เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - ทหารผี

บทที่ 42 - ทหารผี

บทที่ 42 - ทหารผี


บทที่ 42 - ทหารผี

"สหายธรรม อย่าเก็บไปใส่ใจเลย"

เจียงหลินกล่าวปลอบใจ

"อืม"

ไป๋ซู่เจินพยักหน้า "ในเมื่อทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวไปตามหาเสี่ยวชิงก่อน"

"นางนิสัยซุกซน ช่วงนี้ไม่ได้จับตามอง ไม่รู้ไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ไหนบ้าง"

"เดินทางปลอดภัย"

เจียงหลินประสานมือส่ง

เมื่อร่างของไป๋ซู่เจินหายไปพร้อมกับกลุ่มเมฆ เจียงหลินก็หันหลังเดินออกจากเส้นทางหลัก

ส่วนพวกคนที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น เจียงหลินไม่ได้สนใจ

เพราะสายฟ้าห้าอัสนีเมื่อครู่ได้ทำลายยันต์มารบนตัวพวกเขาไปแล้ว อากาศแบบนี้ นอนตากน้ำค้างสักคืนคงไม่ถึงตาย

เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเจียงหลินแล้ว

เจียงหลินเดินลัดเลาะตามทางเล็กๆ กลับไปยังเขาหลงจิ่ง ทว่าระหว่างทาง เขากลับเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง

ลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชก เมฆดำทะมึนลอยต่ำ หมอกหนาปกคลุมจนมองไม่เห็นแสงจันทร์

กองทหารสวมเกราะเต็มยศ ถือหอกยาว เหน็บดาบคาดเอว เดินแถวกันมาอย่างเป็นระเบียบ กะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีนับพันนาย

ที่หัวขบวน มีทหารสองนายชูแผ่นป้ายนำหน้า

"ทหารผีผ่านทาง คนเป็นจงหลีก"

เจียงหลินขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

เขากระพริบตาหนึ่งครั้ง นัยน์ตาสีดำขาวก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก

ภายใต้เนตรธรรมแห่งเฟิงตู เจียงหลินมองดูกองทหารผีเหล่านั้นอีกครั้ง คิ้วเขายิ่งขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม

ผิดปกติ

เรื่องทหารผีผ่านทางที่เล่าลือกันในหมู่ชาวบ้าน ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องแหกตา ถ้าเป็นกองทหารจากนรกจริงๆ ก่อนจะขอใช้เส้นทาง เจ้าพ่อหลักเมืองและเจ้าที่เจ้าทางในท้องที่ต้องให้ความร่วมมือจัดการพื้นที่ล่วงหน้า

คนธรรมดาไม่มีทางมองเห็นได้เด็ดขาด

ต่อให้มี ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเจียงหลินเท่านั้น

ป้ายเตือนสองแผ่นนั้น ก็มีไว้ให้ผู้บำเพ็ญเพียรดู

พูดง่ายๆ ก็คือ การเคลื่อนทัพของทหารผีตามระเบียบราชการ จะต้องไม่ให้คนธรรมดารับรู้

แต่ทหารผีกองที่อยู่ตรงหน้าเจียงหลิน กลับเดินทัพอย่างเปิดเผยโดยไม่มีการอำพรางใดๆ

ไม่สนใจว่าจะถูกคนธรรมดาเห็น และไม่ได้แจ้งให้เจ้าพ่อหลักเมืองหรือเจ้าที่ทราบ

แต่ทว่า ภายใต้เนตรธรรมของเจียงหลิน กลับมองไม่เห็นความผิดปกติในตัวตนของพวกเขา

นี่คือกองทัพทหารผีจากนรกของจริง

เรื่องประหลาดแบบนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่ ยิ่งเป็นการกระทำที่ผิดวิสัยของทหารผีด้วยแล้ว

ผู้คุมกฎทัพ ย่อมต้องเคร่งครัดในกฎระเบียบ

นรกภูมิก็ไม่มีข้อยกเว้น เผลอๆ กฎอัยการศึกของนรกจะโหดร้ายกว่ากองทัพในโลกมนุษย์เสียอีก

ต้องรู้ด้วยว่า กฎทัพของนรกนั้น มีส่วนที่เหล่าผู้ถือกฎดำร่วมร่างขึ้นมาด้วย

ซึ่งเจียงหลินรู้ดีที่สุดว่าพวกผู้ถือกฎนั้น "เจ้ากี้เจ้าการ" ขนาดไหน

ภายใต้กฎที่เข้มงวดปานนั้น กลับกล้าทำเรื่องผิดระเบียบเช่นนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุฉุกเฉินสุดวิสัย ก็คงเป็น...

เจียงหลินยืนดูขบวนทหารผีเคลื่อนผ่านไปเงียบๆ ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปสอบถาม

เห็นได้ชัดว่ากองทหารนั้นมุ่งหน้าไปทางอำเภอเฉียนถัง

"เป้าหมายคือเฉียนถัง หรือว่าตัวเมืองหางโจว"

เจียงหลินพึมพำกับตัวเอง

หรือว่า... แค่เดินทัพผ่านเมืองหางโจวเฉยๆ?

เจียงหลินมองส่งกองทหารผีจนลับสายตา คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา ท่องคาถาในใจแล้วจุดไฟเผา

น่าแปลกที่ขี้เถ้าและควันจากการเผายันต์ กลับม้วนตัวรวมกันแล้วจมลงสู่พื้นดิน แทนที่จะลอยขึ้นฟ้า

นี่คือฎีกาถามความ

เจียงหลินส่งสาส์นไปถึงกรมส่งขุนพลแห่งนรก เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แม้เหตุการณ์ทหารผีผ่านทางจะมีไม่บ่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หาดูยากจนเกินไป

แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ การที่มีทหารผีที่ไม่เคารพกฎโผล่มาแถวเฉียนถัง เจียงหลินจำเป็นต้องใส่ใจ

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เจียงหลินก็ออกเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่เขาหลงจิ่ง

ตลอดทางที่เหลือไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าสนใจ

คืนนั้นผ่านไปโดยไร้เรื่องราว

เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงหลินทำวัตรเช้าเสร็จ จุดธูปถวายองค์เหนือหัวและแม่ทัพหวัง แล้วจึงเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร

วิชาหลักของเขาคือวิชาจักรพรรดิอุดร หรือวิชาเป่ยตี้ ตบะบารมีทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นบนรากฐานของวิชานี้

นี่คือรากฐานแห่งชีวิตของเจียงหลิน

ตอนนี้วิชาเป่ยตี้ของเขา ได้รับความช่วยเหลือจากไอเซียนสายหนึ่ง จนเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้น "หยินเสิน" แล้ว

สี่ขั้นแรกของการฝึกวิชาเป่ยตี้

ขั้นแรกเรียกว่า "เมล็ดพันธุ์แห่งปราณธรรม" คือการรวบรวมพลังสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งเวทขึ้นในจุดตันเถียน นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

เมื่อเมล็ดพันธุ์เติบโตจนพลังเต็มเปี่ยม เมล็ดจะกลายเป็นปราณ ปราณจะกลั่นตัวเป็นผืนดิน

ใช้ตันเถียนเป็นแปลงยา เก็บเกี่ยวโอสถทิพย์ในร่างกายมาหล่อเลี้ยงที่ตันเถียน เพื่อให้กำเนิด "หยวนเสิน" (จิตวิญญาณดั้งเดิม)

หยวนเสินมีสามขั้น

ขั้นที่หนึ่งคือ หยินเสิน คือจิตที่ยังไม่อาจสู้แสงได้ ทำได้เพียงเคลื่อนไหวอยู่ภายในจุดตันเถียน เมื่อสำเร็จเป็นหยินเสิน จิตสัมผัสก็จะถือกำเนิดขึ้น

ต้องมาถึงขั้นนี้เท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง

ขั้นที่สองคือ หยางเสิน

การจะเลื่อนขั้นเป็นหยางเสิน จำเป็นต้องมีครบทั้งฟ้าลิขิต ชัยภูมิ และโอกาสแห่งคน

ต้องหาสถานที่ที่มีพลังหยินจัด เพื่อดึงเอาพลังหยางที่กำเนิดขึ้นท่ามกลางความมืดมิด แล้วรอเวลาที่พลังหยางกล้าแข็งที่สุด เพื่อกระตุ้นพลังหยางนั้น

สุดท้าย ตัวผู้ฝึกตนเองต้องมีหยินเสินที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เมื่อหยินถึงขีดสุด จึงจะก่อกำเนิดหยางได้

ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็ไม่อาจสำเร็จเป็นหยางเสินได้

สำหรับเจียงหลินในตอนนี้ เรื่องฟ้าฝนหรือสถานที่ยังไม่รีบด่วน ที่สำคัญคือต้องฝึกฝนตนเองก่อน

ตอนนี้เขาเพิ่งจะมีหยินเสิน ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบอีกมากโข

"ณ แดนอุดร มหาเมตตามหาศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางหมู่ดาวจื่อเวย ประมุขแห่งดาราทั้งหมื่น..."

เจียงหลินท่องพระนามขององค์เหนือหัวในใจ ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิ

วิชาเป่ยตี้มีการกำหนดจิตนิมิตภาพ และเคล็ดวิชาเดินลมปราณภายใน ต้องทำควบคู่กันไป ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

ในนิมิตนั้น เขาเก็บเกี่ยวโอสถทิพย์ในกายมาหล่อเลี้ยงตันเถียน ฟูมฟักหยินเสิน

นี่เป็นงานละเอียดที่ต้องใช้เวลา จะใจร้อนไม่ได้

ยามนี้เป็นยามเฉิน (07.00-09.00 น.) ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า พลังหยางกำลังรุ่งโรจน์

"วิ้ง!"

ด้านหลังเจียงหลิน เทวรูปแม่ทัพหวังเปล่งแสงเรืองรอง

ไอสีม่วงบริสุทธิ์สายหนึ่งถูกดึงดูดลงมา พุ่งตรงเข้าสู่จุดตันเถียนของเจียงหลิน

การดูดซับไอม่วงเพื่อเหาะเหินเดินอากาศ คือวิถีที่ถูกต้องตามตำราเป๊ะๆ

เส้นทางอันยิ่งใหญ่ปูรออยู่ที่เท้าของเจียงหลินแล้ว

ภายใต้การชี้แนะจากจิตของแม่ทัพหวัง เจียงหลินหลอมรวมไอม่วงยามเช้านั้น

ไอม่วงหมุนวนอยู่ในตันเถียน ค่อยๆ ถูกวิชาเป่ยตี้เปลี่ยนให้เป็นพลังเวท แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงหยินเสิน

หยินเสินของเจียงหลินเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ จนแทบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ การยกระดับและขยายขอบเขตของพลังต้นกำเนิด ย่อมเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์

แต่สำหรับเจียงหลิน ยิ่งหยินเสินเติบโต เขาก็ยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บมากขึ้นเท่านั้น

การฝึกวิชาเป่ยตี้ เปรียบเสมือนการเดินบนเส้นลวดกลางเวหาสูงเสียดฟ้า คำเปรียบเปรยนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ

"ฟู่ว..."

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เจียงหลินลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา

ลมหายใจนั้นราวกับแพรไหมสีขาว แฝงไว้ด้วยความหนาวเย็นที่ไม่จางหาย

แววตาของเจียงหลินฉายแววอ่อนใจเล็กน้อย

วิชาเป่ยตี้นี่มัน... ช่างหลุดโลกจริงๆ

แค่ความทรมานตอนฝึก ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนไหวแล้ว

โชคดีที่เจียงหลินเริ่มฝึกวิชานี้เป็นวิชาแรก ไม่เคยสัมผัสวิชาอื่นมาก่อน เลยทนมาได้จนถึงทุกวันนี้

พูดง่ายๆ ก็คือ เพราะไม่มีตัวเปรียบเทียบ

ตราบใดที่ข้าไม่รู้ว่าวิชาอื่นเขาฝึกกันสบายแค่ไหน ข้าก็จะไม่รู้สึกว่าวิชาเป่ยตี้มันทรมาน!

เจียงหลินปลอบใจตัวเองแบบนี้

ไอม่วงสายหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ทำให้หยินเสินของเจียงหลินก้าวหน้าไปไม่น้อย แม้จะยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

วิถีแห่งธรรมที่แท้จริงไม่มีทางลัด ต้องก้าวไปทีละขั้น ชมทิวทัศน์ไปทีละฉาก

ต้องวางรากฐานให้มั่นคงเสียก่อน ถึงจะเอื้อมไปแตะขอบฟ้าแห่งวิถีเซียนได้

"จี๊ด..."

ขณะที่เจียงหลินกำลังเตรียมจะฝึกวิชาเทียนเผิง ป้ายอาญาสิทธิ์เฟิงตูก็สั่นสะเทือนขึ้นมา

ทางหลัวซานฉื่อมีข่าวมาแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - ทหารผี

คัดลอกลิงก์แล้ว