- หน้าแรก
- บุปผาเปื้อนดินกับสามีทมิฬผู้ล่าคนพาล
- บทที่ 18 นางจูบเขา
บทที่ 18 นางจูบเขา
บทที่ 18 นางจูบเขา
บทที่ 18 นางจูบเขา
โจวเฉิงล้มตัวลงนอนเคียงข้างนาง
"มีข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าหลับให้สบายเถอะ"
เจียงฉือจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนรอยยิ้มจางๆ นางรู้สึกชอบผู้ชายคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ
การมีโจวเฉิงอยู่ข้างกาย ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
เจียงฉือนึกอยากแกล้งเขา จึงขยับตัวเข้าไปแนบชิด พลิกตัวหันเข้าหาโจวเฉิง เอื้อมมือไปกอดเอวสอบของเขาไว้แล้วพึมพำว่า "สามีข้าช่างแสนดีจริงๆ"
โจวเฉิงตัวแข็งทื่อทันทีที่นางสัมผัส เมื่อเขาก้มลงมองอีกครั้ง เจียงฉือก็หลับตาพริ้มไปแล้ว ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของนาง
เมื่อนั้นโจวเฉิงถึงกล้าพินิจมองใบหน้าขาวเนียนละเอียดละออนั้นใกล้ๆ ขนตายาวงอนดุจขนนก จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มสีระเรื่อ
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากคู่นั้น ราวกับมีมนตร์สะกดดึงดูดให้เขาค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปหา ลมหายใจอุ่นๆ ของนางรินรดสัมผัสผิว หัวใจของโจวเฉิงเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่อยู่
จังหวะที่ริมฝีปากของเขากำลังจะแตะสัมผัสริมฝีปากนาง เจียงฉือก็ลืมตาโพลองขึ้นมา
ทั้งสองสบตากันนิ่งงันไปชั่วขณะ ใบหน้าของโจวเฉิงแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
เขาดูขัดเขินราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด รีบขยับตัวถอยห่างออกมา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายอกสามศอกต้องมาหน้าแดงเพราะนาง
เจียงฉือนึกอยากหยอกเย้าเขาต่อ จึงยืดตัวขึ้น เอื้อมมือไปคล้องคอเขาไว้ แล้วประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา นางหัวเราะคิกคักก่อนจะปล่อยมือจากคอเขา
การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ทำเอาโจวเฉิงทำอะไรไม่ถูก เขาตะลึงงัน ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่เพิ่งถูกขโมยจูบ จ้องมองนางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ใบหูที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก
เจียงฉือกระซิบเสียงเบา "ข้าจะนอนแล้ว ท่านก็งีบสักหน่อยเถอะ" พูดจบนางก็ซุกหน้าลงกอดเอวเขาแล้วหลับตาลง
ความปิติยินดีฉายชัดบนใบหน้าของโจวเฉิง
ปกติเขาเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาให้ใครเห็น แต่ในยามนี้เขาไม่อาจกลั้นความสุขเอาไว้ได้ มุมปากยกยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด
เขามองภรรยาตัวน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะกระชับกอดนางไว้แน่น
นางโจวและเจียงหมิงเหยียน ลูกสาวของนาง กำลังช่วยกันเก็บกวาดของระเกะระกะในห้องเก็บของ
เจียงหมิงเหยียนบ่นกระปอดกระแปดว่าห้องทั้งเล็กทั้งลมโกรก จะให้คนอยู่ได้ยังไง
"ทนๆ เอาหน่อยเถอะลูก อีกไม่กี่วันพอนางกลับไปแล้ว เจ้าค่อยย้ายกลับไป" นางโจวปลอบใจลูกสาว
ห้องนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ ทั้งเก่าทรุดโทรม แถมยุงก็ชุม แต่ที่บ้านไม่มีห้องว่างเหลือแล้ว ก็จำต้องทนๆ กันไปก่อน
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังคุยกัน นางสวีก็เดินเข้ามา
"พี่สะใภ้ ออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนข้าหน่อย ให้หมิงเหยียนเก็บของคนเดียวไปก่อนเถอะ"
"มีเรื่องอะไรหรือ? ทำไมดูรีบร้อนนัก?" นางโจววางมือจากงานตรงหน้า
"ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งระแวง นังเด็กนั่นออกไปเดินเล่นข้างนอกต้องไม่ได้ไปทำเรื่องดีแน่ๆ ป่านนี้ชื่อเสียงตระกูลเราคงป่นปี้หมดแล้ว"
"ได้สิ... หมิงเหยียน เจ้าเก็บของไปก่อนนะ แม่จะออกไปธุระกับป้าสะใภ้เจ้าหน่อย"
นางสวีคว้าตะกร้ามาคล้องแขน แสร้งทำเป็นว่ามีธุระต้องไปทำจริงๆ
นางยังให้นางโจวถือตะกร้าไปด้วยอีกใบ แล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทาง
เมื่อเจอชาวบ้านที่ชอบจับกลุ่มนินทา พวกนางก็จะเข้าไปนั่งร่วมวงด้วย ตั้งใจจะกระจายข่าวเรื่องวีรกรรมแย่ๆ ของเจียงฉือที่ทำไว้ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน
จะปล่อยให้เจียงฉือทำลายชื่อเสียงของพวกนางฝ่ายเดียวไม่ได้
พอออกจากบ้านมา ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทางทันที
"อ้าว นั่นจะไปไหนน่ะ?"
นางสวีแสร้งทำเป็นใจลอย เดินเหม่อๆ จนกระทั่งมีคนทักถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมอง
กลุ่มผู้หญิงหลายคนกำลังนั่งล้อมวงสานรองเท้าฟางอยู่ที่หน้าบ้านของเฉียงจื่อ
"เจ้ากำลังจะไปไหนหรือ?" หญิงคนหนึ่งเอ่ยถาม
"ข้าว่าจะขึ้นเขาไปดูเสียหน่อยว่าพอจะมีเห็ดหรือผักป่าบ้างไหม ข้าวสารที่บ้านหมดเกลี้ยงแล้ว ไม่นึกว่าอาฉือกับสามีจะกลับมาเยี่ยมบ้านกะทันหัน ทางเราเลยไม่ได้เตรียมของกินต้อนรับไว้เลย"
"นังเด็กนั่นก็เริ่มบ่นพวกเราแล้ว เที่ยวไปป่าวประกาศว่าพวกเราไม่ให้ข้าวนางกิน แถมยังหาว่าพวกเราลำเลิกบุญคุณเรื่องที่นางกินไข่ไก่ที่บ้าน พี่สาวทั้งหลาย พวกท่านก็เห็นว่าพวกข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ?"
"คนหมู่บ้านเดียวกัน อยู่กันมานาน ใครเป็นยังไงทำไมพวกเราจะไม่รู้"
"วันกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมวันที่สามถือเป็นวันสำคัญ เจ้าบอกว่าไม่คิดว่านางจะมา ถ้าเจ้าเจอแบบนี้บ้างจะรู้สึกยังไง? ทำแบบนี้มันหักหน้าสามีนางชัดๆ แล้วอาฉือจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในบ้านสามี?"
"อาฉือไม่ได้พูดให้ร้ายพวกเจ้าเลยสักคำ ถ้าเจ้าไม่พูดขึ้นมา พวกข้าก็คงไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก"
"เมื่อกี้ข้าเพิ่งเจออาฉือ นางบอกว่าอยากจะอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลพวกเจ้าสักพัก นางบอกว่ากว่าจะได้ออกจากป่ามามันลำบาก"
"นางบอกว่ายังไงก็นับถือพวกเจ้าเป็นญาติผู้ใหญ่ จะดูแลพวกเจ้าอย่างดี อาฉือเป็นเด็กจิตใจดี พวกเจ้าควรจะดีกับนางหน่อยนะ"
นางสวีคาดไม่ถึงว่านังเด็กเหลือขอนั่นจะเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้ "พวกเจ้าอย่าไปหลงกลนางนะ นังเด็กนั่นมันร้ายนัก ที่พูดมานั่นมันจงใจสร้างภาพชัดๆ"
"ตอนอยู่บ้าน ผัวมันตีน้องชายข้าไปตั้งสองรอบ แถมยังทำแม่สามีข้าโกรธจนล้มป่วย ยึดห้องหมิงเหยียนไปหน้าตาเฉย นางไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอกนะ"
"พี่สะใภ้สวี เจ้าเห็นพวกข้าเป็นคนโง่หรือไง? ไม่ต้องพูดถึงว่านางทำจริงหรือไม่ คำถามคือ นางจะทำไปเพื่ออะไร?"
เมื่อเห็นว่าท่ามกลางคนมากมาย ไม่มีใครเข้าข้างนางเลยสักคน แถมยังรุมตำหนินางอีก นางสวีก็ยิ่งโกรธจัด
นางชักสีหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า "จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของพวกเจ้า!" พูดจบนางก็สะบัดก้นเดินหนีไปทันที
"ดูสิ โมโหจนทำอะไรไม่ถูกแล้วนั่น"
"เมื่อกี้ข้ากับพี่สะใภ้เดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเจียง ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังลั่นออกมาจากข้างใน จับใจความได้ว่าพวกนั้นด่าอาฉือเรื่องกินไข่ไก่ของที่บ้าน รุมด่านางกันทั้งตระกูล"
"พออาฉือเห็นพวกข้า นางยังขอร้องไม่ให้พวกข้าเอาไปพูดบอกใคร นางบอกว่าอยากรักษาหน้าตาให้คนตระกูลเจียง"
"นางสวีใจคอคับแคบ คิดร้ายกับคนอื่น คิดเองเออเองว่าอาฉือเอาเรื่องในบ้านมาประจาน ตัวเองเลยรีบออกมาปล่อยข่าวใส่ร้ายหลาน นังผู้หญิงคนนี้จิตใจชั่วช้าจริงๆ พวกเจ้าอย่าไปเชื่อคำพูดนางนะ"
ทางด้านนางโจวก็เจอสถานการณ์ไม่ต่างกัน ไม่มีใครเชื่อนางสักคน สุดท้ายก็ต้องเดินฮึดฮัดกลับบ้านด้วยความโมโห
ทุกคนต่างงุนงงว่าทำไมจู่ๆ เจียงฉือถึงฉลาดเป็นกรดขึ้นมาได้ ช่างแตกต่างจากเจียงฉือคนเดิมราวฟ้ากับเหว
คำอธิบายเดียวก็คือ เมื่อก่อนนางคงแกล้งโง่เก็บงำประกายเอาไว้แน่ๆ
"อย่าไปยุ่งกับนางอีกเลย เจอหน้าก็ไม่ต้องไปทักทาย อย่าทิ้งของกินไว้ในครัว ขนเอาไปเก็บไว้ในห้องพวกเจ้าให้หมด เวลาจะออกไปไหนก็ล็อกห้องให้แน่นหนา คอยดูซิว่านางจะทนอยู่ได้นานแค่ไหน" ย่าเจียงสั่งการ
ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ
คนภายนอกต่างเชื่อสนิทใจว่าเจียงฉือเป็นเด็กดีมีความกตัญญู ถ้าพวกนางมีเรื่องขัดแย้งกับเจียงฉือ คนอื่นก็จะเอาไปนินทาว่าร้ายตระกูลเจียงเปล่าๆ
ทางด้านเจียงหมิงเหยียนที่กำลังเก็บกวาดห้องเก็บของ ก็ขนหีบที่เจียงฉือโยนทิ้งไว้เข้ามา พอเปิดหีบจัดของ ก็พบว่าเสื้อผ้าชุดใหม่ข้างในหายไป
รู้อยู่เต็มอกว่าเจียงฉือต้องเป็นคนเอาไปแน่ๆ
แต่ทั้งพ่อและแม่ต่างกำชับนักหนาว่าห้ามไปตอแยนาง เด็กสาวโกรธจนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ร้องไห้โฮลั่นห้อง
นางโจวได้ยินเสียงร้องไห้ก็รีบวิ่งออกมาจากห้องแม่สามี
นางสวีเองก็ตกใจ รีบตามออกมาดูเช่นกัน
พอมาถึงห้องเจียงหมิงเหยียน ถึงได้รู้ความจริงว่าเสื้อผ้าหายไปสองชุด
ทุกคนรู้ดีว่าของอยู่กับเจียงฉือ แต่จะไปทวงคืนก็คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนางสวีและนางโจวต่างได้ประจักษ์กับความหน้าหนาและไร้ยางอายของเจียงฉือมาแล้ว
ทำได้เพียงปลอบใจให้เจียงหมิงเหยียนทำใจ และรับปากว่าจะตัดชุดใหม่ให้หลังจากเจียงฉือกลับไปแล้ว
เจียงหมิงเหยียนถึงได้ยอมสงบลงในที่สุด