีกมาก แม้จะเริ่มสร้างดินแดนขึ้นมาแล้วก็ตาม หากความสงบนี้ถูกทำลายด้วยอสุรกายที่บ้าคลั่งอย่างบันกิราส ต่อให้พวกเราทั้งเจ็ดสิบแปดชีวิตรวมพลังกัน ก็คงมิต่างจากแมลงที่ถูกบดขยี้
'นั่นหมายความว่ามีเพียงทางเดียว—ฉันเองต้องแข็งแกร่งขึ้น'
ลูเซียนเริ่มพิจารณาถึงเรื่องการฝึกฝนมินิริว
'ยังไงก็ตาม ในตอนนี้ฉันเป็นคนเดียวในดินแดนนี้ ที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นเทรนเนอร์ แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค
'มินิริวของฉันคือพวกที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำ กว่าที่นางจะวิวัฒนาการเป็นไคริว หญ้าบนหลุมศพของพวกเราคงสูงท่วมหัวไปแล้ว'
'หรือฉันควรจะเริ่มจากการมีบัตเตอร์ฟรีมาเป็นกำลังหลักในระยะสั้นเพื่อความอยู่รอดก่อนดีนะ?'
ลูเซียนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างหนัก
เส้นทางสายเทรนเนอร์ในยุคนี้ช่างมืดมน... ไร้ซึ่งสถานพยาบาล ไร้ซึ่งโอสถวิเศษที่จะรักษาบาดแผลของโปเกมอน การก้าวย่างต่อไปจึงมิแตกต่างจากการทรงตัวบนเส้นเชือกเหนือหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้งจริงๆ