- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 44 - ความลับดำมืดของตระกูลจ่างซุน
บทที่ 44 - ความลับดำมืดของตระกูลจ่างซุน
บทที่ 44 - ความลับดำมืดของตระกูลจ่างซุน
บทที่ 44 - ความลับดำมืดของตระกูลจ่างซุน
เดินตามหลังอิ้นกงไปในสวนของจวนอัครมหาเสนาบดี เซี่ยอานยอมรับเลยว่าตื่นเต้นจนฉี่แทบราด ก็คนตรงหน้าคืออัครมหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักเชียวนะ
"เป็นไงบ้าง?" จู่ๆ อิ้นกงที่เดินนำหน้าก็ถามขึ้นยิ้มๆ
"หือ?" เซี่ยอานชะงัก คิดนิดนึงแล้วตอบอย่างระวังตัว "นักเรียนมองข้ามอะไรไปหรือเปล่าขอรับ?"
"โฮ่ๆ ไม่ใช่ๆ ข้าพูดไม่เคลียร์เอง ข้าถามว่า สวนนี้เป็นยังไงบ้าง?"
เซี่ยอานร้องอ๋อ ถอนหายใจโล่งอก กวาดตามองรอบๆ
สวนชั้นในของจวนอัครมหาเสนาบดี จริงๆ แล้วไม่ได้ใหญ่โต และไม่ได้หรูหราอลังการ แต่ดูเรียบง่ายเก่าแก่ เหมือนกับรถม้าคันนั้นที่จ่างซุนเซียงอวี่ยืมปู่มานั่งวันก่อน ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ราวกับได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
แม้จวนอ๋องของหลี่โซ่วจะใหญ่กว่า และบางจุดก็หรูหรากว่าจวนนี้มาก แต่กลับไม่มีความรู้สึกกลมกลืนกับธรรมชาติแบบนี้ พอลองนึกดูดีๆ ความรู้สึกนี้เซี่ยอานเคยสัมผัสได้ที่จวนตงกั๋วกงเหมือนกัน เสียดายที่เหลียงชิวอู่ดันเอาชั้นวางอาวุธมาตั้งเรียงรายกลางลานบ้าน ทำลายบรรยากาศอันสงบสุขไปจนหมด
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยอานตัดสินใจพูดความรู้สึกจริงๆ
"ไม่ใหญ่ แต่ประณีต ให้ความรู้สึกสบายใจมากครับ..."
"โฮ่ๆๆ" อิ้นกงหัวเราะ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ มองต้นไม้เตี้ยๆ ในสวนแล้วพูดว่า "เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์... ไม่สิ ต้องบอกว่า เจ้าฉลาดมาก!"
เซี่ยอานชะงัก เพิ่งรู้ตัวว่าชายชราหมายถึงการที่เขาไม่พยายามประจบสอพลอ
"ท่านอัครมหาเสนาบดีชมเกินไปแล้ว นักเรียนมิกล้ารับ..."
"..." อิ้นกงหันมามองเซี่ยอาน ส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มพูดว่า "เจ้าเป็นนักเรียนที่เข้าสอบก็จริง แต่ต่อหน้าข้า เจ้าไม่ควรเรียกตัวเองว่านักเรียน..."
กำลังเหน็บแนมเขาอยู่เหรอ? เซี่ยอานขมวดคิ้ว แต่ตอนนั้นเอง อิ้นกงก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนคุมสอบครั้งนี้คือเจ้ากรมหร่วนเส้าโจว ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของข้า เจ้าไปสอบในสนามที่เขาคุม เขาก็นับเป็นครูของเจ้าครึ่งคน ต่อหน้าเขา เจ้าเรียกตัวเองว่านักเรียนได้ แต่ต่อหน้าข้า ไม่ได้ มันผิดลำดับอาวุโส! ...ลำดับรุ่นห้ามมั่วซั่ว!"
ฟังน้ำเสียงเรียบเฉยของอิ้นกง เซี่ยอานหน้าแดงระเรื่อ แอบด่าตัวเองในใจที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป
"ขอบคุณท่านอัครมหาเสนาบดีที่ชี้แนะ ผู้น้อยรับทราบแล้ว..."
"สอนได้จำได้!" อิ้นกงยิ้ม พยักหน้า แล้วมองทิวทัศน์ในสวน ถอนหายใจยาว "เซี่ยอาน เจ้ามีชื่อรองหรือยัง?"
"เอ่อ ยังไม่มีขอรับ..."
"อ้อ ถ้าอย่างนั้น คนแก่อย่างข้าขอถือวิสาสะ เรียกเจ้าว่าเสี่ยวอาน ได้ไหม?"
เซี่ยอานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบประสานมือ "ท่านอัครมหาเสนาบดีให้เกียรติเกินไปแล้ว..."
"โฮ่ๆ เสี่ยวอาน เจ้าเกร็งเกินไปแล้ว... ตอนนี้ข้าไม่ใช่เสนาบดี เป็นแค่ปู่ของยัยหนูนั่น เข้าใจไหม?"
"ผู้น้อยเข้าใจแล้ว ท่านผู้เฒ่ามีอะไรจะพูดก็เชิญพูดมาตรงๆ ผู้น้อยน้อมรับฟัง!" เซี่ยอานลองหยั่งเชิง
อิ้นกงมองเซี่ยอาน ยิ้มพยักหน้า "อืม ไม่โง่!" แล้วเขาก็ชะงัก ถอนหายใจเบาๆ "ข้ารู้มาหลายปีแล้วว่า สักวันหนึ่ง ยัยหนูนั่นจะทิ้งตระกูลจ่างซุนไป นางทนมาได้ถึงวันนี้ ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว..."
"ท่านผู้เฒ่าโปรดระงับโทสะ ผู้น้อยจะเกลี้ยกล่อมนางเอง..."
"ระงับโทสะ? ข้าไม่ได้โกรธ จะให้ระงับอะไร?"
"เอ๊ะ?" เซี่ยอานเงยหน้ามองอิ้นกง เห็นสีหน้าท่านสงบนิ่ง ไม่มีแววโกรธเคืองแม้แต่น้อย ก็เริ่มงง
"เจ้าคงแปลกใจสินะ? ยัยหนูยังไม่ออกเรือน เป็นสาวเป็นนาง ไปนอนค้างอ้างแรมกับเจ้าในห้องเดียวกันตั้งหลายวัน แต่ข้ากลับไม่ซักไซ้..."
"เรื่องนี้..." เซี่ยอานรู้สึกเหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาที่หน้าผาก
"ไม่ใช่ข้าไม่อยากยุ่งนะ แต่ข้าไม่มีสิทธิ์..." พูดถึงตรงนี้ อิ้นกงถอนหายใจยาว ส่ายหน้า "เมื่อกี้เจ้าก็เห็น ข้ายังไม่ทันพูดอะไร ยัยหนูก็ขู่จะไปท่าเดียว... นางเตรียมทางหนีทีไล่ไว้หมดแล้ว ไม่สนหรอกว่าข้าจะไล่นางออกจากตระกูลเพราะเรื่องนี้หรือไม่ คิดดูสิ นางคงมีความคิดนี้มานานแล้ว เพียงแต่ยังหาที่ไปไม่ได้ เลยจำใจต้องซุกหัวอยู่ที่ตระกูลจ่างซุนไปก่อน..."
"ทำไม... ถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ?"
"ข้าจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง..."
"เอ่อ ครับ..."
"ประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีก่อน ลูกชายข้ายังไม่ได้เป็นรองเจ้ากรมกลาโหม ก็ทำตัวเหมือนพวกคุณชายเสเพลในเมืองหลวง มัวเมาในสุรานารี วันหนึ่ง ลูกชายข้าไปกินเหล้ากับเพื่อนขุนนางที่หอนางโลมหลวง เกิดถูกตาต้องใจหญิงคนหนึ่ง แซ่หวัง จึงรับนางเข้าจวนมาเป็นอนุภรรยา... หนึ่งปีต่อมา แม่นางหวังตั้งท้อง ตอนนั้นลูกชายข้ายังไม่มีทายาท ทั้งข้าและลูกชายต่างดีใจมาก วันคลอด ลูกชายข้าจัดงานเลี้ยงใหญ่โต เชิญแขกเหรื่อมากมาย ข้าถึงกับตั้งชื่อรอไว้ล่วงหน้า แต่น่าเสียดาย แม่นางหวังคลอดลูกสาว..."
"..." เซี่ยอานมองอิ้นกงอย่างครุ่นคิด
"ตอนแรกลูกชายข้ากับแม่นางหวังก็รักกันดี แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเหินห่างนาง ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น รู้จักคนมากขึ้น เขาก็เริ่มรังเกียจชาติกำเนิดของแม่นางหวัง พอแต่งเมียแต่งอนุเข้าบ้านมาอีกหลายคน ก็ย้ายแม่นางหวังไปอยู่เรือนหลัง ไม่เคยไปดูดำดูดี..."
"..."
"ตอนนั้นในบรรดาเมียๆ ของลูกชายข้า มีอนุใหม่สองคน คนหนึ่งแซ่จาง คนหนึ่งแซ่เหอ สองนางนี้มาจากตระกูลพ่อค้า พอมีการศึกษากับเขาบ้าง แต่ก็หนีไม่พ้นนิสัยชอบแบ่งชนชั้น เอาอกเอาใจเมียหลวง แต่กลับรังแกแม่นางหวังสารพัด ยึดห้องพักแม่นางหวัง ไล่นางกับลูกสาวออกจากเรือนหลัง ให้ไปอาศัยอยู่เรือนหน้า..."
"ทำเกินไปแล้ว..." เซี่ยอานอดขมวดคิ้วบ่นอุบไม่ได้
"ประจบเบื้องบน ข่มเหงเบื้องล่าง เป็นเรื่องปกติ!" อิ้นกงหลับตาถอนหายใจ
"ท่านผู้เฒ่าไม่จัดการบ้างเหรอครับ?" เซี่ยอานถามอย่างระมัดระวัง
อิ้นกงยิ้มขมขื่น ส่ายหน้า "ยังไงซะก็เป็นเรื่องในบ้านลูกชาย ข้าจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ยังไง? อีกอย่าง อนุสองคนนั้นกำลังตั้งท้อง ข้ามันคนโลภ อยากเห็นลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เลยแค่ดุไปนิดหน่อย ไม่นึกว่า... เฮ้อ!"
มองความรู้สึกผิดบนใบหน้าอิ้นกง เซี่ยอานไม่รู้จะพูดอะไร
"จนกระทั่งเด็กคนนั้นอายุเก้าขวบ จู่ๆ วันหนึ่ง อนุแซ่จางก็เกิดบ้าคลั่ง บุกเข้าไปในห้องอนุแซ่เหอ ทุบตีทำร้ายกันนัวเนีย สองนางผมเผ้ายุ่งเหยิง กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลิ้งไปกับพื้น เป็นเหตุให้ลูกในท้องของทั้งคู่แท้ง..."
พูดถึงตรงนี้ อิ้นกงอดถอนหายใจไม่ได้ เสียดายหลานที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก
"นี่... เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?" เซี่ยอานตกใจ
อิ้นกงขมวดคิ้ว พูดเสียงเครียด "ตอนนั้นจวนข้าวุ่นวายไปหมด ลูกชายข้ารีบกลับมาจากกรม ข้าที่กำลังทำงานอยู่ที่สำนักราชเลขาฯ ก็ต้องวางมือกลับมาบ้าน หลังสอบสวน อนุแซ่จางยืนยันว่าอนุแซ่เหอวางยาขับเลือดในอาหารนาง ส่วนอนุแซ่เหอก็ปฏิเสธเสียงแข็ง บอกว่าอนุแซ่จางแท้งลูกเองเพราะกลัวลูกชายข้าไม่รัก เลยแต่งเรื่องใส่ร้าย และฉวยโอกาสทำร้ายลูกในท้องนาง เถียงกันไม่จบไม่สิ้น สุดท้าย อนุสองคนที่ลูกชายข้าโปรดปรานหนักหนา ก็ถูกไล่ออกจากจวน..."
"อยู่ดีๆ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้?"
"แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เกิด" อิ้นกงถอนหายใจยาว "ตอนแรกข้าก็นึกว่าสองนางนั้นแย่งความโปรดปรานกันเองจนใส่ร้ายป้ายสี แต่คิดไปคิดมา มันมีอะไรทะแม่งๆ... จนกระทั่งตอนที่ลูกชายข้าไล่สองคนนั้นออกจากบ้าน ข้าเห็นเด็กเก้าขวบคนหนึ่ง ยืนยิ้มอย่างสะใจอยู่กลางฝูงชน..."
"อย่า... อย่าบอกนะว่า?" เซี่ยอานตาโต อ้าปากค้าง
อิ้นกงปรายตามองเซี่ยอาน พูดเสียงเครียด "ข้ายิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล เลยเรียกนางไปคุยในที่ลับตาคน แกล้งถามว่านางเป็นคนทำใช่ไหม..."
"นาง... นางว่ายังไง?"
"เด็กคนนั้นยอมรับหน้าตาเฉย ไม่คิดจะแก้ตัวสักคำ ข้าถามว่าทำยังไง นางไม่ยอมบอก ให้ข้าไปเดาเอาเอง... ข้าเลยไปเรียกสาวใช้ที่ดูแลอนุสองคนนั้นมาซักไซ้ คิดทบทวนไปมา ถึงได้รู้ว่า เด็กคนนั้นวางแผนตีสนิทอนุสองคนนั้นมานาน รอโอกาสแก้แค้น... จนวันหนึ่ง อนุแซ่จางท้องเสีย เด็กคนนั้นก็ไปหาที่ห้อง ทำทีไปขอขนมกินเหมือนปกติ แล้วพูดลอยๆ ประโยคหนึ่งว่า [น้าเหอเป็นห่วงน้าจางมากเลยนะ ทั้งที่ตัวเองก็ท้องน้องให้ข้าเหมือนกัน แต่ช่วงนี้เห็นเดินเข้าออกโรงครัวบ่อยๆ ไปดูไฟต้มยาบำรุงครรภ์ให้น้าจางด้วยตัวเองเลย...]
"..."
"ตอนนั้นลูกชายข้ามีเมียสองคน เมียหลวงกับเมียรอง สองอนุนั้นพยายามแย่งชิงตำแหน่งเมียรองกันแทบตาย แต่กลับถูกเด็กเก้าขวบปั่นหัวเล่น... แค่เด็กเก้าขวบ อดทนรอมาหลายเดือน แสร้งทำดีกับศัตรู แล้วใช้คำพูดแค่ประโยคเดียว เสี้ยมให้สองคนนั้นระแวงกันเอง แผนการล้ำลึก เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว อ่านใจคนทะลุปรุโปร่งขนาดนี้..." อิ้นกงสูดหายใจลึก ลดเสียงต่ำ "ตอนนั้นข้าก็ตระหนักได้ทันทีว่า ตระกูลจ่างซุนของเรา ให้กำเนิดปีศาจอัจฉริยะขึ้นมาแล้ว!"
เซี่ยอานฟังจนอึ้ง ผ่านไปพักใหญ่ถึงพึมพำว่า "นึกไม่ถึงจริงๆ..."
"เด็กเก้าขวบที่ปั่นหัวคนเล่นได้คือใคร เจ้าคงเดาได้ แต่ที่ข้าจะพูด ไม่ใช่เรื่องนี้..."
เซี่ยอานงง
"ตอนนั้นข้าตกใจกับความสามารถของนังหนูเซียงอวี่จนลืมกำชับสาวใช้สองคนนั้น สุดท้ายความก็แตกถึงหูลูกชายข้า มันโกรธจัด สั่งให้บ่าวไพร่จับแม่นางหวังกับเซียงอวี่มัดที่ศาลบรรพชน ลงโทษตามกฎบ้าน แม่นางหวังร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว นังหนูเซียงอวี่ก็แค่เด็กเก้าขวบ สองแม่ลูกจะทนไม้ทนมือไหวได้ยังไง พอข้ารู้ข่าวรีบวิ่งไปดู สองแม่ลูกโดนไม้ฟาดจนสลบไปหลายรอบ... พอฟื้นขึ้นมา เด็กคนนั้นร้องไห้กอดแม่ที่ตัวเต็มไปด้วยรอยไม้เรียว แล้วประกาศต่อหน้าทุกคน ประโยคหนึ่ง..."
"ประโยคหนึ่ง?"
"ถ้านางไม่ตาย ชาตินี้ จะต้องล้างผลาญตระกูลจ่างซุนให้พินาศ..."
พูดถึงตรงนี้ อิ้นกงสูดหายใจลึก สีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงจริงจัง "ข้าเข้าเมืองหลวงตอนอายุยี่สิบสาม รับใช้ฮ่องเต้มาตั้งแต่ยังเป็นองค์ชาย ตอนเด็กนั่นเก้าขวบ ข้าเป็นอัครมหาเสนาบดีมาสิบกว่าปี คนแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเจอ? แต่พอข้าเห็นแววตาอำมหิตของเด็กคนนั้นตอนพูด ข้าถึงกับตัวสั่นเหมือนแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ แวบหนึ่งมีเสียงกระซิบในใจข้าว่า... [เด็กคนนี้ เก็บไว้ไม่ได้!]"
"..." เซี่ยอานหน้าซีดเผือด ถามตะกุกตะกัก "ท่าน... ท่านผู้เฒ่าคงไม่ได้คิดจะฆ่านางหรอกนะครับ?"
"อ่า ข้าเคยคิด" อิ้นกงพยักหน้ายอมรับตรงๆ ถอนหายใจ "นังหนูเซียงอวี่อาจจะลืมไปแล้ว แต่ข้าไม่ลืม ข้าไม่กล้าลืม หลายสิบปีมานี้ ข้าเจอคนมาเยอะแยะ แต่ไม่เคยมีใครทำให้ข้าหวาดผวาได้ขนาดนั้น... หลังจากนั้น ข้าก็รับสองแม่ลูกมาอยู่ที่จวนข้า ให้คนดูแลอย่างดี กลัวลูกชายไม่ได้เรื่องของข้าจะทำอะไรบ้าๆ ลงไปอีกจนแก้ไขไม่ได้... แม่นางหวังเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี นอกจากจะไม่โกรธแค้นที่ลูกชายข้าทำร้ายนาง พอรู้นิสัยลูกสาวตัวเอง นางก็คอยสั่งสอนขัดเกลาทุกวัน ถ้าไม่ใช่เพราะนางคอยอบรม ข้าคงไม่กล้าเก็บเด็กคนนี้ไว้... แม้ชาติกำเนิดจะไม่ดี แต่แม่นางหวังเป็นสะใภ้ที่ดีของตระกูลจ่างซุนอย่างแท้จริง เสียดายที่ข้าไม่ใช่พ่อสามีที่ดี และลูกชายข้าก็ไม่ใช่สามีที่ดี..."
เซี่ยอานอ้าปากค้าง ยิ้มขื่น "มิน่าล่ะ ทุกครั้งที่พูดถึงที่บ้าน นางจะเปลี่ยนเป็นคนละคน..."
"ช่วงหลังๆ นี้ถือว่าดีขึ้นเยอะ" อิ้นกงยิ้มเศร้า "ช่วงแรกๆ นั่น... ไม่อยากจะนึกถึง อาศัยแม่นางหวังคอยสอนสั่ง บวกกับอุบายเล็กๆ น้อยๆ ของข้า ถึงค่อยๆ ดัดนิสัยเด็กคนนั้นให้เปลี่ยนไป..."
"อุบายเล็กๆ น้อยๆ?"
อิ้นกงกระพริบตา ยิ้มเจ้าเล่ห์ "คนที่เคยชินกับความหรูหรา ย่อมสูญเสียความแหลมคม! ...ไม่ว่าเด็กคนนั้นอยากได้อะไร ข้าประเคนให้หมด พอเคยชินกับชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ความแหลมคมในตอนแรกก็จะค่อยๆ ทื่อลง..."
อ๋อ! นิสัยใช้เงินมือเติบของยัยบ้านั่น ที่แท้ท่านเป็นคนสปอยล์เองเรอะ! แถมยังจงใจสปอยล์ซะด้วย...
ขิงแก่เผ็ดจริงๆ! เซี่ยอานเข้าใจแจ่มแจ้ง อิ้นกงตามใจจ่างซุนเซียงอวี่จนเสียนิสัย ก็เพื่อค่อยๆ ขัดเกลาความแหลมคมของนาง ให้นางเสพติดความหรูหรา จะได้พอใจกับสิ่งที่มี
เอี๊ยมตัวละหลายร้อยตำลึง มงกุฎหยกเป็นพันตำลึง ไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้าหรูหราพวกนั้น มีแต่ตระกูลจ่างซุนที่มั่งคั่งเท่านั้นแหละถึงจะเลี้ยงคุณหนูแบบนี้ไหว...
สมแล้วที่เป็นอัครมหาเสนาบดีมาสามสิบปี! เซี่ยอานนับถือในใจ
แต่คิดอีกมุมหนึ่ง ชายชราคนนี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน ถ้าไม่จำเป็น ใครจะอยากใช้วิธีนี้ผูกมัดคนในครอบครัวไว้ล่ะ?
จู่ๆ อิ้นกงก็ถามขึ้น "เสี่ยวอาน ในสายตาเจ้า คนแบบไหนที่เรียกว่าน่ากลัว?"
เซี่ยอานชะงัก คิดนิดหนึ่งแล้วตอบ "คนที่ไม่อยู่ในกฎระเบียบ..."
"ฉลาด!" อิ้นกงลูบเคราชม แล้วถามต่อ "แล้วเจ้ารู้ไหมว่า ประโยชน์ของดาบและฝักดาบคืออะไร?"
เซี่ยอานขมวดคิ้ว "ท่านผู้เฒ่าหมายความว่า อยากให้ผมเป็นฝักดาบของดาบที่ชื่อ [จ่างซุนเซียงอวี่] งั้นเหรอ?"
อิ้นกงมองเซี่ยอานด้วยความทึ่ง พยักหน้าชมเปาะ "สมกับเป็นคนที่หลานข้าเลือก หัวไวจริงๆ!" เขาหยุดนิดหนึ่ง แล้วถอนหายใจ "แม่นางหวัง สะใภ้ข้า เสียไปเมื่อสามปีก่อน... ข้ากังวลมาตลอดว่าเด็กคนนั้นจะไม่มีคนคอยคุม เสียดายที่ลำพังความผูกพันอันน้อยนิดระหว่างข้ากับนาง คำสั่งสอนของข้า มันไม่มีผล... เมื่อกี้ ข้าเห็นเจ้าดุนางฉอดๆ แต่นางกลับไม่โกรธ... บอกข้าได้ไหม เจ้าทำได้ยังไง?"
มองสายตาจริงใจของอิ้นกง เซี่ยอานเกาหัว แล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับจ่างซุนเซียงอวี่ให้อิ้นกงฟังทีละเรื่อง รวมถึงเรื่องที่เขาสอนสามัญสำนึกให้นางด้วย อิ้นกงฟังไปก็พยักหน้าไป ยิ้มไป
"ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง..." อิ้นกงยิ้มลูบเครา ถอนหายใจยาว "งูแพ้เชือกกล้วยจริงๆ สามปีมานี้ ข้ารอมาตลอด รอว่าจะมีใครสักคนมาปราบพยศเด็กคนนี้ได้ไหม ถ้าไม่มี วันที่ข้าตาย ข้าคงต้องฆ่านาง! ไม่อย่างนั้น นอกจากตระกูลจ่างซุนจะพบหายนะแล้ว ต้าโจวของเราก็คงไม่รอด! ...ข้าเป็นเสนาบดีมาสามสิบกว่าปี ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะรับมือนางได้ แล้วคนอื่นจะเหลือเหรอ?"
"เอ่อ..." เซี่ยอานอ้าปากค้าง เขารู้ว่าชายชราตรงหน้าไม่ได้ล้อเล่น
"คนที่ไม่อยู่ในขนบธรรมเนียม ไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์และความสัมพันธ์ วันหน้าย่อมนำหายนะมาสู่โลกและบ้านเมือง! ทั้งเรื่องส่วนรวมและส่วนตัว ข้าปล่อยไว้ไม่ได้! ...ฝากด้วยนะ เซี่ยอาน ช่วยใส่ตรวนให้เด็กคนนั้นที! ...ตระกูลจ่างซุนติดค้างสองแม่ลูกไว้เยอะ ข้า... ทำใจฆ่านางไม่ลงจริงๆ..."
มองแววตาที่มีน้ำใสๆ เอ่อคลอของอิ้นกง เซี่ยอานพยักหน้าเงียบๆ
[จบแล้ว]