- หน้าแรก
- เจ้าเมืองแห่งโลกโปเกมอน
- บทที่ 8 การสร้างเรือนซุง
บทที่ 8 การสร้างเรือนซุง
บทที่ 8 การสร้างเรือนซุง
บทที่ 8 การสร้างเรือนซุง
แสงเทียนวูบไหวพาดผ่านผนังกระโจม ก่อเกิดเงาสีส้มที่ทาบทับลงบนผืนผ้าใบอย่างอบอุ่น ขัดแย้งกับพายุหิมะเบื้องนอก
ลูเซียนนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ จิบซุปปลาที่ยังส่งควันกรุ่นที่นางกำนัลยกมาให้ ข้างกายมีมินิริวขดตัวอยู่ นัยน์ตาสีม่วงอัญมณีของนางเป็นประกายยามลิ้มรสเนื้อปลาเลิศรส
ไออุ่นจากน้ำซุปแผ่ซ่านขจัดความหนาวเหน็บที่เกาะกินแขนขา รสชาติเข้มข้นซึมซาบไปทั่วปลายลิ้น ทุกคำที่ลิ้มรสช่วยบรรเทาความอ่อนล้าจากการตรากตรำ ให้กลายเป็นความผ่อนคลายที่แผ่ไปทั่วร่าง
ทว่าสายตาของเขากลับเลื่อนไปจับจ้องม้วนหนังเก่าบนโต๊ะ มันคือแผนที่ภูมิภาคอิชชูฉบับร่างที่ดูหยาบตา เขาลากนิ้วตามเส้นทางเพื่อคาดคะเนตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ จากเมืองหลวงไอน์ดุกและเส้นทางที่เอลิฟนำมา พวกเขาน่าจะอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิชชู น่าจะใช่... แต่ยังไม่แน่ชัด ลูเซียนเอนกายพิงพนักเก้าอี้พลางประสานมือเข้าด้วยกัน เขาจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดขณะทบทวนทั้งแผนที่และรายนามบนหน้าต่างระบบ ภาระแห่งเจ็ดสิบแปดชีวิตกำลังกดทับลงบนบ่าของเขา
"องค์ชายลูเซียนพะยะค่ะ ท่านไรอันรักษาการหัวหน้าอัศวินขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ"
เสียงของสาวใช้ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา
"ให้เข้ามา"
ไม่นาน ไรอันก้าวเข้ามาในกระโจมพลางสลัดหิมะออกจากรองเท้า ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อด้วยความหนาวเหน็บและความตื่นเต้น
"ฝ่าบาท กระหม่อมและหน่วยลาดตระเวนสำรวจพื้นที่รอบค่ายเสร็จสิ้นแล้วพะยะค่ะ!"
"รายงานมา"
ลูเซียนพยักหน้า
ไรอันยืดตัวตรง
"เหล่าอัศวินพบร่องรอยของอสูรกายขนาดเล็กในป่าใกล้ๆ พะยะค่ะ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีตัวใดที่เป็นภัยคุกคาม แต่ก็น่าแปลกนัก... ตลอดสองวันที่ผ่านมา พวกเราไม่พบสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เลยแม้แต่ตัวเดียว"
"หรือพวกมันจะกำลังจำศีล?"
เอลิฟเปรยออกมา
"อสูรกายร่างยักษ์บางชนิดมักจะหลับใหลในช่วงเดือนที่หนาวเหน็บที่สุด"
ลูเซียนขมวดคิ้ว
'จำศีลอย่างนั้นหรือ... หรือจะเป็นริงกุมะกันนะ?'
ไรอันกล่าวต่อ
"พรุ่งนี้เช้ากระหม่อมจะนำกำลังรุกคืบเข้าไปให้ลึกกว่าเดิม หากมีสัญญาณของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ พวกเราจะได้เตรียมการรับมือล่วงหน้าพะยะค่ะ"
"ดี"
สายตาของลูเซียนเหลือบไปทางเตาไฟที่ถ่านไม้กำลังประทุเสียงเบา
"เอลิฟ... เชื้อเพลิงที่เรามี จะเพียงพอให้ผ่านพ้นลมหนาวนี้ไปได้อีกนานเพียงใด?"
สีหน้าของพ่อบ้านเฒ่าสลดลง
"พวกเราใช้ไปมากระหว่างการเดินทางพะยะค่ะ เหลืออยู่เพียงน้อยนิดพะยะค่ะ... คาดว่าจะประทังได้ไม่เกินหนึ่งเดือน แม้ชาวบ้านจะช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้ง แต่มันก็ยังห่างไกลจากความเพียงพอ"
ลูเซียนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
'แค่เดือนเดียวเองเหรอ...'
ผืนหนังชั้นดีของกระโจมหลวงอาจทนทานต่อลมหนาวและหิมะได้ แต่ผ้าใบผืนบางของที่พักของเหล่าราษฎรเล่า? ไม่เลย มิหนำซ้ำ วันที่หนาวที่สุดยังมาไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า อุณหภูมิจะลดลงจนต่ำที่สุด หากปราศจากฟืนไฟและเชื้อเพลิง... ผู้คนจะต้องหนาวตายเป็นแน่
'ฉันควรทำยังไงดีนะ?'
ลูเซียนประกบปลายนิ้วเข้าด้วยกัน ความคิดอันหนักอึ้ง ทุกการตัดสินใจของเขาจะส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของผู้คนเจ็ดสิบแปดชีวิต หลังจากตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดของลูเซียนก็แจ่มชัดขึ้น
'ใช่แล้ว... เสด็จพ่อไม่ได้ส่งฉันมาที่นี่พร้อมอัศวินและชาวนาเท่านั้นนี่ ท่านยังให้เหล่าช่างฝีมือ ที่มีทักษะในการสร้าง ซ่อมแซม และรังสรรค์มาด้วย'
เขาหันไปหาพ่อบ้านทันที
"เอลิฟ... ไปตามตัวช่างไม้มาพบข้า"
เอลิฟค้อมกายแล้วรีบออกไป เพียงชั่วอึดใจ เขากลับมาพร้อมชายผู้มีไหล่กว้างกำยำ ฝ่ามือที่หนากร้านด้วยร่องรอยจากการตรากตรำกับงานไม้ บ่งบอกถึงประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมานานนับปี
ลูเซียนพิจารณาเขา
"หากข้าให้เครื่องมือและแรงงานแก่เจ้าอย่างครบมือ เจ้าจะต้องใช้เวลาเท่าใดในการสร้างเรือนซุงให้สำเร็จ?"
ชายคนนั้นค้อมตัวลง
"ทูลองค์ชาย เพียงแค่การรวบรวมไม้ซุง ถากแผ่นไม้ และขึ้นโครงสร้าง กระหม่อมเพียงคนเดียวคงต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนพะยะค่ะ นั่นสำหรับกระท่อมที่เรียบง่ายที่สุด หากเป็นเรือนหลังใหญ่คงต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก"
"หนึ่งเดือนเชียวหรือ?"
ลูเซียนนิ่วหน้า
"แล้วถ้าคนทั้งค่ายช่วยกันเล่า?"
ช่างไม้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"หากมีแรงงานมากพอ พวกเราสามารถสร้างกระท่อมได้ภายในไม่กี่วันพะยะค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้"
น้ำเสียงลูเซียนไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
"ไรอัน... พรุ่งนี้จงพักการลาดตระเวนไว้ก่อน แล้วนำอัศวินกับชายฉกรรจ์เข้าป่าไปช่วยลุงทักเกอร์ตัดไม้ซุง"
ไรอันทุบอก
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!"
ลูเซียนหันไปสั่งการเอลิฟ
"จงประกาศออกไป ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ใครที่ทำงานไหวต้องทำงาน ส่วนผู้ที่บาดเจ็บให้พักผ่อน ที่เหลือจงไปหาปลา เก็บผลเบอร์รี่ และตัดไม้ บอกพวกเขาว่า... หากทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ พวกเรามีอนาคตรออยู่"
"กระหม่อมรับทราบแล้วพะยะค่ะ"
เอลิฟตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ทว่าลูเซียนยังกล่าวไม่จบ สายตาเลื่อนกลับไปที่ไรอัน
"ยังมีอีกเรื่อง... ระหว่างที่ตัดไม้ จงสังเกตหาอสุรกายที่มีพลังเปลวเพลิงในร่างกาย"
ไรอันเงยหน้าขึ้นทันควัน
"อสุรกายที่มีพลังเปลวเพลิงในร่างกายหรือพะยะค่ะ?"
ลูเซียนพยักหน้า
'ไม้เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ช้าก็เร็วย่อมหมดลง แต่โปเกมอนประเภทไฟนั้นต่างออกไป ตราบเท่าที่มีอาหารให้ พวกมันจะสามารถขับเคลื่อนพลังงานในร่างกายเพื่อใช้กระบวนท่าอย่าง เปลวเพลิง เพื่อสร้างไฟและมอบความอบอุ่นได้'
หากเป็นฮิโตคาเงะ บาชาโม หรือลิซาร์โดะพวกมันสามารถใช้เปลวไฟและอุณหภูมิร่างกายพวกมันปกป้องมนุษย์จากความหนาวเย็น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลานุภาพของโปเกมอนประเภทไฟ เรายังสามารถเผาซีเมนต์และอิฐเพื่อสร้างบ้านที่แข็งแรง มั่นคง และปลอดภัยได้มากกว่าเดิม
สีหน้าของไรอันพลันถอดสี เมื่อภาพพลานุภาพทำลายล้างที่ริมแม่น้ำผุดขึ้นมาในห้วงความคิด... เขายังจำแรงกดดันอันน่าสะพรึงนั้นได้ติดตา
"ฝ่าบาท... ทรงหมายความว่า จะทรงใช้อสุรกายพวกนั้นหรือพะยะค่ะ?"
"พูดให้ถูกก็คือ"
ลูเซียนแก้ไขคำพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ข้าจะนำพลังของสัตว์เวทมนตร์มาช่วยเหลือพวกเรา"
ลูเซียนทอดสายตาไปยังมินิริวแล้วเอ่ยช้าๆ
"จากที่ข้าสังเกต พวกมันไม่ใช่สัตว์ร้ายที่ไร้ความคิด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เฉลียวฉลาดไม่ต่างจากคนเรา... มินิริว มานี่สิ"
มังกรตัวน้อยที่เพิ่งจะจัดการซุปปลาจนเกลี้ยง ได้ยินเสียงเรียกของลูเซียนก็บินเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างร่าเริง ทำให้ทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ตกตะลึงไป
'ดีมาก ช่างเชื่อฟังนัก'
"ฝ่าบาท ทรงประสงค์จะล่ามโซ่ตรวนพวกมันเยี่ยงทาสเดรัจฉานหรือพะยะค่ะ?"
ทักเกอร์ถามพลางเหลือบมองมังกรตัวน้อย
เท่าที่เขารู้มา ผู้คนในนครหลวงมักจะเชี่ยวชาญในการจับอสูรกายที่อ่อนแอ ล่ามโซ่ตรวน และใช้แส้บังคับให้พวกมันทำงานเยี่ยงทาส หากขัดขืนจะถูกลงโทษอย่างโหดเหี้ยม
"ไม่"
ลูเซียนส่ายหน้า
"ไม่ใช่การทำให้เป็นทาส เหมือนอย่างสัตว์เวทมนตร์ที่ชื่อมินิริวตัวนี้... ยกตัวอย่างอื่นอาจจะทำให้พวกเจ้าเข้าใจได้ง่ายกว่า"
ลูเซียนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ
"เหมือนกับเสด็จพ่อของข้า และวิคทินีอย่างไรเล่า"
ผู้คนในไอน์ดุคต่างรู้ดีว่า เมื่อครั้งที่กษัตริย์ยังเยาว์วัย พระองค์ทรงพึ่งพาพลานุภาพของสัตว์เวทมนตร์วิคทินีในการเอาชนะศัตรูและก่อตั้งอาณาจักรไอน์ดุค และวิคทินีตนนั้นก็ยังคงมีชีวิตจนถึงทุกวันนี้