- หน้าแรก
- ปิ่นมิติลิขิตเซียน คุณหนูสามผู้ไม่ไร้ค่า
- บทที่ 31 - การพบเจอคนหน้าคุ้น
บทที่ 31 - การพบเจอคนหน้าคุ้น
บทที่ 31 - การพบเจอคนหน้าคุ้น
บทที่ 31 - การพบเจอคนหน้าคุ้น
ในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากมาเช่นนี้ ซูหลิงเองก็ไม่ได้เติบโตมากับการอบรมสั่งสอนแบบคร่ำครึในยุคโบราณ ในหัวสมองของเธอจึงไม่ได้มีความคิดเรื่องชนชั้นต่ำสูงที่ต้องเคร่งครัดอะไรมากมาย เธอจึงพยักหน้าตอบรับทันทีพร้อมกล่าวคำว่า "ตกลง" ออกไป
เหออวี้ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่านางจะตอบรับได้รวดเร็วและดูสงบนิ่งเพียงนี้ เขาฉายแววประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มุมปากจะยกย่องขึ้น สายตาจ้องมองซูหลิงอย่างเป็นประกายแล้วเอ่ยว่า "ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูคล้ายกับคนที่ข้ารู้จักคนหนึ่งมาก"
ซูหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง "อย่างนั้นหรือคะ" นี่เป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น ไม่ได้คิดจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรจริงจัง
ใครจะคิดว่าเหออวี้กลับพูดต่อราวกับเปิดก๊อกน้ำ "ใช่ ไม่เพียงแค่ความคิดที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นเท่านั้น แม้แต่หน้าตา พวกเจ้าก็งดงามเหมือนกัน"
หากไม่ใช่เพราะแววตาของเหออวี้ที่ดูไม่มีเจตนาเสแสร้งและรอยยิ้มที่ดูสดใสเป็นพิเศษ ซูหลิงคงคิดว่านี่เป็นมุกจีบสาวดาษดื่นทั่วไป แต่เธอก็ยังคงยิ้มจนตาหยี มองเหออวี้แล้วตอบกลับไป "จริงหรือคะ ศิษย์พี่เหอ ท่านพูดแบบนี้กับศิษย์น้องหญิงทุกคนที่เจอหรือเปล่า"
เหออวี้ไม่ได้ดูโกรธเคืองแต่อย่างใด ใบหน้ายังคงรอยยิ้มเจิดจ้าดุจแสงตะวัน "เจ้าฉลาดจริงๆ"
ซูหลิงคร้านจะไปแยกแยะว่าคำพูดของเหออวี้อันไหนจริงอันไหนเท็จ เธอยังคงรักษารอยยิ้มสุภาพเอาไว้แล้วถามต่อ "ศิษย์พี่มาหอตำราแต่เช้าขนาดนี้ จะมาหาหนังสืออะไรหรือคะ"
เหออวี้ไม่ได้พูดถึงหัวข้อเมื่อครู่อีก เขาขยับชุดคลุมสีขาวเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด "พอดีเมื่อครู่ข้าฝึกวิชาถึงจุดสำคัญ จู่ๆ ก็รู้สึกติดขัดที่จุดตันเถียน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงมาค้นดูตำราที่นี่ ไม่คิดเลยว่าศิษย์น้องจะมาเช้าขนาดนี้"
ซูหลิงฟังคำตอบของเขาพลางใช้วิชาควบคุมวัตถุเก็บหนังสือกลับเข้าที่เดิม แล้วหันไปยิ้มให้เหออวี้ "เมื่อคืนข้าอู้งาน วันนี้เลยต้องรีบมาจัดแต่เช้าค่ะ"
พอซูหลิงพูดจบ บรรยากาศเงียบสงบในหอตำราก็ถูกทำลายด้วยเสียง "เอี๊ยด" ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงไม้เท้า "กึก กึก กึก" กระทบพื้นและเสียงฝีเท้าแผ่วเบา
ซูหลิงรีบหุบปากฉับ มือไม้ขยับเร็วขึ้น ใช้วิชาควบคุมวัตถุได้อย่างคล่องแคล่วกว่าเดิม... เหออวี้มองดูการกระทำของนาง นัยน์ตาเป็นประกายวูบไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง แต่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ชายชราผมขาวโพลนถือไม้เท้าก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสอง เขาปรายตามองเหออวี้แล้วพยักหน้าให้เล็กน้อย
ซูหลิงเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาเหออวี้ใหม่อีกรอบ
ชายชราถือไม้เท้าผู้นี้คือผู้เฝ้าหอตำรา แม้อายุจะมากแต่ดูเหมือนวรยุทธ์จะไม่ธรรมดา ผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาหอตำราต่างต้องเรียกเขาด้วยความเคารพว่า "ผู้อาวุโสฉี" แต่ทว่าผู้อาวุโสฉีที่ทุกคนต่างเกรงใจผู้นี้ กลับพยักหน้าทักทายเหออวี้ด้วยท่าทีนอบน้อม
เหออวี้เห็นผู้อาวุโสฉีปรากฏตัวก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก เพียงแต่รอยยิ้มเจิดจ้าบนใบหน้าเลือนหายไป เหออวี้ในยามไม่ยิ้มนั้นไร้ซึ่งความสดใสราวกับแสงตะวัน ดูเหมือนกลายเป็นคนละคน บรรยากาศรอบตัวพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อมองดีๆ สายตาของเหออวี้ที่หันกลับมา เดิมทีดูเย็นชาอยู่บ้างก็พลันยิ้มแย้มขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับดอกไม้ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ แผ่นดินฟื้นคืนชีพ แสงแดดสาดส่องลงมาอีกครา
ซูหลิงส่ายหน้าแล้วหันกลับมา กำลังจะเอ่ยปากรายงานผู้อาวุโสฉี แต่ชายชราก็ชิงพูดขึ้นก่อน "คราวหน้าต่อให้ดึกแค่ไหนก็ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน"
ซูหลิงก้มหน้าตอบรับเสียงเบา "เจ้าค่ะ"
ผู้อาวุโสฉีจึงพยักหน้า "ไปเถอะ..."
ซูหลิงรีบเดินออกมา โดยไม่หันกลับไปมองเหออวี้อีก แต่ภาพลักษณ์ของเหออวี้ตอนไม่ยิ้มนั้นแตกต่างจากตอนยิ้มราวฟ้ากับเหว เธอไม่เคยเห็นใครที่สามารถผสมผสานบรรยากาศสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไว้ในคนคนเดียว และยังเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วเพียงชั่วพริบตาแบบนี้ จนกระทั่งเดินออกจากตำหนัก เธอถึงได้สลัดเรื่องนี้ออกจากหัว
สิบวันแล้วที่ไม่ได้เข้าไปในมิติ ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้เธอยิ่งรู้สึกว่ายารวมปราณระดับต่ำเริ่มจะไม่มีผลกับเธอมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว เธออยากจะถามอาจารย์ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเริ่มปรุงยารวมปราณระดับกลางได้ และต้องใช้สมุนไพรวิเศษอะไรบ้าง
ด้วยความใจร้อนในการฝึกตน เธอจึงไม่รู้ว่ายารวมปราณนั้นเป็นยาวิเศษที่ผู้คนมากมายต่างใฝ่ฝัน แต่เพราะช่วงแรกเธอก้าวกระโดดเร็วเกินไป พอยิ่งฝึกระดับสูงขึ้นความยากก็ยิ่งทวีคูณ เธอเลยรู้สึกไปเองว่าตัวเองย่ำอยู่กับที่
ขณะที่กำลังคิดว่ากลับบ้านคราวหน้าจะต้องเตรียมตัวให้ดี และต้องเข้าไปในมิติเพื่อเตรียมสมุนไพรสำหรับเลื่อนขั้นในระดับต่อไป จู่ๆ ไหล่ของเธอก็ถูกใครบางคนตบเข้าอย่างจัง
"หรานเอ๋อร์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่"
เสียงใสๆ ที่เจือไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้นจากด้านหลัง เล่นเอาเธอสะดุ้งโหยง
พอตั้งสติได้ เธอก็หันกลับไปมอง พบสาวน้อยหน้ากลมเหมือนแอปเปิลกำลังเบิกตากลมโตจ้องมองเธอตาไม่กะพริบ ดูเหมือนกำลังรอคำตอบ
พอได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่า "หรานเอ๋อร์" ซูหลิงก็รู้ทันทีว่าคนคนนี้ต้องรู้จักเจ้าของร่างเดิมแน่ๆ แต่ปัญหาก็คือเธอไม่รู้จักอีกฝ่ายน่ะสิ
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พยายามคิดว่าจะปั้นหน้าอย่างไรให้แนบเนียนที่สุด แต่สาวน้อยหน้าแอปเปิลกลับทำหน้าบึ้งตึง ตบแขนเธอเข้าให้ฉาดใหญ่ "หนอยแน่ เจ้าจ้าวหรานตัวดี ไม่เจอกันแค่สองปี ก็จำกันไม่ได้แล้วรึ"
ซูหลิงยิ้มแห้งๆ "จำได้ จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้" ในใจกลับภาวนาว่าอย่าถามอะไรต่อเลยนะ แต่ดูเหมือนสาวน้อยหน้าแอปเปิลจะเป็นพวกเส้นตื้นซื่อบื้อจริงๆ พอซูหลิงบอกว่าจำได้ นางก็เลิกซักไซ้ ใบหน้าเปลี่ยนจากบึ้งตึงเป็นยิ้มแย้ม เข้ามาคล้องแขนซูหลิงอย่างสนิทสนม "ถ้าเจ้าลืมจริงๆ ข้าคงต้องสงสัยแล้วว่าเจ้าใช่เจ้าจริงๆ หรือเปล่า"
พูดจบ สาวน้อยหน้าแอปเปิลก็เปลี่ยนเรื่องทันที "หรานเอ๋อร์ เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะที่สองปีมานี้ไม่ได้ไปหาเจ้า เป็นเพราะท่านพ่อข้านั่นแหละ บังคับให้ข้าเอาแต่ฝึกวิชา ข้าเคยแอบหนีไปหาเจ้าครั้งหนึ่ง แต่แม่น้องสาวคนที่ห้าของเจ้าบอกว่าเจ้ากับแม่ย้ายหนีไปแล้ว พอถามว่าย้ายไปไหนก็ไม่ยอมบอก"
สาวน้อยหน้าแอปเปิลคนนี้จริงๆ แล้วหน้าตาสะสวยมาก เป็นประเภทน่ารักน่าเอ็นดู ตรงสเปกของซูหลิงพอดี ยิ่งเห็นแววตาใสซื่อของอีกฝ่าย เธอก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาขึ้นมา ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากร่างเดิมหรือตัวเธอเอง
ไม่ว่าจะมาจากไหน ซูหลิงเลือกที่จะฟังเสียงหัวใจตัวเอง จึงยิ้มตอบ "ย้ายไปแล้วจริงๆ แต่ก็ยังอยู่ในหมู่บ้านตระกูลจ้าวนั่นแหละ"
สาวน้อยหน้าแอปเปิลยื่นปากแดงๆ ออกมาอย่างขัดใจ "แล้วทำไมจ้าวอิงถึงไม่บอกข้า น้องสาวคนที่ห้าของเจ้านี่นิสัยประหลาดชะมัด ข้าไม่ชอบเลย"
ตอนนี้ซูหลิงอยากรู้ใจจะขาดว่าแม่นางคนนี้เป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร แต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะขืนถามไปความแตกแน่นอน
"จริงสิ แล้วเจ้ามาทำอะไรที่สำนักไร้ขอบเขต" สาวน้อยหน้าแอปเปิลกระโดดข้ามเรื่องเก่งมาก บ่นอยู่ตั้งนานเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นได้
ซูหลิงปล่อยให้อีกฝ่ายควงแขนเดินลงบันไดหน้าหอตำราไปช้าๆ "ข้าเข้ามาเรียนวิชาน่ะ แต่พรสวรรค์ข้าไม่ดี ต้องเริ่มจากเป็นศิษย์สายนอกก่อน"
เรื่องที่ซูหลิงมีกายาไร้ค่าเบญจธาตุ สาวน้อยหน้าแอปเปิลก็รู้เรื่องนี้ดี พอได้ยินแบบนั้น นางก็อยากจะปลอบใจแต่กลัวจะไปสะกิดแผลใจเพื่อน เลยได้แต่ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า "หรานเอ๋อร์ ท่านพ่อข้าเคยบอกว่า ผู้ฝึกเซียนที่สำคัญที่สุดคือความเพียรและวาสนา ขอแค่ขยันฝึกฝน ไม่มีหรอกพรสวรรค์ดีหรือไม่ดี"
ตอนที่นางพูดประโยคนี้ น้ำเสียงดูไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะท่านพ่อของนางไม่ได้พูดประโยคหลัง แต่บอกว่านางพรสวรรค์ดี ถ้าขยันหมั่นเพียร อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่นอน แต่คำพูดแบบนี้จะให้พูดออกมาได้ยังไง ขืนพูดไปมีแต่จะทำร้ายจิตใจหรานเอ๋อร์เปล่าๆ
สาวน้อยหน้าแอปเปิลเป็นคนโกหกไม่เก่ง ตอนพูดจึงก้มหน้าไม่กล้าสบตาซูหลิง ซูหลิงจึงรู้ว่าอีกฝ่ายพยายามปลอบใจตนอยู่ หัวใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา จึงตอบกลับไปว่า "เจ้าพูดถูก เส้นทางการฝึกเซียนนั้นยาวไกลนัก พรสวรรค์ไม่ได้ตัดสินทุกอย่าง ยังต้องดูที่ความมุ่งมั่นของแต่ละคนด้วย"
สาวน้อยหน้าแอปเปิลเห็นเพื่อนไม่เศร้าใจก็ยิ้มออก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หรานเอ๋อร์ดูแปลกไปจากเมื่อก่อนนิดหน่อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี แถมไม่ได้เจอกันตั้งสองปีกว่า จะเปลี่ยนไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นนางจึงไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก
สาวน้อยหน้าแอปเปิลขยับเข้าไปใกล้ซูหลิงเตรียมจะพูดอะไรต่อ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง "ถังนั่ว ท่านอาจารย์เรียกหาเจ้า มัวโอ้เอ้อะไรอยู่"
สาวน้อยหน้าแอปเปิลรีบหุบปากฉับ ล้วงขวดยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือซูหลิงอย่างรวดเร็ว แล้วกระซิบเสียงเบา "ว่างเมื่อไหร่ข้าจะไปหานะ"
ซูหลิงยังไม่ทันตอบ ถังนั่วก็พุ่งตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ปากก็ตะโกนตอบกลับไปว่า "ศิษย์พี่หนี ข้ามาแล้ว..."
ส่วนศิษย์พี่หนีของถังนั่ว ซูหลิงเห็นแค่ชายเสื้อแวบๆ กับแผ่นหลังอรชรอ้อนแอ้นเท่านั้น สตรีในโลกผู้ฝึกเซียนที่เธอเจอมาล้วนหน้าตาดีกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะผิวพรรณขาวผ่องละเอียดลออ อย่างที่เขาว่ากันว่าผิวขาวปกปิดความขี้ริ้วได้สามส่วน เธอยังไม่เคยเจอคนขี้เหร่เลยสักคน
รอจนศิษย์พี่หนีและถังนั่วเดินไปไกลแล้ว ซูหลิงจึงหยิบขวดยกในมือขึ้นมาเปิดจุกดู ในขวดมียาเพาะสร้างรากฐานนอนกลิ้งอยู่ก้นขวดสามเม็ด
ซูหลิงปิดจุกขวดให้แน่นเหมือนเดิม ความรู้สึกบางอย่างในใจถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะกลายเป็นความอ่อนโยน ยาเพาะสร้างรากฐานสำหรับตระกูลผู้ฝึกเซียนทั่วไปถือว่าเป็นยาล้ำค่ามาก คราวก่อนจ้าวฉงเทียนให้เธอมาสามเม็ด เหตุผลแรกเพราะเธอฝึกถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่ห้า เหตุผลที่สองคงเป็นเพราะรู้สึกผิดต่อนางหลิวและเจ้าของร่างเดิม แต่ถังนั่วที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกกลับยัดยาให้เธอถึงสามเม็ด
คงเป็นเพราะเห็นว่าเธอเป็นกายาไร้ค่า ถังนั่วอยากจะช่วยเพื่อน เลยยอมสละยาที่จะใช้เตรียมตัวเพื่อทะลวงขั้นสร้างรากฐานมาให้เธอ
เธอกำขวดหยกแน่นแล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ หันหลังเดินกลับขึ้นบันได ยาเพาะสร้างรากฐานสำหรับเธอแล้วแทบไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ในระดับรวบรวมลมปราณสำหรับคนที่มีพรสวรรค์ดีหน่อยกลับมีประโยชน์มหาศาล ตอนนี้ในมือเธอยังมียาเพาะสร้างรากฐานเหลืออยู่อีกหลายเม็ด เอาไว้ค่อยหาโอกาสมอบให้ถังนั่วพร้อมกันทีเดียวเลยดีกว่า
พร้อมกันนั้นเธอก็เตือนตัวเองว่าต้องสืบประวัติของถังนั่วให้ละเอียด ดูท่าทางแล้วถังนั่วกับจ้าวหรานจะสนิทกันมาก หากไม่รู้ปูมหลังของอีกฝ่ายเลย เวลาคุยกันอาจจะเผลอหลุดพิรุธได้
เธอไม่ได้ตรงไปที่ถ้ำที่ใช้ฝึกวิชาประจำ แต่กลับไปยังที่พักของศิษย์สายนอก เย่ชิงไม่อยู่ หลัวหว่านเอ๋อร์ไม่ต้องไปคอยรับใช้คนอื่นแล้วเพราะมีลู่จื่อหลินหนุนหลัง ตอนนี้กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวถึงได้เงยหน้าขึ้นมา
ซูหลิงนึกสงสัย เธอและเย่ชิงเวลาจะนอนมักจะใช้การนั่งสมาธิแทนการนอนหลับ แต่หลัวหว่านเอ๋อร์นี่นอนหลับจริงๆ จังๆ เลย ทว่าระดับพลังกลับอยู่ที่รวบรวมลมปราณขั้นสี่ ปกติก็ไม่ค่อยเห็นฝึกวิชา ทำไมระดับพลังถึงขึ้นมาได้ขนาดนี้
"เจ้ากลับมาแล้วเหรอ วันนี้ไม่ต้องไปทำความสะอาดหอตำราหรือไง" หรี่ตามองซูหลิงแล้วถาม
ซูหลิงตั้งใจกลับมาถามหลัวหว่านเอ๋อร์เรื่องถังนั่วอยู่แล้ว ในเรือนพักนี้มีพวกเธอเป็นศิษย์หญิงแค่สามคน ต่างคนต่างอยู่ เวลาเจอกันจริงๆ น้อยมาก และในบรรดาคนที่เธอรู้จัก มีแค่หลัวหว่านเอ๋อร์นี่แหละที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของศิษย์สายใน นางรู้ลึกรู้จริงไปเสียทุกเรื่อง
"อืม ข้าลืมของนิดหน่อยเลยกลับมาดู" ซูหลิงทำทีเป็นหาของ รื้อค้นข้าวของที่กองอยู่ของตัวเอง แล้วแกล้งทำเป็นหันไปถามแบบไม่ใส่ใจ "จริงสิ วันนี้ที่หอตำรา ข้าเจอศิษย์สายในสองคน คนหนึ่งแซ่หนี อีกคนแซ่ถัง ดูท่าทางวรยุทธ์สูงส่งน่าดู"
[จบแล้ว]