- หน้าแรก
- บุปผาเปื้อนดินกับสามีทมิฬผู้ล่าคนพาล
- บทที่ 4 เผชิญภัยกลางทาง
บทที่ 4 เผชิญภัยกลางทาง
บทที่ 4 เผชิญภัยกลางทาง
สองแม่ลูกเดินออกมาจากห้องหอ โจวเสี่ยวเป่าเริ่มคุ้นเคยกับเจียงฉือขึ้นมากแล้ว และตัวนางเองก็นึกเอ็นดูเด็กน้อยผู้รู้ความคนนี้อยู่ไม่น้อย มารดาของเจ้าเด็กคนนี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน ตัดใจทิ้งลูกน้อยที่น่ารักปานนี้ได้ลงคอ
แม่สามีเตรียมมื้อเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว เจียงฉือที่ไม่ได้ตกถึงท้องมาทั้งวันตั้งแต่เมื่อวานจึงรู้สึกหิวโซจนท้องไส้ปั่นป่วน
มื้อเช้านี้เป็นอาหารพื้นบ้านเรียบง่าย แม่สามีทำแป้งจี่ผักป่ากับต้มจืดไก่ป่าใส่เห็ดหอม นอกจากนี้ยังมีผักดองสีคล้ำรสเค็มที่หมักจากผักป่าชนิดหนึ่งวางอยู่ด้วย
แม้ในน้ำแกงไก่จะปรุงรสเพียงแค่เกลือ แต่รสชาติกลับหวานล้ำกลมกล่อม เนื้อไก่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนทาน เห็ดหอมก็สดใหม่ ของดีจากธรรมชาติเหล่านี้คิอสิ่งที่นางหาทานไม่ได้ในชาติภพก่อน
โจวเฉิงคีบน่องไก่ให้เจียงฉือหนึ่งข้างและให้เสี่ยวเป่าอีกหนึ่งข้าง ส่วนคนอื่นๆ กินเนื้อส่วนที่เหลือ ย่าโจวยังแบ่งน้ำแกงไก่เป็นสองชามใหญ่ ยื่นส่งให้นางและเสี่ยวเป่าโดยเฉพาะ
แม่สามีเปรยขึ้นมาว่า นางผอมแห้งเกินไป เกรงว่าวันหน้าจะมีลูกยาก จำเป็นต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเสียหน่อย
มื้อนี้เจียงฉือเจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อทานเสร็จ เสี่ยวเป่าก็ตามติดเจียงฉือแจแทบไม่ยอมห่างกาย
นางหลี่มองดูหลานชายตัวน้อย แม่ของเขาหนีตามพ่อค้าเร่รับซื้อของป่าไปตั้งแต่เขายังเล็ก นางจึงเป็นคนเลี้ยงดูฟูมฟักมากับมือ เมื่อเห็นว่าเจียงฉือเองก็ดูจะรักใคร่เอ็นดูเสี่ยวเป่า นางก็รู้สึกเบาใจ
ปีนี้โจวเฉิงอายุยี่สิบสองแล้ว เพราะชื่อเสียงที่ด่างพร้อยทำให้เพิ่งจะหาภรรยาได้ นางไม่อยากให้เสี่ยวเป่าไปรบกวนเวลาส่วนตัวของทั้งคู่
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง โจวเฉิงยื่นเงินที่มารดาให้มาส่งต่อให้เจียงฉือ
"นี่คืออะไรหรือ?"
"ท่านแม่ฝากมาให้ นางเห็นว่าเสื้อผ้าที่เจ้าสวมอยู่มันเก่าเกินไปแล้ว เลยให้ข้าพาเจ้าเข้าเมืองไปซื้อชุดใหม่สักสองชุด"
เจียงฉือรู้สึกประหลาดใจระคนซาบซึ้งกับความเมตตาที่คาดไม่ถึงนี้ เมื่อเช้าแม่สามียังไม่แม้แต่จะชายตามองหรือยิ้มให้นางเลยสักนิด แต่กลับสังเกตเห็นว่านางไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ และถึงกับให้เงินมาซื้อหา
ฐานะทางบ้านของพวกเขานับว่าดีกว่าชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อย
โจวเฉิงเป็นเสาหลักของครอบครัว หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ในป่า การจะได้เงินมาแต่ละครั้ง เขาต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไปในป่าลึกเพื่อล่าสัตว์ใหญ่ ทุกครั้งที่เขาเข้าป่าเท่ากับเป็นการเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง
คนธรรมดาทั่วไปหากไม่ถึงคราวอดอยากปากแห้งจริงๆ ย่อมไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปในป่าลึกเด็ดขาด
ดังนั้นเงินทุกอีแปะที่โจวเฉิงหามาได้ ล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและชีวิต อีกส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากพี่ใหญ่โจวเปียวที่ออกไปทำงานนอกภูเขา ซึ่งก็เป็นเงินที่หามาด้วยความยากลำบากเช่นกัน
เพื่อปากท้องของคนในครอบครัว นางจึงรู้สึกละอายใจที่จะนำเงินก้อนนี้มาซื้อเสื้อผ้าปรนเปรอตัวเอง
"เสื้อผ้าข้ายังพอใส่ได้ ท่านเอาเงินไปคืนแม่สามีเถอะ"
โจวเฉิงเอื้อมมือมาดึงมือนางไปกุมไว้ แล้วยัดถุงเงินใส่อุ้งมือพลางกล่าวว่า "ต่อให้ท่านแม่ไม่ให้เงินมา ข้าก็จะพาเจ้าไปซื้ออยู่ดี"
"สิ่งที่บ้านเดิมของเจ้าให้ไม่ได้ ข้าจะหามาให้เจ้าเอง อีกอย่างตอนเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิม จะให้ใส่เสื้อผ้าเก่าคร่ำครึพวกนี้กลับไปได้อย่างไรกัน?"
นางเข้าใจความหมายของโจวเฉิงดี บ้านเดิมของนางปฏิบัติต่อนางเยี่ยงนั้น หากนางสวมชุดเก่าๆ ซอมซ่อกลับไป คงยิ่งถูกดูถูกเหยียดหยามหนักกว่าเดิม
เพียงแต่โจวเฉิงไม่รู้ว่า นางไม่ได้ให้ค่าคนบ้านนั้นเลยแม้แต่น้อย
ทางที่ดีคือตัดขาดกันไปเลย ชาตินี้ไม่ต้องเผาผีกันอีก หากเจ้าของร่างเดิมยังอยู่ ก็คงมีความคิดเช่นเดียวกัน
เป้าหมายหลักที่เจียงฉือต้องการกลับไป ก็เพื่อทวงคืนกำไลข้อมือที่มารดาของเจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้ต่างหน้า
เจียงฉือสัมผัสได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้านี้ จิตวิญญาณของนางได้หลอมรวมเข้ากับเจ้าของร่างเดิมอย่างสมบูรณ์แล้ว
บัดนี้นางก็คือเจ้าของร่างเดิม
"เอาล่ะ ไม่ต้องลังเลแล้ว เรื่องนี้ตกลงตามนี้ เราออกเดินทางกันเถอะ"
เจียงฉือเก็บถุงเงินเข้าอกเสื้อ "เดี๋ยวก่อน เสื้อผ้าที่เราเพิ่งเปลี่ยนออกเมื่อกี้ยังไม่ได้ซักเลย ฟ้ายังสว่างอยู่ ข้าขอซักผ้าก่อนแล้วค่อยไป"
"ไม่จำเป็น เจ้ายังมีแผลต้องพักผ่อนให้มาก งานซักล้างหุงหาเจ้าไม่ต้องทำ ข้ากำลังจะซักผ้าพอดี เอาของเจ้ามาสิ" แม่สามีเดินเข้ามาพร้อมกับกะละมังไม้ในมือ
เจียงฉือเคยชินกับการพึ่งพาตนเอง นางทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก
คราวนี้ต้องมาให้แม่สามีซักผ้าให้ จึงรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ กลับมาแล้วข้าค่อยซักเองก็ได้"
นางหลี่ชักสีหน้าใส่ทันที "รังเกียจว่าข้าจะซักให้ไม่สะอาดหรือไง?"
เจียงฉือรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่ใช่นะเจ้าคะ คือว่า..."
ยังไม่ทันพูดจบ นางหลี่ก็พูดแทรกขึ้น "ถ้าไม่ใช่ก็ไปเอาผ้ามา ข้าไม่ชอบคนอืดอาด"
โจวเฉิงเดินถือเสื้อผ้าที่เปลี่ยนเมื่อวานออกมาจากห้องพอดี แล้วส่งให้มารดา
นางหลี่รับเสื้อผ้าไปแล้วหันหลังเดินจากไป แต่เดินไปได้เพียงสองก้าว นางก็หันกลับมากำชับ
"เดินทางระวังตัวด้วย รีบไปรีบกลับล่ะ"
พูดจบนางก็เดินจากไปทันที
เจียงฉือคิดในใจว่าหญิงชราผู้นี้น่ารักไม่หยอก ใช้น้ำเสียงดุดันที่สุดเพื่อเอ่ยคำพูดที่อบอุ่นที่สุด
"แม่ข้าก็ปากร้ายไปอย่างนั้นเอง..." โจวเฉิงอยากจะแก้ต่างแทนมารดา
"ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ แม่สามีเป็นคนดี ท่านไม่ต้องอธิบายหรอก"
โจวเฉิงแทบไม่ค่อยยิ้มให้เห็น แต่พอยิ้มออกมากลับดูหล่อเหลาจนไม่อาจละสายตาได้
เขาเห็นนางยืนยิ้มแป้นมองเขาตาไม่กะพริบ จึงก้มมองเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านของตนเอง แล้วเงยหน้ามองนาง "ขำอะไรหรือ?"
เจียงฉือรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย "ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ท่านแม่บอกให้รีบไปรีบกลับ เรารีบไปกันเถอะ"
หมู่บ้านที่โจวเฉิงอาศัยอยู่มีชื่อว่าหมู่บ้านสกุลโจว เป็นชุมชนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตีนเขา
รอบด้านโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า หมู่บ้านสกุลโจวมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน
บ้านเรือนปลูกสร้างกระจัดกระจายแต่ก็อยู่ไม่ห่างกันนัก ยามบ้านไหนมีเรื่องเดือดร้อน ทุกคนก็จะมาช่วยกันลงแขก
การจะเดินทางจากที่นี่ไปยังตัวเมืองนอกหุบเขา จำต้องข้ามภูเขาถึงสองลูก
ทว่าโจวเฉิงเข้าออกป่าลึกเป็นประจำ เขาจึงชำนาญเส้นทางแถบนี้เป็นอย่างดี เขารู้ว่าทางไหนปลอดภัยที่สุด และทางไหนคือทางลัดที่สั้นที่สุดในการออกจากป่า
เจียงฉือไม่ต้องกังวลสิ่งใด เพียงแค่เดินตามหลังเขาไปก็พอ
นางมองทิวทัศน์รอบกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ อากาศบนเขาบริสุทธิ์สดชื่น ธรรมชาติงดงาม และยังได้เห็นวิหคนกกาแปลกตากับสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมากมาย
โจวเฉิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ภรรยาตัวน้อยของเขาก็เติบโตมาในภูเขาแท้ๆ แต่นางทำราวกับไม่เคยเห็นทิวทัศน์เหล่านี้มาก่อน
นางมองซ้ายมองขวา เก็บรายละเอียดทุกอย่างราวกับเพิ่งเคยเห็นโลกภายนอกเป็นครั้งแรก
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงสวบสาบดังมาจากพุ่มไม้ทางด้านซ้ายมือ
โจวเฉิงคว้าแขนเจียงฉือไว้อย่างระมัดระวัง "อย่าขยับ ข้างหน้ามีอันตราย"
เจียงฉือตกใจจนสะดุ้ง เมื่อมองตามสายตาของโจวเฉิงไป ก็เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติที่พุ่มไม้เบื้องหน้า
โจวเฉิงขยับตัวมาบังหน้านางไว้โดยสัญชาตญาณ แล้วก้มลงหยิบก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีเหลี่ยมคมจากพื้นขึ้นมากระชับมั่นในมือ เมื่อเห็นท่าทีขึงขังของเขา เจียงฉือก็พลอยตื่นเต้นหวาดหวั่นไปด้วย
นางขยับเข้าไปชิดแผ่นหลังเขา "ตัวอะไรหรือเจ้าคะ?"
"ไม่ต้องกลัว แถวนี้ปกติไม่มีสัตว์ร้ายทำร้ายคนหรอก" สิ้นเสียงของเขา หมูป่าขนาดครึ่งตัวเต็มวัยก็โผล่หัวออกมาจากพุ่มไม้
ดูจากขนาดตัวแล้วน่าจะหนักราวสี่สิบจิน หมูป่าขนาดนี้ถือว่าโตเต็มวัยและมีแรงพอจะทำร้ายคนได้แล้ว
"หมูป่าตัวนี้ขายน่าจะได้สักหนึ่งตำลึงเงิน เจ้าถอยหลังไปสักสองก้าว"
เจียงฉือเชื่อฟังคำสั่ง นางค่อยๆ ถอยหลังไปสองก้าวอย่างระมัดระวัง
เจ้าหมูป่าดูเหมือนจะไม่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา มันยังคงใช้จมูกดุนดินหาอาหารอย่างสบายใจ
โจวเฉิงยืนปักหลักมั่น ง้างหินในมือขึ้นเล็งไปที่หัวของหมูป่า แล้วทุ่มลงไปอย่างสุดแรง