- หน้าแรก
- ปิ่นมิติลิขิตเซียน คุณหนูสามผู้ไม่ไร้ค่า
- บทที่ 13 - ฆ่าคนชิงสมบัติ?
บทที่ 13 - ฆ่าคนชิงสมบัติ?
บทที่ 13 - ฆ่าคนชิงสมบัติ?
บทที่ 13 - ฆ่าคนชิงสมบัติ?
ด้วยเงินไม่กี่สิบหินวิญญาณระดับต่ำในกระเป๋า ซูหลิงพาแม่เดินเข้าสู่โรงประมูลของผู้ฝึกเซียน เวลานี้เริ่มสายแล้ว ผู้คนในตลาดผู้ฝึกเซียนเริ่มหนาตาขึ้น พอเดินเข้าไปในโรงประมูล พนักงานก็แนะนำว่าที่นี่แบ่งเป็นห้าโซนตามระดับพลังและความต้องการ ซูหลิงจ่ายค่าเข้าสองลูกแก้ววิญญาณ แล้วพาแม่เดินเข้าสู่โซนระดับต่ำสุด
ภายในห้องประมูลระดับต่ำมีคนอยู่พอสมควร ที่นั่งหลายสิบที่ว่างอยู่เพียงไม่กี่ที่ ซูหลิงพาแม่ไปนั่งมุมห้อง แม้จะเป็นครั้งแรกที่มา แต่ซูหลิงศึกษาข้อมูลจากบันทึกของพ่อมาบ้างแล้ว จึงพอจะวางตัวถูก แต่นางหลิวดูตื่นเต้นและประหม่าอย่างเห็นได้ชัด นางนั่งตัวลีบเอามือกุมเข่าแน่น ซูหลิงจึงเอื้อมมือไปกุมมือแม่ไว้เพื่อให้กำลังใจ
การประมูลเริ่มต้นขึ้น เป้าหมายของซูหลิงคือยันต์อักขระและอาวุธวิเศษ แต่ด้วยทุนทรัพย์ที่มี นางคงหวังอาวุธดีๆ ไม่ได้ จึงมุ่งเป้าไปที่ยันต์อักขระแทน ตอนนี้นางกังวลเรื่องผู้ฝึกเซียนตระกูลหวังมากที่สุด ถ้าได้ยันต์ที่มีอานุภาพร้ายแรงสักใบก็น่าจะพออุ่นใจขึ้น
"รายการต่อไป เป็นยันต์อักขระที่เขียนโดยผู้ฝึกตนขั้นสร้างแก่นแท้ เป็นยันต์ธาตุดินเน้นการป้องกัน สามารถต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานได้ถึงสิบครั้ง และขั้นสร้างแก่นแท้ได้สามครั้ง"
ฟังคำบรรยายสรรพคุณ ซูหลิงก็ตาเป็นประกาย ของแบบนี้แหละที่คนระดับต่ำอย่างนางต้องการที่สุด! แต่ยังไม่ทันจะได้ฝันหวาน ราคาเปิดประมูลก็ทำเอานางฝันสลาย
"ยันต์แผ่นนี้ เปิดประมูลที่สองหินวิญญาณระดับกลาง!"
ซูหลิงคลำถุงเงินที่มีแต่หินวิญญาณระดับต่ำของตัวเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ... จนจริงๆ
นางหลิวรู้ดีว่าลูกสาวมาที่นี่ทำไม และรู้ว่าพวกนางไม่มีปัญญาซื้อยันต์ป้องกันแผ่นนั้น ทั้งสองแม่ลูกหน้าหมองลง ได้แต่มองดูผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งประมูลยันต์แผ่นนั้นไปในราคาแปดหินวิญญาณระดับกลาง จริงๆ แล้วยันต์ระดับนี้มีค่าแค่กับคนระดับล่างๆ พอขึ้นไปถึงระดับสร้างแก่นแท้ มันก็แทบไม่มีประโยชน์แล้ว
ขณะที่ซูหลิงกำลังท้อแท้ ผู้ดำเนินการประมูลก็เก็บเงินแล้วประกาศต่อด้วยรอยยิ้ม "รายการต่อไปยังคงเป็นยันต์อักขระ เขียนโดยผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เป็นยันต์ธาตุไฟเน้นการโจมตี ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณไม่อาจต้านทานได้ หากโดนเข้าอาจถึงแก่ชีวิต"
ซูหลิงเพิ่งจะตัดใจจากยันต์ป้องกัน มาเจอยันต์โจมตีที่ใช้แล้วหมดไปแถมเสี่ยงอันตราย ก็ลังเล แต่ทางนั้นเริ่มประมูลกันแล้ว
"ยันต์แผ่นนี้ เปิดประมูลที่สี่สิบหินวิญญาณระดับต่ำ"
ซูหลิงกำถุงเงินแน่น จ้องมองเวทีประมูล แต่แปลกที่ไม่มีใครเสนอราคาเลย นางไม่รู้ว่ายันต์โจมตีแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งพวกนี้ ตระกูลใหญ่ๆ เขาไม่มองกัน ส่วนพวกผู้ฝึกตนพเนจรก็เสียดายเงิน สู้เก็บเงินไปซื้อยันต์ป้องกันดีกว่า
แต่สำหรับซูหลิงที่สถานการณ์บีบคั้น นางจำเป็นต้องมีไพ่ตายไว้ต่อกรกับคนตระกูลหวัง หลังจากห้องประมูลเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็ตัดสินใจตะโกนออกไป "สี่สิบเอ็ดหินวิญญาณระดับต่ำ"
เสียงใสๆ ของหญิงสาวดังขึ้นกลางห้องประมูล ทุกคนหันมามองนางเป็นตาเดียว บางคนมองด้วยความสงสัย บางคนมองด้วยความขบขัน ซูหลิงไม่สนใจสายตาเหล่านั้น นางจ้องไปที่ผู้ดำเนินการประมูล นางต้องได้ยันต์แผ่นนี้ แต่เงินทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่สี่สิบแปดก้อน นางกัดปากแน่น กลัวว่าจะมีใครมาประมูลแข่ง
ผู้ดำเนินการถามย้ำสามครั้ง ไม่มีใครเสนอราคาแข่ง สุดท้ายค้อนก็ทุบลง ซูหลิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังจ่ายเงินและเดินออกมาจากโรงประมูล สองแม่ลูกรู้สึกเหมือนคนถังแตก เพิ่งจะรู้สึกรวยได้ไม่นาน เข้าโรงประมูลทีเดียวเงินเก็บแทบเกลี้ยงกระเป๋า เพื่อซื้อของที่คนอื่นเขาไม่เอากัน
"หรานเอ๋อร์ เรากลับกันเถอะ..." นางหลิวลูบผมลูกสาวด้วยความสงสาร นางไม่รู้เรื่องโลกผู้ฝึกเซียน แต่รู้ว่าลูกสาวต้องแบกรับภาระหนักแค่ไหน
"ท่านแม่รอเดี๋ยว ข้าอยากไปขายสมุนไพรอีกหน่อยจ้ะ" ซูหลิงตั้งใจจะไปขายสมุนไพรในมิติเพิ่ม แล้วหาซื้อต้นกล้าระดับกลางมาปลูก เพราะแค่ปลูกระดับต่ำ นอกจากจะเปลืองน้ำวิเศษแล้ว ยังไม่พอกับทรัพยากรที่ต้องใช้ฝึกฝน
ทั้งสองเดินออกจากโรงประมูล เลี้ยวตรงหัวมุมถนนจะไปร้านสมุนไพร แต่จู่ๆ ก็มีคนมายืนขวางทาง ชายร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้มถือขวานยักษ์ดูท่าทางไม่เหมือนผู้ฝึกเซียน แต่เหมือนโจรป่ามากกว่า ก้าวออกมาขวางทางชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินอยู่ข้างหน้าซูหลิง
ซูหลิงเพิ่งสังเกตเห็นชายหญิงคู่นั้น ฝ่ายชายรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนฝ่ายหญิงดูบอบบางอรชร
"หลีกไป..." ฝ่ายชายยังไม่ทันพูด ฝ่ายหญิงก็เอ่ยขึ้นก่อน เสียงนางใสเหมือนลูกแก้วกระทบกัน แต่แฝงความเย็นชาและหยิ่งยโส
โจรเคราดกแสยะยิ้ม "แม่นางน้อย แค่ส่งรากวิญญาณที่เพิ่งได้มาให้ข้า ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้ากับคนรักของเจ้า ตกลงไหม?"
ซูหลิงมองไม่เห็นสีหน้าฝ่ายหญิง แต่สิ้นเสียงโจร หญิงสาวก็ชักกระบี่ออกมา ปลายกระบี่ส่องประกายเย็นเยียบชี้ไปที่หน้าโจร "ข้าจะพูดอีกครั้งเดียว ไสหัวไป..."
ชั่วพริบตานั้น โจรเคราดกยกขวานขึ้นปัดกระบี่เสียงดัง "เคร้ง" หญิงสาวเตรียมจะซ้ำ แต่ชายหนุ่มที่เงียบมาตลอดกลับยื่นมือมาขวางนางไว้ "อย่าลงมือที่นี่!"
พูดจบเขาก็ก้าวออกมาข้างหน้า "โจรเคราดก ดูท่าบทเรียนที่เขาภูตผีคราวก่อนจะยังไม่พอสินะ!"
ดวงตาของโจรเคราดกเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ชี้หน้าชายหนุ่มมือไม้สั่น "เจ้า... เป็นเจ้าเองรึ!"
ซูหลิงมองสลับไปมาระหว่างโจรกับชายหนุ่ม แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่ดูจากท่าทางที่สงบนิ่งราวกับสายน้ำ และน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงพลัง เดาได้ว่าชายคนนี้ต้องมีฝีมือเหนือกว่าโจรคนนั้นมากแน่ๆ
ข้างหลังโจรเคราดกยังมีบัณฑิตหน้าขาววัยกลางคนยืนอยู่ พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบดึงแขนโจร แล้วหันมาขอโทษขอโพย "ขออภัยทั้งสองท่าน พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ..." พูดจบก็ลากโจรเคราดกวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
พอสองคนนั้นลับตาไป หญิงสาวก็หันมาถามชายหนุ่ม "ศิษย์พี่ ทำไมต้องปล่อยพวกมันไปด้วย?" ด้านข้างของนางงดงามหมดจด คิ้วที่ขมวดมุ่นยิ่งทำให้นางดูสวยสง่าและเย็นชา
ซูหลิงกับนางหลิวยืนอยู่ข้างหลังพวกเข จะเดินต่อก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ทัน เพราะทางที่จะไปคือทางเดียวกับที่สองคนนั้นยืนอยู่
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถาม แต่ก้าวขาเดินต่อไป หญิงสาวยืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินตามไป นึกว่าจะได้ดูฉากบู๊ล้างผลาญฆ่าคนชิงสมบัติเสียแล้ว ที่ไหนได้ชายหนุ่มพูดแค่ประโยคเดียวก็ไล่ศัตรูไปได้ แสดงว่าฝีมือต้องร้ายกาจมากแน่ๆ
พอสองคนนั้นเดินไปไกล ซูหลิงหันมาจะชวนแม่เดินต่อ แต่เห็นนางหลิวคิ้วขมวดมุ่น
"ท่านแม่ เป็นอะไรไปเจ้าคะ?" ซูหลิงนึกว่าแม่ตกใจ
นางหลิวเงยหน้ามองลูกสาว "หรานเอ๋อร์ เรื่องเมื่อกี้พ่อเจ้าเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ถ้าฝีมือไม่ถึงขั้น อาจโดนฆ่าชิงสมบัติได้ทุกเมื่อ... หรานเอ๋อร์ หรือว่าเจ้า... เลิกฝึกเซียนแล้วกลับมาใช้ชีวิตสงบๆ กับแม่ดีไหม?"
"ท่านแม่..." ซูหลิงกุมมือแม่แล้วส่ายหน้า "ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือว่าหวังจื้อไฉมาหาเรื่องเราทำไม? ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เรื่องพวกนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแต่ต้องทำตัวเองให้เก่งขึ้น คนอื่นถึงจะไม่กล้ามายุ่งกับเรา เหมือนโจรเคราดกเมื่อกี้ พอเจอคนเก่งกว่าก็วิ่งหนีหางจุกตูดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
แม้จะพูดแบบนั้น แต่นางหลิวก็ยังวางใจไม่ได้ ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า ซูหลิงรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น ต้องให้แม่คิดได้เอง ทั้งสองเดินออกจากตลาดผู้ฝึกเซียน แวะเข้าโรงเตี๊ยมในตลาดคนธรรมดา ซูหลิงแกล้งบ่นหิว แล้วให้แม่ไปสั่งอาหาร ระหว่างนั้นนางก็แอบเข้ามิติไปขุดสมุนไพรออกมาสิบกว่าต้น ใส่กระบอกไม้ไผ่ปิดผนึกไว้
พอนางหลิวกลับมาพร้อมเสี่ยวเอ้อที่ยกซาลาเปากับโจ๊กมาให้ ซูหลิงจ่ายเงินแล้วนั่งกินกับแม่จนอิ่ม จากนั้นก็บอกให้แม่รอที่โรงเตี๊ยม ส่วนนางสะพายตะกร้ากลับไปที่ร้านสมุนไพรอีกรอบ
[จบแล้ว]