เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 สัตว์เวทมนตร์

บทที่ 3 สัตว์เวทมนตร์

บทที่ 3 สัตว์เวทมนตร์


บทที่ 3 สัตว์เวทมนตร์

"ปลาสดๆ งั้นหรือ?”

ถ้อยคำสั้น ๆ นั้นประดุจประกายไฟที่จุดระเบิดความหวังขึ้นบนใบหน้าอันซูบเซียวอิดโรยของเหล่าผู้รอดชีวิต ซึ่งต้องประทังชีพด้วยเสบียงแห้งกรังนับแรมเดือน

ไม่ว่าจะเป็นไม้สำหรับสร้างที่พัก น้ำสะอาด ปลาสด และหุบเขาที่จะช่วยกำบังพวกเขาจากพายุคลั่ง... สำหรับผู้รอนแรมกลางวาตภัยหิมะมานานแสนนาน สิ่งนี้มิแตกต่างอันใดกับปาฏิหาริย์ ความตื่นเต้นแผ่ซ่านไปทั่วหมู่ผู้รอดชีวิต ทุกสายตาต่างพากันหันไปมองลูเซียนผู้เป็นองค์ชาย เพื่อรอคอยคำตัดสินใจจากพระองค์

ลูเซียนสบสายตาเหล่านั้นครู่หนึ่ง

"ในละแวกนี้มีภยันตรายใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?"

ไรอันกะพริบตาพลางเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน

"ขอเดชะ... กระหม่อมมัวแต่เพ่งมองเหล่ามัจฉาในลำน้ำพะยะค่ะ แต่ดูเหมือนจะมิมีอสูรกายอันตรายวนเวียนอยู่แถวนั้นเลยพะยะค่ะ"

อย่างไรเสีย เขาก็กลับมาได้อย่างปลอดภัย

"..."

‘ให้ตายสิ... อัศวินของฉันนี่ท่าทางจะบ๊องไปหน่อยแฮะ มัวแต่ห่วงกินจนลืมดูทางซะงั้น’

ทว่าลูเซียนกลับจมลงสู่ห้วงความคิด จากเศษเสี้ยวความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมา เขารู้ดีว่าพวกเขาติดอยู่ในพายุนี้มานานเกินไปแล้ว ก่อนที่เขาจะข้ามภพมา องค์ชายคนก่อนเคยส่งหน่วยสอดแนมออกไปตรวจสอบเส้นทาง แต่ก็ไม่มีใครได้กลับมา หรือถ้ากลับมาได้ก็มักจะมาด้วยมือเปล่า

โลกของโปเกมอนนั้นกว้างใหญ่แต่กลับมีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างเบาบาง ในยุคบรรพกาลเช่นนี้ เมืองของเหล่ามนุษย์มีอยู่น้อยนิด มักตั้งรกรากอย่างเร้นลับ และยากที่จะค้นพบ สายตาของลูเซียนกวาดมองผู้คนที่มาชุมนุมกันตรงหน้า

ทั้งผู้เฒ่า เด็กน้อย คนเจ็บไข้ และผู้บาดเจ็บ

เหล่าผู้อพยพมิอาจตรากตรำฝ่ามวลหิมะไปได้อย่างไร้จุดหมาย และในฐานะคนจากยุคสมัยใหม่ เขาไม่อาจทอดทิ้งดวงจิตที่ฝากชีวิตไว้แก่เขาให้เผชิญความตายตามลำพังได้ เหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น

เขาสบสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและพยักหน้าอย่างมั่นคง

"ถ้าอย่างนั้น เราจะมุ่งหน้าไปยังหุบเขา"

"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ องค์ชายลูเซียน!"

ไรอันยืดตัวขึ้นด้วยความตื่นเต้น เสียงของเขาดังกังวานพอที่จะปลุกเร้าให้ทั้งค่ายตื่นตัว

หลังจากพักผ่อนเพียงสั้น ๆ ผู้รอดชีวิตต่างรวบรวมเสบียงอันน้อยนิดเท่าที่มีและเริ่มออกเดินทาง โดยมียอดอัศวินไรอันนำทางมุ่งหน้าสู่หุบเขา

เหล่าอัศวินชักศาสตราขึ้นคุ้มกันโดยรอบคาราวาน เพื่อคุ้มครองลูเซียนและราษฎรขณะเคลื่อนพลฝ่าพายุหิมะอันเหน็บหนาว

ลูเซียนไม่ได้หลบซ่อนอยู่แต่ในรถม้า เขากลับลงมาเดินอยู่ท่ามกลางประชาราษฎร์ พลางกวาดสายตาสำรวจผืนป่าหิมะสีขาวโพลนที่รายล้อม

"ทูลองค์ชาย... หิมะยังคงตกหนัก โปรดเสด็จกลับเข้าไปประทับในรถม้าเถิดพะยะค่ะ"

เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ ลูเซียนหันไปมอง ชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปีเดินเข้ามาหาเขา เขาคือเอลิฟ พ่อบ้านประจำตัว

จากความทรงจำเดิม ลูเซียนรู้จักเขาเป็นอย่างดี เอลิฟฟูมฟักเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย คอยปรนนิบัติรับใช้และอยู่เคียงข้างเสมอ แน่นอนว่าเขาย่อมร่วมเดินทางมายังเขตพระราชทานนี้ด้วย

ลูเซียนส่ายหน้า

"ไม่เป็นไรหรอก เอลิฟ เวลาเช่นนี้มิใช่เวลาที่จะมาซ่อนตัวอยู่หลังความสุขสบายในนครหลวง"

พ่อบ้านเฒ่าถึงกับชะงักงัน เขาตกตะลึงในความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดผ่านกระเเสเสียงของเจ้านายหนุ่ม

ในความทรงจำของเอลิฟ เขายังคงเห็นภาพเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาที่วิ่งเล่นอย่างอิสระในพระราชวัง เด็กน้อยที่มีพ่อและพี่ชายคอยตามใจ ทว่ายามนี้... วันเวลาอันแสนสาหัสได้เจียระไนดวงหทัยขององค์ชายตัวน้อยให้แกร่งกล้าดุจนักรบผู้เด็ดเดี่ยว

เอลิฟถอนหายใจเงียบๆ เขาเดินไปนำผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนามาคลุมไหล่ให้องค์ชายของเขาอย่างทะนุถนอม ลูเซียนกำลังจะอ้าปากเอ่ย ทว่าสุ้มเสียงหนึ่งก็กัมปนาทขึ้น ดุดันและเร่งด่วน

"ระวัง! มีกลุ่มอสุรกายอยู่ข้างหน้าพะยะค่ะ!"

คาราวานพลันระส่ำระสายโกลาหลด้วยความเสียขวัญ

ลูเซียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมอง

ท่ามกลางหิมะที่ปลิวว่อน ปรากฏร่างอันมหึมาของอสุรกายที่ปกคลุมด้วยเส้นขนหนาสีน้ำตาลพะรุงพะรัง เขี้ยวแหลมยาวโค้งงอประหนึ่งศัสตราโบราณ...

'แมมมู...!'

ภาพที่เห็นทำให้ไรอันและเหล่าอัศวินชักดาบเหล็กออกมาทันที พวกเขาเคลื่อนเข้ามาเรียงกันเป็นกำแพงมนุษย์เบื้องหน้าเหล่าราษฎร ปกป้องด้วยความเด็ดเดี่ยวที่สั่นระรัว

ฝูงแมมมูตอบโต้ในฉับพลัน พวกมันไวต่อประกายของคมดาบ จึงพากันหันหัวขนาดมหึมามาทางกลุ่มคน โดยที่จ่าฝูงจ้องเขม็งไปยังมนุษย์ที่ถืออาวุธอย่างไม่วางตา

ประหนึ่งมวลอากาศพลันหนักอึ้ง จิตคุกคามอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทาง ดิบเถื่อน รุนแรง และเกินกว่ากำลังที่มนุษย์จะต้านทานไหว มือของเหล่าอัศวินซีดเผือกขณะที่กำด้ามดาบไว้แน่น

"อึก..."

ไรอันลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับอสูรกายเช่นนี้มาก่อน แต่จิตคุกคามที่มันปลดปล่อยออกมานั้น ร้ายกาจไม่แพ้เหล่าเพนโดรามหึมาที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเบื้องหลังนครหลวงเลยแม้แต่น้อย

หากพวกมันบุกเข้ามาพร้อมกันหมดล่ะก็... ไรอันไม่กล้าแม้แต่จะคิดให้จบความ

'เราควรทำยังไงดี? จะทำยังไงดี?'

ถ้าเพียงแต่ท่านอัศวินเจอรัลต์อยู่ที่นี่... เจอรัลต์ อัศวินผู้แกร่งกล้าที่สุดในภาคีเทมพลาร์ ชายผู้โค่นล้มสัตว์ร้ายมานักต่อนัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อปกป้ององค์ชายลูเซียน เจอรัลต์ได้ยอมเสี่ยงชีวิตล่อฝูงอสูรกายที่โจมตีคาราวานออกไปเพียงลำพัง และเขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

“ไรอัน! จงลดอาวุธของเจ้าลงเสีย!”

คำสั่งที่เฉียบขาดของลูเซียนทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์

"อะไรนะพะยะค่ะ?"

"เร็วเข้า!"

ลูเซียนตะคอกเสียงกร้าว

"ทุกคนวางศาสตราลงให้หมด!"

เหล่าอัศวินมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก แต่ความเชื่อฟังนั้นมีชัยเหนือความลังเล พวกเขาค่อยๆ ลดดาบบนพื้นหิมะอย่างช้าๆ

ลูเซียนก้าวลงจากรถม้า ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยเบื้องหน้าฝูงอสุรกาย ลมหายใจของเขากลายเป็นไอหมอกในอากาศหนาวเหน็บ ขณะที่เขาเปล่งวาจาออกมาอย่างชัดเจน

"แมมมู! พวกเรามิได้มาเพื่อทำร้ายพวกเจ้า พวกเราเพียงต้องการสัญจรผ่านทางไปเท่านั้น อีกไม่นานพวกเราก็จะไปแล้ว!"

ในช่วงเวลาที่ตึงเครียด อากาศดูเหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ทว่าจิตคุกคามกลับค่อยๆ จางหายไป

จ่าฝูงแมมมูพ่นลมหายใจดังกัมปนาท ดวงตาอันแข็งกร้าวของมันเหลียวมองจากศาสตราไปยังมนุษย์ผู้ไร้อาวุธ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ มันก็หันหลังเดินจากไป

ฝูงของมันเคลื่อนตามไป ลูกน้อยวิ่งเหยาะอยู่ข้างกายแม่ ร่างอันใหญ่โตของพวกมันพลันถูกม่านสีขาวของพายุหิมะกลืนหายไปในที่สุด

"ฟู่ว..."

ลูเซียนถอนหายใจยาว อกของเขาปลอดโปร่งเป็นครั้งแรก หากพวกมันเลือกที่จะสู้ คาราวานคงถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญโดยไร้ความปรานี

"เคลื่อนขบวนเดินทางต่อได้!"

ลูเซียนร้องบอกพลางหันไปทางผู้รอดชีวิตที่ยังคงขวัญเสีย

"ใต้ฝ่าพระบาท! ทรงทำเช่นนั้นได้อย่างไรพะยะค่ะ?!"

ไรอันแทบพูดไม่ออกเลย

ลูเซียนกะพริบตา

"ทำอะไรหรือ?"

"อสูรกายพวกนั้น... พวกมันยอมจากไปโดยง่ายเลยพะยะค่ะ!"

ลูเซียนเหลียวมองเงาที่เลือนหายไปในหิมะ

"พวกมันมิได้เป็นศัตรูกับเรา พวกมันเพียงแค่ตอบโต้ต่ออาวุธเท่านั้น"

"ข้าไม่เชื่อว่าอสุรกายเหล่านี้จะโง่เขลา ตรงกันข้าม... พวกมันเปี่ยมด้วยสติปัญญา ตราบเท่าที่เราสื่อสารอย่างซื่อตรง พวกมันย่อมเข้าใจเจตนาของเราได้"

ผู้คนพากันกระซิบกระซาบด้วยความประหลาดใจ

'สัตว์เวทมนตร์... เข้าใจภาษามนุษย์งั้นเหรอ?'

ความนึกคิดเยี่ยงนั้นดูเป็นเรื่องเหนือวิสัยสำหรับพวกเขา แต่ลูเซียนไม่ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ

ในขณะนั้น หิมะโปรยปรายพลันเบาบางลง แม้กระทั่งลมหนาวก็เริ่มสงบเงียบ

"เดินหน้าต่อไป มุ่งสู่หุบเขา!"

"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!"

คราวนี้ไม่มีใครลังเลอีกต่อไป

นอกจากฝูงแมมมูแล้ว คาราวานก็ไม่พบอันตรายอื่นใดอีก

ในช่วงเหมันตฤดูเช่นนี้ โปเกมอนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ประเภทน้ำแข็งมักจะหลบซ่อนตัว พรเล็กๆ นั้นได้คุ้มครองพวกเขา จนกระทั่งมาถึงสถานที่ที่ไรอันค้นพบ

หุบเขาปรากฎขึ้นเบื้องหน้า ที่ราบซึ่งถูกซ่อนไว้ท่ามกลางยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เทือกเขาสูงตระหง่านโอบล้อมหุบเขาทุกทิศทาง ยอดเขาแหลมคมพุ่งเสียดแทงทะลุหมู่เมฆ ใจกลางหุบเขามีแม่น้ำสายกว้างส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงสุริยาอันสลัวราง และถัดจากนั้นคือป่าทึบที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็ง

แม้ในยามที่เหมันตฤดูจะอำมหิตเพียงใด ดินแดนแห่งนี้ก็ยังปรากฏความหวังฉายชัดอยู่ เมื่อฤดูใบไม้ผลิย่างกรายมาถึง ลูเซียนก็พลันจินตนาการได้เลยว่าหุบเขานี้จักพรั่งพร้องและอุดมสมบูรณ์เพียงใด

จบบทที่ บทที่ 3 สัตว์เวทมนตร์

คัดลอกลิงก์แล้ว