- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 7 - การเผชิญหน้ากลางทาง
บทที่ 7 - การเผชิญหน้ากลางทาง
บทที่ 7 - การเผชิญหน้ากลางทาง
บทที่ 7 - การเผชิญหน้ากลางทาง
เด็กรับใช้ยืนทื่อ ร่างกายแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
มันไม่ใช่ปีศาจป่าเถื่อนไร้การศึกษา แต่เป็นปีศาจที่มีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดวิชาความรู้มาบ้าง
เพราะเหตุนี้ มันถึงได้รู้ว่าวิชาที่นักพรตหนุ่มตรงหน้ากำลังร่ายอยู่นั้นคืออะไร
มนต์เทียนเผิง!
สุดยอดวิชาสายทำลายล้างอันดับหนึ่งในห้ามหาเวทแห่งลัทธิเต๋า!
คำกล่าวที่ว่า "ไร้เทียนเผิงมิอาจสั่งการเทพสายฟ้า" ไม่ใช่แค่คำคุยโวของพวกนักพรตเท่านั้น!
แถมยังเป็นมนต์เทียนเผิงฉบับดั้งเดิมเสียด้วย!
เพราะมนต์เทียนเผิง หรือวิชาจอมทัพสวรรค์นั้น มีรากฐานมาจากบทสวดเดียว แต่พลิกแพลงได้เป็นหมื่นพัน แต่ละรูปแบบก็มีอานุภาพต่างกันไป
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป รู้จักแต่บทสวดตายตัว ไม่รู้วิธีพลิกแพลง ต้องเป็นศิษย์สายตรงที่ได้รับการถ่ายทอดมาอย่างถูกต้องเท่านั้น ถึงจะรู้วิธีใช้วิชาชั้นสูงนี้
สิ่งที่นักพรตหนุ่มคนนี้กำลังใช้...
วรรคแรกอ่านปกติ วรรคสองอ่านย้อนหลัง...
"มนต์เทียนเผิงพิฆาตมารกลืนกินความชั่ว!"
ดวงตาของเจียงหลินเปล่งประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้าฟาด ที่ปลายนิ้วดัชนีมีรัศมีคมกริบหมุนวนอยู่
"รีบเร่งดั่งกฎมหาจักรพรรดิเฟิงตู!"
"ฟัน!"
เช้ง!!!
สิ้นคำประกาศิต ปลายนิ้วดัชนีก็ฟาดฟันลงมา พร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ก่อตัวเป็นดาบเล่มยักษ์ที่มีปากดาบเป็นรูปหัวพยัคฆ์ผสมราชสีห์ ฟันฉับลงมาตรง ๆ!
เด็กรับใช้พยายามจะต่อต้าน แต่ภายใต้อำนาจกดดันของมนต์เทียนเผิง ร่างกายของมันหนักอึ้งราวกับถูกเททับด้วยตะกั่ว ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ
สุดท้าย ได้แต่เบิกตาโพลงมองดูดาบยักษ์ฟาดลงมา
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของจางหู่ ปีศาจร้ายที่ดูทรงพลังและชั่วร้ายเมื่อครู่ เพียงแค่ดาบเดียว ก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผง!
นี่มัน...
"อึก..."
เจียงหลินส่งเสียงในลำคอ หน้าซีดเผือดลงทันตา
พูดกันตามตรง มนต์เทียนเผิงไม่ใช่วิชาที่มือใหม่หัดขับอย่างเขาที่เพิ่งฝึกได้ไม่ถึงครึ่งวันจะใช้ได้เลย
ที่ใช้ได้ก็เพราะอาศัยบารมีของตราตั้งขุนนางสวรรค์ขั้นห้าแห่งสำนักขับไล่ภูตมารขั้วอุดรนั่นต่างหาก
นี่คือสื่อกลางที่สำคัญที่สุด
ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ต่อให้เจียงหลินฝึกไปอีกสิบปี ก็อาจจะยังไม่มีคุณสมบัติใช้วิชาเทียนเผิง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาพลิกแพลงขั้นสูงแบบนี้
สาเหตุที่วิชาเทียนเผิงถูกเรียกว่า "วิชา" ไม่ใช่แค่ "มนต์"
ก็เพราะมันเป็นระบบวิชาที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่บทสวดบทเดียว
แต่ถึงแม้เงื่อนไขการใช้จะสูงลิบลิ่ว อานุภาพของมันก็ไร้เทียมทานจริง ๆ
แค่เขาที่เป็นมือใหม่ใช้เป็นครั้งแรก ก็ฟันปีศาจตบะแก่กล้าตายคาที่ได้เลย
ดูจากการที่เจ้าพังพอนนั่นแทนตัวเองว่าผู้เฒ่า อย่างน้อยก็น่าจะมีตบะสักหกสิบปี
หกสิบปี... สู้เจียงหลินที่เพิ่งฝึกได้ยี่สิบชั่วโมงไม่ได้...
เจียงหลินสำรวจภายในร่างกาย พบว่าเมล็ดพันธุ์แห่งปราณธรรมของตัวเองหรี่แสงลงจนแทบดับมิด แสดงว่าใช้พลังไปเยอะมาก
"ท่านนักพรต... เทพเจ้าชัด ๆ!"
จางหู่ได้สติจากความตกตะลึง รีบก้มลงกราบเจียงหลินด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสุดหัวใจ
ท่านนักพรตผู้นี้ถึงจะดูเด็ก แต่มีของจริง!
วิชาเมื่อกี้นี้มันช่าง...
สะเทือนเลื่อนลั่น!
ขนาดเขาอยู่ในกองทัพ ยังไม่เคยเห็นจอมขมังเวทคนไหนเรียกสายฟ้ามาใช้งานได้แบบนี้มาก่อน
เจียงหลินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หันไปมองฮูหยินถูที่สลบเหมือดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ท่านนักพรตวางใจ หญิงแพศยาผู้นี้วางยาฆ่าผัว หวังฮุบสมบัติ ข้าน้อยจะไปแจ้งความ เรื่องนี้กฎหมายบ้านเมืองจัดการได้"
จางหู่รีบเสนอตัว
แต่พอพูดจบ เขาก็สังเกตเห็นว่าท่านนักพรตดูจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่
"กฎหมายบ้านเมืองจะตัดสินยังไง ก็เป็นเรื่องของทางการ"
เจียงหลินยื่นมือไปตรงหน้าจางหู่ แล้วพูดสั้น ๆ ว่า "ค่าจ้าง"
"ห๊ะ?"
จางหู่งงเต็ก
"อาตมาก็ถือว่าช่วยชีวิตศิษย์พี่โยมไว้ ฮูหยินถูคงไม่ตื่นขึ้นมาจ่ายเงินเร็ว ๆ นี้แน่ อาตมาต้องรีบกลับวัด"
เจียงหลินพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ค่าแรงของอาตมา ใครจะเป็นคนจ่าย?"
"อ้อ ๆ! ใช่ครับ ใช่ ๆ!"
จางหู่รีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงเงินออกมา เทเศษเงินก้อนเล็ก ๆ กับเหรียญอีแปะจำนวนหนึ่งออกมา
แต่เจียงหลินกลับยกมือห้าม "ไม่ใช่เงินโยม ต้องเป็นเงินตระกูลถู"
"มันต่างกันตรงไหนหรือขอรับ?"
จางหู่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหุบปากฉับ รีบเดินเข้าไปในห้อง สักพักก็กลับออกมาพร้อมกับเงินก้อนตำลึงเงินขนาดสิบตำลึง
"ท่านนักพรตโปรดอภัย บ้านตระกูลถูเงินทองร่อยหรอ รอข้าน้อยแจ้งความ ทวงคืนทรัพย์สินกลับมาได้ และศิษย์พี่ฟื้นเมื่อไหร่ จะต้องไปทำบุญที่อารามท่านแน่นอน"
พูดไปเขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ยอดคนผู้ทรงศีลส่วนใหญ่มักจะไม่พูดเรื่องเงินทอง เพราะกลัวเสียภาพพจน์ แต่ท่านนักพรตท่านนี้กลับพูดตรงไปตรงมา แยกแยะชัดเจน
กลับทำให้รู้สึกว่าท่านดูเป็นคนธรรมดาที่จับต้องได้ขึ้นมาหน่อย
"ขอบใจมาก"
เจียงหลินพยักหน้า รับเงินมาเก็บไว้ แล้วกล่าวว่า "เรื่องทางนี้จบแล้ว อาตมาขอลา"
"ข้าน้อยไปส่ง"
"ไม่ต้อง จัดการธุระทางนี้เถอะ"
เจียงหลินส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนไปเขากำชับว่า "เจ้าพังพอนนั่นไม่ใช่ปีศาจเร่ร่อน แต่เป็นพวกมีครอบครัวมีตระกูล ถ้ามีพังพอนตัวอื่นมาตามล้างแค้น โยมมีไอสังหารทหารคุ้มตัว พวกมันไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก"
"แต่อย่าไปปะทะกับมัน เจอหน้าก็หนี แล้วมาหาอาตมาที่อารามดาราม่วง"
"อ้อ... ถ้าเป็นไปได้ หาเส้นสายฝากพรานถูไปนอนเล่นในคุกสักสิบวันครึ่งเดือน ในคุกมีไออำนาจของทางการคุ้มครอง น่าจะปลอดภัย"
"ขอรับ! ข้าน้อยจะจำใส่ใจ!"
จางหู่รับคำอย่างหนักแน่น แล้วยืนส่งเจียงหลินจนลับสายตา
...
หลังจากออกจากบ้านตระกูลถู เจียงหลินเดาะก้อนเงินสิบตำลึงในมือเล่น ยิ้มกว้างอย่างพอใจ
นี่เป็นค่าจ้างก้อนโตที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับตั้งแต่ "เข้าวงการ" มา
เจียงหลินรู้ตัวว่าไอ้การทวงตังค์เมื่อกี้มันอาจจะดูหลุดคาแรคเตอร์เจ้าอาวาสผู้ทรงศีลไปหน่อย แต่ช่วยไม่ได้ อารามเขามันจนกรอบจริง ๆ นี่นา
ขนาดธูปจะไหว้องค์เหนือหัวยังไม่มีเลย
"ไปซื้อเครื่องเซ่นไหว้ให้องค์เหนือหัวก่อนดีกว่า"
เจียงหลินสัมผัสความหนักอึ้งในแขนเสื้อ มุมปากยกยิ้ม เดินตรงดิ่งไปยังร้านขายธูปเทียนเครื่องกระดาษ
"ท่านนักพรต ต้องการอะไรเชิญเลือกดูได้เลยขอรับ"
เถ้าแก่ร้านเห็นเจียงหลินเดินเข้ามา ก็รีบออกมาต้อนรับขับสู้
เจียงหลินยิ้มร่า "เอาชาดกับกระดาษเหลืองอย่างละหน่อย ธูปหอมอย่างดีหนึ่งมัด ผลไม้ตามฤดูกาล แล้วก็ชุดเครื่องเซ่นไหว้ชุดเล็ก"
ชุดเครื่องเซ่นไหว้ชุดเล็ก หรือ "ซานเสี่ยวเซิง" ประกอบด้วย หมู ปลา ไก่
ถ้าเป็นชุดใหญ่ "ซานต้าเซิง" จะเป็น หมู วัว แพะ
ล้วนเป็นของไหว้เจ้า
แต่ด้วยงบประมาณอันจำกัดของเจียงหลิน ซื้อของจุกจิกไปแล้ว จะให้ซื้อชุดใหญ่หัววัวหัวแพะ คงกระเป๋าฉีก
อีกอย่าง ยุคสมัยนี้จะหาหัววัวสักหัวไม่ใช่เรื่องง่าย ร้านเล็ก ๆ แบบนี้จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้
"ได้เลยครับผม!"
เถ้าแก่รีบไปจัดของอย่างกระตือรือร้น
ร้านนี้ทำมาหากินกับพระกับเจ้าอยู่แล้ว ของพวกนี้มีพร้อมสรรพ
ไม่นาน ข้าวของพะรุงพะรังก็มากองอยู่ตรงหน้าเจียงหลิน
"ท่านนักพรต ทั้งหมดนี้ลดเศษให้แล้ว คิดแค่ห้าตำลึงครับ!"
ห้าตำลึง ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงต้องรีดเลือดเจียงหลินจนหมดตัวก็ยังจ่ายไม่ไหว แต่ตอนนี้...
ปัง!
เงินก้อนสิบตำลึงถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะ
ท่านนักพรตผู้มั่งคั่งเลิกคิ้วกวน ๆ "ทอนเงินด้วย"
ไม่นาน เจียงหลินก็หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง พร้อมกับเงินทอนที่เหลือครึ่งหนึ่ง เดินออกจากตำบลไท่ผิง
เดินกลับเขาหลงจิ่ง ถ้าเป็นเจียงหลินคนเดิม คงหอบแฮก ๆ ลิ้นห้อยไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
การบำเพ็ญเพียร แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็ช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกายให้เหนือกว่าคนทั่วไปได้จริง ๆ
พอมาถึงตีนเขา ตะวันก็จวนเจียนจะตกดิน
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นขวางทางเจียงหลิน
ตัวพังพอนยืนสองขา สูงตั้งเจ็ดฟุต ขนเป็นมันขลับ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแบบมนุษย์ ยิ่งดูยิ่งขนลุกขนพอง
ดวงตาสีเหลืองอ๋อยจ้องเขม็งมาที่เจียงหลิน
"ท่านนักพรต รอนานเลยนะเนี่ย"
[จบแล้ว]