เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 - จุดเปลี่ยน?

บทที่ 25 - จุดเปลี่ยน?

บทที่ 25 - จุดเปลี่ยน?


บทที่ 25 - จุดเปลี่ยน?

[ก็ได้นะ ถ้าท่าน... ปราบพยศข้าได้!]

นางหมายความว่ายังไงกันแน่? ท้าทายเหรอ? หรือว่า...

เซี่ยอานหันกลับไปมองผู้หญิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผู้หญิงที่ทำหน้าเบื่อโลกเต็มทน

พูดตามตรง เขาอยากจะไล่แม่คุณคนนี้กลับไปใจจะขาด แต่ผลที่ตามมามันน่ากลัวเกินไป

ช่างเถอะๆ ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ ลำบากแค่นี้ไม่ตายหรอก ปล่อยให้นางอยู่ไปเถอะ พอนางรู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วน่าเบื่อกว่าอยู่คนเดียว นางก็คงไปเอง ระหว่างนี้ก็ทนๆ เอาหน่อย ทนไม่ไหวก็... กัดฟันทนต่อไป!

เซี่ยอานปลอบใจตัวเองในใจ

"นี่ เซี่ยอาน เมื่อไหร่จะมาสักที? เจ้าบอกว่าหลี่โซ่วจะกลับมาเร็วๆ นี้ไม่ใช่เหรอ? นี่มันผ่านไปชั่วยามหนึ่งแล้วนะ..." หญิงสาวบนเก้าอี้เท้าคางมองเซี่ยอานอย่างไม่สบอารมณ์ สีหน้าบอกชัดว่ารำคาญสุดๆ

"ขอร้องเถอะ! เพิ่งเข้ามาแค่เค่อเดียว (15 นาที) จะเอาที่ไหนมาชั่วยามหนึ่ง (2 ชั่วโมง)?" เซี่ยอานกลอกตามองบน ก่อนจะกางกระดาษบนโต๊ะหนังสือ หยิบพู่กันขึ้นมา พูดเสียงเรียบ "ใจเย็นๆ หน่อย บ่าวในจวนก็บอกแล้วว่าองค์ชายเก้าออกไปทำธุระ เดี๋ยวก็คงมา..."

พูดจบ เขาก็ลงมือเขียนคำว่า 'อดทน' ตัวเบ้อเริ่มลงบนกระดาษ เพื่อเตือนสติตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้

"ไม่สน! ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เบื่อจะตายชัก!" หญิงสาวลุกขึ้นกระแทกเท้าปึงปังด้วยความโมโห

"เมื่อกี้ใครพูดเองว่า [วันนี้ไปไหนก็ได้]..."

"ใครจะไปรู้ว่าที่ที่เจ้าเลือกจะน่าเบื่อขนาดนี้!" นางบ่นอุบ

"อ้อ งั้นต้องขอโทษด้วยนะ..." เซี่ยอานตอบส่งๆ

หญิงสาวจ้องเซี่ยอานตาเขียว แล้วก็สังเกตเห็นว่าเขากำลังเขียนอะไรยุกยิก ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินเข้าไปที่โต๊ะหนังสือ เอียงคอมองตัวอักษรที่เซี่ยอานเขียน แล้วทำหน้าแปลกๆ พึมพำว่า "คนเรานี่ดูแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ..."

ได้ยินน้ำเสียงประหลาดใจของนาง เซี่ยอานชะงัก ถามอย่างไม่อยากเชื่อ "นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะชมคนอื่นเป็นด้วย..."

"ชมเจ้า?" จ่างซุนเซียงอวี่เงยหน้ามองเซี่ยอานเหมือนมองคนปัญญาอ่อน พูดประชด "เจ้าใช้อวัยวะส่วนไหนฟังถึงคิดว่าข้าชมเจ้า?"

"ไม่ใช่เหรอ?" เซี่ยอานถามหน้าเหวอ

"..." มองหน้าเอ๋อๆ ของเซี่ยอาน จ่างซุนเซียงอวี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เอาพัดจีบชี้ไปที่ตัวหนังสือบนกระดาษ บ่นว่า "ลายมือแบบนี้ เด็กสามขวบยังเขียนสวยกว่าเจ้าเลย ดูสิ ยึกยือเหมือนหนอนชาเขียว... ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงรีบกินกระดาษแผ่นนี้เข้าไปทำลายหลักฐานแล้ว!"

"เจ้า!" เซี่ยอานหน้าแดงก่ำ ถึงจะรู้ตัวว่าลายมือห่วยแตก แต่โดนวิจารณ์ซะยับเยินขนาดนี้มันก็ของขึ้นเหมือนกัน เขาถลึงตาใส่นาง ตะคอกกลับ "เก่งนักก็เขียนให้ดูสิ!"

"ฮึ!" เห็นเซี่ยอานโกรธจนหน้ามืด จ่างซุนเซียงอวี่เชิดหน้า เดินเข้าไปใกล้ แย่งพู่กันจากมือเขา พูดเสียงเรียบ "กางกระดาษ!"

เซี่ยอานกัดฟันกรอด ปูกระดาษแผ่นใหม่ลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น

"เขียนคำว่าอะไร?" จ่างซุนเซียงอวี่ถาม

เซี่ยอานคิดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ พูดเหน็บแนม "เขียนคำว่า [บุญข้าวแดงแกงร้อนต้องทดแทน ความแค้นแม้มองค้อนต้องชำระ!] ถ้าเจ้าเขียนสวย ข้าจะให้คนเอาไปใส่กรอบแขวนไว้ในห้องเลย!"

คนฉลาดอย่างจ่างซุนเซียงอวี่มีหรือจะฟังไม่ออกว่าเซี่ยอานจงใจเหน็บแนม นางส่ายหน้าขำๆ เยาะเย้ย "ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าจะใจแคบขนาดนี้... เป็นลูกผู้ชายอกสามศอก มาถือสาหาความกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างข้า ไม่อายบ้างหรือไง!" พูดจบก็หัวเราะคิกคัก

เสียงหัวเราะใสๆ ของนาง บาดหูเซี่ยอานจนหน้าแดงเถือก

"อย่าพูดมาก! สรุปจะเขียนไม่เขียน!"

"ดูทำท่าเข้าสิ..." ปรายตามองเซี่ยอานที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงอย่างดูแคลน จ่างซุนเซียงอวี่เลิกยั่วโมโห จับพู่กันจ้องมองกระดาษ นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว

เซี่ยอานตะลึง เขารู้สึกว่าจ่างซุนเซียงอวี่ในตอนนี้มีกลิ่นอายของปัญญาชนผู้ทรงภูมิ แตกต่างจากยัยตัวร้ายนิสัยเสียในความทรงจำราวฟ้ากับเหว ท่าทางและราศีของนางตอนนี้ ทำให้เขานึกถึงเหลียงชิวอู่ตอนฝึกยุทธ์ตอนเช้า

เพียงไม่กี่อึดใจ จ่างซุนเซียงอวี่ก็ตวัดพู่กันจบ โยนทิ้งไปข้างๆ หยิบพัดจีบขึ้นมา ปรายตามองเซี่ยอาน พูดเรียบๆ "เอาไปใส่กรอบซะ!"

"มั่นใจขนาดนั้นเชียว?" เซี่ยอานแค่นเสียง เดินเข้าไปก้มดู แล้วก็ต้องสูดหายใจเฮือก ตัวอักษรทุกตัวเปี่ยมไปด้วยพลัง ทรงอำนาจและงดงามราวกับมีชีวิต

อักษรสิบสองตัวนั้น เหมือนสัตว์ร้ายสิบสองตัวที่กำลังแยกเขี้ยวคำราม ทรงพลังจนน่าขนลุก

แม้เซี่ยอานจะพยายามจ้องจับผิดเพื่อหาเรื่องเหน็บแนม แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าฝีมือพู่กันของผู้หญิงคนนี้เป็นเลิศหาตัวจับยาก จนเขาหาที่ติไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ทำเอาหมดกำลังใจไปเลย

อาจจะสังเกตเห็นสีหน้าประหลาดของเซี่ยอาน จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะเบาๆ พูดลอยๆ "ในเมืองจี้จิง มีคนต่อแถวรอขอตัวอักษรจากข้ายาวเหยียด แต่ข้าขี้เกียจจะสน ภาพอักษรที่ข้าเขียนให้เจ้าเมื่อกี้ อย่างน้อยก็ขายได้สามพันตำลึง!"

"สะ... สามพันตำลึง?" เซี่ยอานอ้าปากค้าง มองกระดาษในมือตาถลน

พูดตามตรง ถึงเซี่ยอานจะเป็นพ่อบ้านจวนอ๋องมาสามเดือน และเพิ่งช่วยเหลียงชิวอู่หาเงินได้เจ็ดแปดล้านตำลึง แต่เงินเก็บส่วนตัวเขามีแค่ไม่กี่สิบตำลึง...

เมื่อก่อนเพราะสนิทกับหลี่โซ่วเลยไม่กล้ายักยอก พอมาอยู่จวนตงกั๋วกง ก็เพราะคดีเก่าที่ไปเที่ยวหอนางโลมกับเซี่ยงชิง เหลียงชิวอู่เลยคุมเข้มเรื่องเงิน สั่งอีอีว่าเซี่ยอานอยากได้อะไรให้หมด ยกเว้นเงินสด

แน่นอนว่าต่อให้เหลียงชิวอู่ใจดี เซี่ยอานก็คงไม่กล้าขอเงินผู้หญิงกิน

เพราะงั้น เงินเก็บเขาเลยมีน้อยนิด แต่ลายมือยัยผู้หญิงคนนี้กลับมีค่าตั้งสามพันตำลึง...

"จะ... จริงดิ?" มือของเซี่ยอานสั่นระริก

มองท่าทางที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของเซี่ยอาน จ่างซุนเซียงอวี่หรี่ตา เอาพัดปิดหน้าครึ่งหนึ่ง พูดเสียงเย็น "เจ้าคงไม่ได้คิดจะเอาลายมือข้าไปขายกินหรอกนะ?"

"เป็... เป็นไปได้ไง!" โดนอ่านใจออกทะลุปรุโปร่ง เซี่ยอานยิ้มแหยๆ ส่ายหน้ารัวๆ "เจ้าคิดไปถึงไหนเนี่ย? ข้าต้องทำตามสัญญา ให้คนเอาไปใส่กรอบแขวนไว้ในห้องแน่นอน..."

"งั้นก็ดี!" จ่างซุนเซียงอวี่หุบพัดดัง 'พรึ่บ' ยิ้มเย็น "ยังไงข้าก็คุ้นเคยกับจวนตงกั๋วกงอยู่แล้ว วันดีคืนดีอาจจะแวะไปนั่งเล่นห้องเจ้า ไปดูลายมือที่เจ้าบอกว่าจะแขวนไว้... ถึงตอนนั้นอย่ามาอ้างว่า [หาไม่เจอ] ล่ะ ถ้าเจ้ากล้าเอาลายมือที่ข้าให้ไปแลกเงิน..."

พูดถึงตรงนี้ ดวงตางามหรี่ลง ฉายแววอันตรายสุดขีด

"ไม่ทำๆ..." เซี่ยอานส่ายหัวดิก รีบเรียกบ่าวในจวนมา สั่งให้เอาภาพอักษรไปร้านกรอบรูป แล้วส่งไปที่จวนตงกั๋วกง

บ่าวคนนั้นจำเซี่ยอานได้ ก็รีบรับคำ ประคองกระดาษแผ่นนั้นอย่างทะนุถนอมวิ่งออกไป

ตอนนั้นเอง หลี่โซ่วกับหวังตั้นเดินมาตามระเบียง พอเห็นเซี่ยอานยืนอยู่ที่ประตู ก็ทักทายอย่างแปลกใจ "อ้าว ท่านเศรษฐีเซี่ย วันนี้ทำไมไม่อยู่เสวยสุขที่จวนตงกั๋วกง วิ่งมาทำอะไรที่จวนอ๋องจนๆ ของข้า..."

พูดยังไม่ทันจบ เสียงหลี่โซ่วก็ขาดห้วง เพราะเขาเห็นว่าในห้องนอกจากเซี่ยอานแล้ว ยังมีผู้หญิงอีกคน

จ่างซุนเซียงอวี่!

ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ไง? หลี่โซ่วกับหวังตั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

พวกเขารู้จักหน้าตานางดี เพราะหลี่โซ่วเป็นองค์ชาย เคยเจอนางในงานเลี้ยงบ่อยๆ ส่วนหวังตั้นก็เคยเป็นกุนซือรัชทายาท ก็เคยเห็นผ่านตา

เดิมทีพวกเขาก็ชื่นชมในความงามและความสามารถของนาง แต่พอได้ฟังวีรกรรมของนางจากปากเซี่ยอานเมื่อวันก่อน ทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นหวาดระแวงในความเจ้าเล่ห์เพทุบายของนาง

และตอนนี้ เซี่ยอานพาผู้หญิงคนนี้มาที่จวน พวกเขาเลยงงเป็นไก่ตาแตก

"นางมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" หลังทักทายกันพอเป็นพิธี หลี่โซ่วลากเซี่ยอานไปมุมห้อง กระซิบถามอย่างตื่นตระหนก

"พูดแล้วยาว..." เซี่ยอานยิ้มขื่น ส่ายหน้า แล้วนึกอะไรได้ ถามกลับ "ว่าแต่ เมื่อกี้เจ้ากับพี่หวังไปไหนมา?"

หลี่โซ่วเหลือบมองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างระแวง กระซิบเสียงเบา "ไปคุยในห้องข้าดีกว่าไหม?"

มองตามสายตาหลี่โซ่ว เห็นจ่างซุนเซียงอวี่หยิบหนังสือจากชั้นมาเปิดอ่านแก้เบื่อ เซี่ยอานยิ้มแห้ง "ข้าไม่กล้าทิ้งนางไว้คนเดียวหรอก พูดตรงนี้แหละ ไม่เป็นไร!"

"นี่..." หลี่โซ่วลังเล

เห็นดังนั้น เซี่ยอานถอนหายใจ หันไปตะโกนบอกจ่างซุนเซียงอวี่ "องค์ชายเก้าจะปรึกษาความลับกับข้า ถ้าเจ้าสัญญว่าจะไม่บอกใคร ก็อนุญาตให้นั่งฟังอยู่ตรงนั้นได้ ตกลงไหม?"

"ความลับ? ความลับอะไร?" จ่างซุนเซียงอวี่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ปรายตามองสามหนุ่มที่สุมหัวกันอยู่ พูดเสียงเรียบ "หรือว่ายังคิดจะชิงบัลลังก์อยู่?"

หลี่โซ่วกับหวังตั้นหน้าเปลี่ยนสี

"อ้อ! เรื่องจริงสินะ?" เห็นปฏิกิริยาของทั้งคู่ จ่างซุนเซียงอวี่เลิกคิ้ว หัวเราะเบาๆ นั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะหนังสือ มองหนังสือในมือ พูดอย่างไม่ยี่หระ "คนแค่หยิบมือเดียว คิดจะชิงบัลลังก์ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาว่าพวกเจ้าดี... องค์ชายเก้า แล้วก็เจ้าคนนั้นน่ะ พวกเจ้าสองคนอยากรนหาที่ตาย ข้าขี้เกียจจะยุ่ง แต่ทางที่ดีอย่าลากเซี่ยอานเข้าไปด้วย ตอนนี้ข้ายังต้องอาศัยเขาแก้เบื่ออยู่ ถ้าเขาโดนพวกเจ้าพาไปตาย ข้าจะไปหาใครเล่นด้วย?"

"..." หลี่โซ่วอ้าปากค้าง มองเซี่ยอานอย่างตกตะลึง

"ข้าไม่ได้บอกอะไรนางเลยนะ!" เซี่ยอานรีบปฏิเสธ หันไปตะคอกใส่จ่างซุนเซียงอวี่ "เออ ขอบใจ! ตอนนี้ช่วยนั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้นได้แล้ว!"

จ่างซุนเซียงอวี่มองค้อน พลิกหน้าหนังสือ พูดเนิบๆ "รีบๆ หน่อยก็ดี ข้าไม่อยากเสียเวลาทั้งบ่ายอยู่ที่นี่!"

"คร้าบๆ!" เซี่ยอานพยักหน้าอย่างจนปัญญา หันมาปลอบหลี่โซ่วกับหวังตั้นที่ยังดูกังวล "วางใจเถอะ ข้าพอรู้นิสัยยัยผู้หญิงคนนี้แล้ว เรื่องที่นางไม่สนใจ นางไม่ยุ่งหรอก..."

"ไม่ใช่ไม่สนใจ แค่ไม่คาดหวังว่าคนสามคนจะไปปั่นป่วนเมืองจี้จิงได้ต่างหาก!" จ่างซุนเซียงอวี่พูดแทรกขึ้นมา เห็นชัดว่านางไม่ให้ราคากับทีมของหลี่โซ่วเลยสักนิด

หลี่โซ่วหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่ก็เลิกสงสัย เพราะถึงจะไม่ไว้ใจจ่างซุนเซียงอวี่ แต่เขาก็เชื่อใจเซี่ยอานมาก หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง เขาก็เปิดเผยจุดประสงค์ที่ออกไปข้างนอก

"เรื่องเป็นแบบนี้ เมื่อวานท่านกุนซือหวังบอกข้าว่า ยังมีบัณฑิตตกยากที่โดนรัชทายาทไล่ออกมาเหมือนเขาอีกหลายคน อาศัยอยู่ที่โรงทานในเมือง วันนี้ข้ากับท่านกุนซือเลยไปดู..."

"เป็นไงบ้าง?" เซี่ยอานถาม เขารู้ดีว่าหลี่โซ่วกับหวังตั้นเริ่มรวบรวมคนแล้ว เพราะการชิงบัลลังก์ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าไม่มีคนเก่งช่วย ลำพังพวกเขาสามคน ไม่มีทางชนะแน่

หลี่โซ่วยิ้มขื่น ส่ายหน้า "วันนี้แค่ไปดูหน้าค่าตา ยังไม่ถึงขั้นปรับทุกข์กัน เลยยังพูดอะไรมากไม่ได้..."

เซี่ยอานรู้ความหมายของหลี่โซ่ว ถามต่อ "ไม่ได้เชิญพวกเขามาทำงานที่จวนเหรอ?"

"เรื่องนี้..." หลี่โซ่วถอนหายใจ "ยังไงพวกเขาก็เป็นบัณฑิตมีความรู้ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ คงทำใจลำบากที่จะมา..."

"อืม!" เซี่ยอานพยักหน้า หวังตั้นที่อยู่ข้างๆ เหลือบมองหญิงสาวไกลๆ เห็นนางทำท่าไม่สนใจ เลยถามเซี่ยอานเสียงเบา "ทางใต้เท้าเซี่ยเป็นยังไงบ้าง? บอกรองแม่ทัพเซี่ยงหรือยัง?"

"อ๋อ เรื่องนั้นข้าบอกพี่สามเซี่ยงแล้ว เขาจะช่วยจัดการให้ แต่พี่สามก็บอกว่า เขาไม่แน่ใจว่าในกลุ่มคนพวกนั้นจะมีคนของรัชทายาทหรือองค์ชายคนอื่นปนอยู่ไหม เลยบอกให้พวกเราระวังตัวหน่อย..."

"แน่นอนอยู่แล้ว!" หลี่โซ่วพยักหน้า

จากนั้น ทั้งสามคนก็คุยเรื่องแผนการในอนาคตกันอย่างออกรส ราวกับบัลลังก์อยู่แค่เอื้อม โดยไม่สังเกตเลยว่า จ่างซุนเซียงอวี่ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือนวดขมับอย่างอ่อนใจ

ในที่สุด นางก็ทนไม่ไหว พูดขัดขึ้นมา

"นี่ พวกเจ้าสามคน รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่? คิดจะซ่องสุมกำลังคนในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้? คิดว่าคนทั้งเมืองเป็นคนโง่หรือไง?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 25 - จุดเปลี่ยน?

คัดลอกลิงก์แล้ว