- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในเกมออนไลน์
- บทที่ 13 ป้าเจ้าของหอพุ่งชน
บทที่ 13 ป้าเจ้าของหอพุ่งชน
บทที่ 13 ป้าเจ้าของหอพุ่งชน
บทที่ 13 ป้าเจ้าของหอพุ่งชน
หลังจากการฆ่าคนโดยเจตนา ชื่อตัวละครจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อชื่อแดงแล้ว ก็จะไม่สามารถปิดบังชื่อ ID ได้อีก
เพราะความสะเพร่าของเจิ้งอี้เอง ที่ลืมไปว่าพวกกิลด์เทพสงครามที่ย้อนกลับมาใหม่นั้น ยังไม่ได้สร้างความเสียหายให้เขาเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่เจิ้งอี้สังหารนักบวชสามคนรวดในพริบตา ชื่อ ID ของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเถือก ชื่อที่เคยซ่อนอยู่ก็ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดเปลือก
การปรากฏตัวของเจิ้งอี้ที่ด้านหลังทัพกิลด์เทพสงครามนั้นกะทันหันเกินไป ทำให้สกิลที่พวกนั้นร่ายออกมาพุ่งไปโดนฝูงหมาป่าแทน และเป้าหมายการโจมตีของฝูงหมาป่าก็เปลี่ยนไปเป็นคนของกิลด์เทพสงครามโดยอัตโนมัติ
นักบวชตายเรียบ ฝูงหมาป่าเปลี่ยนเป้าโจมตี กิลด์เทพสงครามโดนดอกนี้เข้าไปถึงกับไปไม่เป็น
เจิ้งอี้ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องชื่อ ID หลุดหรอก ยังไงซะเขาก็คงซ่อนไปตลอดชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้เขาเจ็บใจตัวเองมากกว่าที่ไม่มีสกิลโจมตีหมู่ ไม่อย่างนั้นคงกวาดพวกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว
เจิ้งอี้สลับสกิลโจมตีอย่างใจเย็น สมาชิกกิลด์เทพสงครามที่กำลังแตกตื่นล้มลงทีละคนสองคน ความดุร้ายของฝูงหมาป่าเริ่มซาลงเพราะคนของกิลด์เทพสงครามช่วยรับตีนไปเยอะ
"ต้องยอมรับเลยนะ ว่าพวกนายมีความกล้าและความอดทนสูงมาก อุตส่าห์ดักรอตั้งนาน บอกแล้วไงว่าเจอครั้งไหนฆ่าครั้งนั้น ขนาดเลือดเต็มหลอดยังกล้าโผล่หัวมาซ่าอีก" เจิ้งอี้พูดจาเชือดเฉือนขณะสาดสกิลใส่อย่างต่อเนื่อง
เจิ้งอี้จงใจเก็บจ้านเสินเทียนเซี่ยไว้เป็นคนสุดท้ายอีกครั้ง แม้ฝูงหมาป่าระลอกแรกจะโดนเก็บไปเยอะแล้ว แต่จำนวนที่เหลือก็ยังถือว่ามหาศาลอยู่
เพื่อความปลอดภัย เจิ้งอี้จึงเริ่มใช้ยุทธวิธี จิ๋นซีฮ่องเต้วิ่งรอบเสา
คำว่า จิ๋นซีฮ่องเต้วิ่งรอบเสา ก็คือการใช้จ้านเสินเทียนเซี่ยเป็นเสา หากฝูงหมาป่าจะโจมตีเจิ้งอี้ ก็ต้องวิ่งฝ่าจ้านเสินเทียนเซี่ยไปก่อน ซึ่งในฐานะผู้เล่น จ้านเสินเทียนเซี่ยย่อมไม่ยอมยืนเฉยๆ ให้หมากัดเล่นแน่
กลายเป็นว่าจ้านเสินเทียนเซี่ยนอกจากจะไม่มีเวลาโจมตีเจิ้งอี้แล้ว ยังต้องคอยช่วยเจิ้งอี้เคลียร์ฝูงหมาป่าอีกต่างหาก แถมพอนักบวชตายหมด จะพึ่งแค่ยาเลือดกับสเต็ปการหลบหลีก ต่อให้เจิ้งอี้ไม่ลงมือ อีกฝ่ายก็คงรอดยาก
"พี่น้องเทพสงคราม ไม่นึกเลยว่านายจะเป็นคนใจกว้างขนาดนี้ ลูกน้องตายไปตั้งสองรอบ นายยังไม่ถือสา แถมยังช่วยฉันเคลียร์หมาป่าอีก ซาบซึ้งใจจริงๆ ว่ะ"
เจิ้งอี้เดินหลบไปพลาง พ่นวาจากวนประสาทไปพลาง เล่นเอาจ้านเสินเทียนเซี่ยแทบกระอักเลือด
"หุบปาก! ใครจะไปช่วยแกวะ? แค้นนี้ต้องชำระ ฝากไว้ก่อนเถอะ" จ้านเสินเทียนเซี่ยกัดฟันกรอด
"งั้นเหรอ!"
เจิ้งอี้ยิ้มมุมปากแล้วเสกหินงอกใส่ใต้เท้าจ้านเสินเทียนเซี่ย อีกฝ่ายกำลังสาละวนอยู่กับฝูงหมาป่า จะเอาเวลาที่ไหนไปหลบสกิล โดนเสยเข้าไปเต็มๆ จนหน้าคะมำท่าสวยราวกับหมาแย่งขี้
ฝูงหมาป่าไม่รอช้า รุมทึ้งเหยื่ออันโอชะทันที ในที่สุดจ้านเสินเทียนเซี่ยก็สิ้นใจตายคาปากหมาป่าด้วยความคับแค้น
"โห พวกนี้ดวงซวยชะมัด ของตกเพียบเลย ตาแก่นั่นถึงกับทำดาบยาวหลุดมือเลยแฮะ" เจิ้งอี้อุทาน
เมื่อไม่มีกิลด์เทพสงครามคอยเป็นโล่มนุษย์ ฝูงหมาป่าที่เหลือก็ต้องพึ่งฝีมือตัวเองแล้ว เจิ้งอี้เริ่มกระบวนการลากมอนสเตอร์ชุดใหม่ พร้อมกับคอยก่อกวนบอสเป็นระยะเพื่อไม่ให้มันแอบไปรีเลือด
กว่าเจิ้งอี้จะเคลียร์ฝูงหมาป่าเสร็จ บอสก็ฟื้นเลือดกลับมาได้ 5%
ไม่มีเวลามานั่งท้อใจ ผู้เล่นรอบๆ พอเห็นเจิ้งอี้ชื่อแดงแถมบอสก็เหลือเลือดแค่ครึ่งหลอด ก็เริ่มขยับตัวยุขยิก ไม่รู้ว่าจะฉวยโอกาสลอบกัดตอนไหน
"ฉันเป็นคนรักความยุติธรรม เกลียดพวกคนชั่วเข้าไส้ ใครกล้ามาแหยม ก็ระวังตัวไว้ให้ดี กิลด์เทพสงครามเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วนะเว้ย" เจิ้งอี้ตะโกนขู่พวกไทยมุงเสียงดังลั่น
ได้ผลชะงัก หลังจากตะโกนเตือนสติ พวกที่ทำท่าจะเข้ามาก็เริ่มลังเล ใครจะอยากมีเรื่องกับตัวอันตรายแบบนี้ ต่อให้ฆ่าเจิ้งอี้ได้ ก็ใช่ว่าจะจัดการบอสต่อได้ง่ายๆ
เจิ้งอี้เห็นไม่มีใครกล้าเข้ามา ก็เร่งเครื่องโจมตีบอสเต็มสูบ บอสระดับต่ำมีรูปแบบการโจมตีที่ตายตัว ขอแค่จับจังหวะ การง้าง ท่าได้ ก็สามารถเดินหลบได้ล่วงหน้าสบายๆ
บอสหมาป่าสีเทาแม้พลังโจมตีจะรุนแรง แต่ก็ไล่จับปลาไหลใส่น้ำมันอย่างเจิ้งอี้ไม่ทัน สุดท้ายหลังจากมันเข้าสู่โหมดคลั่งตอนเลือดเหลือ 30% ก็ถูกเจิ้งอี้จัดการลงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เจิ้งอี้เริ่มเก็บกวาดสนามรบอย่างใจเย็น เก็บหมวกที่ดรอปจากบอส หนังสือสกิลนักบวช การฟื้นฟูต่อเนื่อง และเหรียญทองอีกจำนวนหนึ่ง นอกนั้นก็เป็นพวกน้ำยาจิปาถะ
ของที่ดรอปจากพวกกิลด์เทพสงครามก็ไม่ปล่อยให้เหลือ อุปกรณ์ระดับทั่วไปสีขาวไม่กี่ชิ้นกับน้ำยา แต่ที่แพงที่สุดคืออาวุธของจ้านเสินเทียนเซี่ย ดาบยาวระดับบรอนซ์
เจิ้งอี้รับค่าประสบการณ์จากบอสไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย บวกกับที่ฆ่าหมาป่าไปฝูงใหญ่ เลเวลก็พุ่งขึ้นมาเป็น 13 จนได้
เหลือบดูอันดับเลเวล พวกหัวแถวยังอยู่ที่เลเวล 15 แต่คาดว่าอีกไม่นานคงแตะ 16
แม้ใจอยากจะลุยต่อ แต่พอดูเวลาแล้ว เจิ้งอี้ตัดสินใจล็อกออฟพักผ่อนก่อนดีกว่า
หมวกกันน็อคเกมยังไงก็เทียบกับเครื่องเกมแคปซูลไม่ได้ เล่นติดต่อกันหลายชั่วโมงต้องพักเบรก ไม่งั้นร่างกายและสมองจะรับภาระหนักเกินไป
ยกเว้นแต่จะมีเหตุฉุกเฉินในเกมที่ล็อกออฟไม่ได้จริงๆ นั่นก็ต้องวัดกันที่ความถึกของร่างกายและใจล้วนๆ
เจิ้งอี้วาร์ปกลับเมือง เอาดาบยาวระดับโกลด์ไปตั้งแผงขาย ส่วนหนังสือสกิลนักบวชตั้งราคาสูงลิ่ว พร้อมระบุว่ารับแลกเฉพาะหนังสือสกิลนักเวทเท่านั้น ของที่ได้จากกิลด์เทพสงครามก็ตั้งขายราคาถูกๆ ไป
ส่วนหมวกระดับซิลเวอร์ที่ได้จากบอสหมาป่าสีเทา คงต้องรอออนไลน์รอบหน้าค่อยเอาไปตรวจสอบ
เจิ้งอี้ออกจากเกม ปล่อยให้ระบบอัตโนมัติดูแลร้านค้าแทน ทันทีที่ถอดหมวก เขารู้สึกมึนหัวตึ้บๆ มองออกไปนอกหน้าต่างฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว
เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เผลอแป๊บเดียวผ่านไปทั้งคืน
"ถ้ามีเครื่องเกมแคปซูลก็คงดี ออนไลน์ได้นานกว่า ประสบการณ์เล่นเกมก็ดีกว่า แถมไม่เป็นภาระร่างกายอีก ถ้าเวลาออนไลน์ต่างกันขนาดนี้ จะไปแข่งกับคนอื่นไหวได้ยังไง!"
เจิ้งอี้ฉีกซองบะหมี่อย่างชำนาญ ปากก็บ่นพึมพำกับตัวเอง การอยู่คนเดียวมานานทำให้เขาติดนิสัยพูดคนเดียว
มองดูบะหมี่ที่เพิ่งเทน้ำร้อนใส่ เจิ้งอี้ยิ้มขื่นๆ อย่างจนใจ
"ตบหน้าตัวเองอีกแล้วกู"
ในชาติก่อน เจิ้งอี้ถีบตัวเองจากคนจนสู่เศรษฐีได้ด้วยเกมแดนศักดิ์สิทธิ์ อยากได้อะไรก็ได้ ชีวิตสุขสบายสุดๆ
ชาตินี้อุตส่าห์เปิดเกมมาด้วยระดับมหาศาสตราวุธ กะว่าจะเทพกว่าเดิม ที่ไหนได้ วันแรกผ่านไปยังไม่ติดอันดับเลเวลกับเขาเลย
แม้เลเวลจะตามหลังคนอื่นอยู่บ้าง แต่เจิ้งอี้รู้ดีว่าสิ่งที่เขาได้มานั้นคุ้มค่ามหาศาล เทคนิคการผสานเวทมนตร์ จะกลายเป็นท่าไม้ตายก้นหีบของเขาแน่นอน
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว เล่นเอาเจิ้งอี้ที่กำลังซดบะหมี่สะดุ้งโหยง
"ของที่สั่งไม่น่าจะมีแล้วนี่หว่า หรือว่าใครจ้างนักฆ่ามาเก็บ? ไม่น่าใช่! เพิ่งเล่นเกมวันเดียวคงยังไม่ไปเหยียบตาปลาขาใหญ่ที่ไหนหรอกมั้ง!"
เจิ้งอี้บ่นอุบอิบพลางย่องไปส่องตาแมว
ไม่ดูยังพอทน พอเห็นว่าเป็นใคร หัวใจเจิ้งอี้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผู้มาเยือนน่ากลัวกว่านักฆ่าร้อยเท่า... เจ้าป้าเจ้าของหอนั่นเอง
สัญญาเช่าห้องหมดไปครึ่งเดือนแล้ว วันนี้คือเส้นตายที่ป้าแกขีดไว้ แต่เงินเก็บทั้งหมดเจิ้งอี้ดันเอาไปลงกับหมวกเกมหมดแล้ว การปรากฏตัวของเจ้าป้าตอนนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับยมทูตมาทวงวิญญาณ
เจิ้งอี้ไม่กล้าเปิดประตู ได้แต่แกล้งทำเป็นไม่อยู่ แต่ใครจะรู้ว่าป้าแกเคาะเรียกอยู่นานสองนานไม่เห็นใครมาเปิด เลยควักกุญแจสำรองไขเข้ามาดื้อๆ
สี่ตาประสานกัน สิ่งที่รอรับเจิ้งอี้อยู่คือเพลิงโทสะของมนุษย์ป้า
"ไอ้เด็กเปรต! อยู่ห้องก็ไม่ยอมเปิดประตู จ่ายค่าเช่ามาซะดีๆ ไม่มีจ่ายก็ไสหัวไป!"
เจ้าของหอหญิงวัย 50 กว่า ก้อนไขมันทั่วร่างกระเพื่อมไหวตามจังหวะการด่า
"ขอผ่อนผันอีกวันได้ไหมครับ วันเดียวเอง!" เจิ้งอี้ขอร้อง
มนุษย์ป้าชูนิ้วชี้ส่ายไปมา "ไม่ได้! บิลค่าเช่าที่ค้างชำระถูกส่งเข้าบัตรดวงดาวของแกแล้ว ก่อนจะจ่ายค่าห้องหมด แกซื้ออะไรไม่ได้ทั้งนั้น" ป้าแกพูดเสียงแข็ง
โลกใบนี้ช่างโหดร้ายและเย็นชา การใช้จ่ายทุกอย่างต้องผ่านบัตรดวงดาว ถ้ามีหนี้ค้างชำระ รายได้ทั้งหมดจะถูกหักลบกลบหนี้ก่อน ไม่งั้นบัญชีจะถูกระงับการใช้งาน
สุดท้ายเจิ้งอี้ก็โดนตะเพิดออกจากห้องเช่า โชคดีที่สมบัติบ้ามีไม่เยอะ บะหมี่ถ้วยโปรดก็เหลือแค่ถ้วยสุดท้ายพอดี
"ไม่มีปัญญาจ่ายค่าห้อง แต่มีปัญญาซื้อเครื่องเกมเล่น อายุแค่นี้ไม่รู้จักทำมาหากิน"
มนุษย์ป้าโยนหมวกเกมใส่เจิ้งอี้ แล้วล็อกห้องเสียงดัง แกร๊ก! พร้อมกับพูดจาดูถูกทิ้งท้าย
"ป้าจะไปรู้อะไร นี่แหละงานการที่แท้จริง ขอเวลาอีกแค่วันเดียว เดี๋ยวจะซื้อตึกเน่าๆ นี่ให้ดู" เจิ้งอี้ตะโกนสวนอย่างไม่ยอมแพ้
"ขี้คุยมาสองปีแล้ว ไม่เห็นจะมีน้ำยาอะไรสักอย่าง" มนุษย์ป้ากวาดตามองเจิ้งอี้หัวจรดเท้าแล้วแสยะยิ้ม "หรือไม่ก็ไปอยู่บ้านเจ๊ไหมล่ะ เดี๋ยวเจ๊จะ ดูแล แกอย่างดีเลย"
เจิ้งอี้เห็นสายตาที่เจ้าป้าส่งมาให้ ถึงกับขนลุกซู่ ขนแขนสแตนด์อัพพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เขารีบคว้าหมวกเกมแล้ววิ่งหนีออกจากตึกโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย